​จดหมายรัก​จาก​เมียเช่า​ & มาร์ชลูกหนี้

เพิ่งค้นพบเพลงลูกทุ่งยุคก่อนผู้เขียนเกิดอีกสองเพลงที่สนุกมากๆ เลยเอามาแปะไว้ในนี้ – ขอขอบคุณพี่อ้อย มูลนิธิโลกสีเขียว ที่แนะนำให้รู้จักกับเพลงแรก จนกูเกิลไปเจอเพลงที่สอง :D

ทั้งสองเพลงประพันธ์โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ+ซีไรต์ เจ้าของผลงานเรื่องสั้นชุด “เหมืองแร่” อันลือชื่อ (และได้รับการสร้างเป็นหนัง แต่ผู้เขียนชอบหนังสือมากกว่า :) )

คลิ้กที่ชื่อเพลงเพื่อดาวน์โหลดไปฟังได้ตามอัธยาศัย

จดหมายรักจากเมียเช่า
ขับร้องโดย มานี มณีวรรณ
แต่งโดย อาจินต์ ปัญจพรรค์

ไอ เขียน เล็ตเตอร์ ถึงเธอ เดียร์ จอห์น
เขียนใน แฟล็ต ที่ ยู เคยนอน
จังหวัดอุดร ประเทศ ไทยแลนด์
ไอ โบรคเก้น ฮาร์ต, ยู มัสต์ อันเดอร์สะแตน
จอห์น จ๋า จอห์น ดอลล่าร์ ขาดแคลน
เมีย เซ็คกั้นแฮนด์ ของ ยู ยังคอย

ยู ทิ้งเมียเช่า หิ้วกระเป๋า โก โฮม
ทิ้งรอยจูบลูบโลม
จน เชพ ไอ โทรมเพราะ ยู เอ็นจอย
ฟอร์เก็ต ยัวร์ ว๊อยซ์ กลับไปอยู่ อิลลินอยซ์
ไอ เสียใจจนเป็น ไทฟอยด์
เอา ไทเกอร์ ออย มาทากันตาย

* โศกเศร้ากว่า แซด มูฟวี่
โอ…จอห์น, ยู เมค มี คราย
ไอ โลนลี่ เสียจนผอมผ่าย
อยากตาย วาย ยู ทิ้ง มี

รอยน้ำตาหยดรดบนลายเซ็น
หาซองใส่จ่าหน้าไม่เป็น
โธ่เวรเอ๋ยเวร ฮู ช่วยเขียนที
ฉีกทิ้ง เล็ตเตอร์ หันไปเจอ ดี ดี ที
กู๊ดบาย สวัสดี
โก มีท กับ มี ที่เมือง ดิ เอนด์

(ซ้ำ *)

มาร์ชลูกหนี้
เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน
แต่งโดย อาจินต์ ปัญจพรรค์
Read the rest of this entry »

Popularity: 8% [?]

ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม, Dani Rodrik, Raghuram Rajan, วิกฤตการเงินอเมริกา

ช่วงนี้ยุ่งหัวฟูมากๆ กับงานวิจัยสองชิ้นที่ต้องส่งปลายเดือนนี้ ไม่นับงานหลวงงานราษฎร์อื่นๆ ที่ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว (และต้องทำล่วงหน้าด้วย จะได้หนีไปเที่ยวช่วงปลายปีได้ :D ) ดังนั้นวันนี้จึงต้อง “ขัดตาทัพ” ไปก่อน ด้วยการแบ่งปันเอกสารบางชิ้นที่เขียน/แปล/เรียบเรียงเมื่อไม่นานมานี้ในวาระต่างๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์ค่ะ (ทั้งหมดนี้อยู่ในหน้า writings ของบล็อกนี้ด้วย ซึ่งจริงๆ ก็มาอัพเดทอยู่เรื่อยๆ แต่ไ่ม่ค่อยได้โพสแจ้ง) :)

