วันที่พิมพ์ : สิงหาคม 2559

Scan this QR Code

with your smartphone to save URL.

แปลจาก Resource Revolution โดย Stefan Heck & Matt Rogers

 

คำนำผู้แปล

ยุคนี้ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) การสอดส่องสอดแนมประชาชนของรัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ทรัพยากรขาดแคลน ฯลฯ และ ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนสรุปความแตกต่างระหว่างศตวรรษที่ 20 กับศตวรรษที่ 21 ไว้สั้นๆ ว่า ในศตวรรษที่ 20 ก่อนที่คำว่า “อินเทอร์เน็ต” จะเกิด เรามีทรัพยากรท่วมท้นเหลือเฟือ แต่ข้อมูลหายากยิ่ง

ในศตวรรษที่ 21 สถานการณ์ก็กลับด้าน – เรามีข้อมูลท่วมท้นเหลือเฟือ แต่ทรัพยากรหายากยิ่ง

ภาวะเช่นนี้ ประกอบกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของประชากรโลก หรือความต้องการทรัพยากรในประเทศขนาดใหญ่โตเร็วอย่างจีนและอินเดีย ทำให้หลายคนพยากรณ์ “วันสิ้นโลก” ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะดับสูญ ส่วนโลกก็หมุนรอบตัวเองต่อไป ว่าถึงอย่างไรย่อมมาถึงไม่ช้าก็เร็ว และสำทับด้วยว่า ภาคธุรกิจในฐานะวงการอันทรงอิทธิพลสูงสุด กำลังเป็น “ตัวการ” เบื้องหลังวันสิ้นโลก

อย่างไรก็ดี บริษัทจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยพิสูจน์ตัวเองว่า พวกเขาอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “ทางออก” ของปัญหา มิใช่ส่วนหนึ่งของ “ต้นเหตุ”

สเตฟาน เฮ็ค (Stefan Heck) กับ แม็ทท์ โรเจอร์ส (Matt Rogers) คู่หูที่ปรึกษาทางธุรกิจจาก แม็คคินซีย์ (McKinsey) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดัง รวบรวมกรณีศึกษาของบริษัทเหล่านี้ และกลั่นกรองบทเรียนจากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปี ขึ้นมาเป็นหนังสือที่อยู่ในมือของท่าน

พวกเขาทั้งสองเสนอว่า ใน “ปัญหา” เหล่านี้ มี “โอกาส” ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล –

“การบูรณาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกับเทคโนโลยีข้อมูลกำลังเปลี่ยนทุกมิติของการใช้ทรัพยากร เรามองเห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงระดับปฏิรูป ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นมโหฬารจะเกิดขึ้นในโลกของพลังงาน (ทั้งในแง่ของการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการลดปริมาณการบริโภค) การคมนาคม การก่อสร้างอาคาร น้ำ เกษตรกรรม โลหะ และโภคภัณฑ์หลักทุกอย่างในโลก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่สำคัญสำหรับผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่เท่านั้น แต่ยังสำคัญสำหรับทุกบริษัทที่ใช้ไฟฟ้า เชื้อเพลิง หรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น หรือผลิตสินค้าและบริการให้กับธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ ธุรกิจจำนวนมากในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เราไม่ได้กำลังเผชิญหน้าวิกฤตจากภาวะทรัพยากรขาดแคลน หากแต่กำลังเผชิญหน้าโอกาสที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสทำกำไรหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ”

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเมื่อหลายร้อยปีก่อนปฏิวัติการใช้ “แรงงาน” ด้วยเทคโนโลยีอย่างเครื่องจักรไอน้ำและนวัตกรรมการบริหารจัดการอย่างบริษัทจำกัดความรับผิด การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองปฏิวัติการใช้ “ทุน” ให้กำเนิดบรรษัทข้ามชาติ ระบบธนาคารสมัยใหม่ และโครงข่ายไฟฟ้า

เฮ็คกับโรเจอร์สเสนอว่า วันนี้เรากำลังมองเห็น “หน่ออ่อน” ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม นั่นคือ การปฏิวัติการใช้ “ทรัพยากร” – ซึ่งกินความตั้งแต่ที่ดิน อาหาร น้ำ แร่ธาตุ จนถึงทรัพยากรอื่นๆ ที่มนุษย์ใช้จากธรรมชาติ

แต่การปฏิวัติครั้งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นในวงกว้างได้โดยอัตโนมัติ –

“เราตระหนักในความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้า ถ้าโลกยังเดินไปบนเส้นทางเดิม เราจะพบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แน่นิ่งซบเซา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ พุ่งเฟ้อในอัตราเร่ง มลพิษมากขึ้น ภาคการเมืองติดขัด และการหวนคืนสู่ภาวะตึงเครียดระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อินเดีย และเยอรมนี

แต่ถ้าบริษัทจำนวนมากพอเปลี่ยนวิถีธุรกิจได้ ออกเดินบนเส้นทางใหม่ได้ เส้นทางที่ผู้เขียนทั้งสองใช้คำว่า “การปฏิวัติทรัพยากร” โลกก็จะสามารถทะยานเข้าสู่สมดุลใหม่ เข้าสู่เส้นทางการเติบโตครั้งใหม่ที่ยั่งยืนมากขึ้น กระจายผลประโยชน์จากการเติบโตอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

หนังสือเล่มนี้พูดถึงข้อดีของเทคโนโลยีจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริง เทคโนโลยีเหล่านั้นอาจไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวที่มีแต่ได้ไม่มีเสีย อีกทั้งประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีแต่ละชนิดอาจปรากฎก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปนานพอแล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้อ่านบางท่านก็อาจรู้สึกขุ่นเคืองหรือขัดใจที่ผู้เขียนทั้งสองไม่ให้น้ำหนักมากนักกับการอธิบายบริบทหรือเงื่อนไขทางสังคมและการเมือง ซึ่งย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจ ศักยภาพ และความตระหนักของธุรกิจในประเทศต่างๆ ถึงความจำเป็นของการปฏิวัติทรัพยากร อย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจำนวนมากในหนังสือเล่มนี้ ก็น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ได้มองเห็นว่า “การปฏิวัติทรัพยากร” นั้นไม่ช้าหรือเร็วก็จำเป็น เป็นไปได้ และสร้างโอกาสมหาศาลทางธุรกิจ

อยู่ที่ใครจะมองการณ์ไกลได้ก่อนกันเท่านั้นเอง

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

 

สฤณี อาชวานันทกุล

"คนชายขอบ" | www.fringer.org

กรกฎาคม 2559

Rating :
0
No votes yet
My rating: 

No votes yet

Error | FRINGER คนชายขอบ

Error

The website encountered an unexpected error. Please try again later.