  1. คิดใหม่เรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม [PDF, 15 หน้า] แปลจาก Rethinking the Social Responsibility of Business: A Reason Debate โดย Milton Friedman, John Mackey, และ T.J. Rodgers – ใช้ในการสอนวิชา กธ. 301 ธุรกิจกับสังคมและชุมชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. ดานี ร็อดริก: ‘ความผิดหวังจากโลกาภิวัตน์ในภาคการเงิน’ – สรุปความจากงาน International Symposium ของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2551 ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Special Issue ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551; ดาวน์โหลดเปเปอร์ประกอบ เรื่อง Why Did Financial Globalization Disappoint? by Dani Rodrik and Arvind Subramanian [PDF, 30 หน้า]
  3. รากุราม ราจัน: ที่มาของวิกฤตการเงิน และนัยต่อการกำกับดูแล – สรุปความจากงาน International Symposium ของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2551 ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Special Issue ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551; ดาวน์โหลดเปเปอร์ประกอบ เรื่อง The Global Roots of the Current Financial Crisis and its
    Implications for Regulation
    by Raghuram Rajan, Anil Kashyap and Jeremy Stein [PDF, 44 หน้า]

แถมท้ายด้วยสไลด์เกี่ยวกับวิกฤตการเงินในอเมริกาอีกรอบหนึ่ง คราวนี้เป็นภาษาอังกฤษเพราะผู้ฟังเป็นชาวต่างชาติ ดัดแปลงและต่อเติมจากสไลด์ภาษาไทยเรื่องเดียวกันที่เคยโพสเื่มื่อหลายสัปดาห์ก่อน ช่วงนี้กลายเป็น “สไลด์หากิน” ไปแล้ว เพราะวิกฤตอเมริกาสนุกไม่เลิก (สนุกสำหรับนักการเงินผู้สังเกตการณ์ ไม่สนุกเท่าไหร่สำหรับคนเป็นหนี้) ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับว่าไอ้ $700 พันล้านเหรียญน่ะไ่ม่ควรจะเอาไปซื้อสินทรัพย์เน่าๆ (ที่มูลค่าลดลงทุกวัน) แต่เอาไปเพิ่มทุนให้ธนาคารโดยตรง (เหมือนที่อังกฤษทำ) จะเวิร์คกว่า แย่จริงๆ เมื่อคำนึงว่าความสำคัญของการเพิ่มทุนธนาคารนี่เป็นเบสิกมากๆ เหมือนเป็นวิชา “สินเชื่อ 101″ การปฏิเสธบ่ายเบี่ยงที่จะเพิ่มทุนโดยตรง (ซึ่งแปลว่ารัฐบาลจะเป็นเจ้าของธนาคารอย่างน้อยก็ในช่วง 2-3 ปีนี้) ก็ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการไม่อยาก “เสียหน้า” ของรัฐบาลที่เชิดชูอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่แบบสุดขั้วเสียจนรับไม่ได้กับการให้รัฐเป็นเจ้าของกิจการธนาคาร รัฐบาลของประเทศอื่นๆ ที่ต้องโดดเข้าไป “อุ้ม” ธนาคารเหมือนกันไม่เห็นจะต้องเล่นตัว โลเลเรื่องมากอย่างอเมริกาเลย :P

US Financial Crisis
View SlideShare presentation or Upload your own. (tags: credit crisis)

Popularity: 6% [?]

MV เพลง ผีบอก โดย คาราบาว

[ขอบคุณเจ้าตั้มน้องชาย ที่ส่งลิ้งก์มาให้ :D ]

Popularity: 14% [?]

เลี้ยวซ้ายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดย โจเซฟ สติกลิทซ์

แปลเล่นๆ ให้นักเรียนอ่าน และเผื่อใครสนใจเหตุผลที่ บารัก โอบามา น่าจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า (หมายถึงเหตุผลที่ “มีเหตุมีผล” ไม่ใช่ลมเพลมพัดตามอารมณ์ ณ คูหาเลือกตั้ง) ;) น่าเสียดายที่เมืองไทยยังไม่มีนักคิด “ซ้ายใหม่” เท่าที่ควร ดูเหมือนว่าฝ่ายซ้ายจะมีแ่ต่นักคิด “ซ้ายเก่า” ประเภท “ซ้ายมีปม” ที่ยังไม่เข้าใจตลาดและเกลียดตลาดเสียเป็นส่วนใหญ่ (แต่จริงๆ แล้ว “ซ้าย” กับ “ขวา” ของแต่ละประเทศก็ไ่ม่ตรงกันเท่าไร และไม้บรรทัดก็เลื่อนไปมาตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตอนนี้ “ซ้าย” กระแสหลักของอเมริกา (liberal แบบพรรคเดโมแครต) ในมุมมองของซ้ายเก่าในไทยคงบอกว่าเป็น “ขวา” เพราะของเราซ้ายกว่าของเขา ในขณะที่ “ขวา” ของเราตอนนี้ (ถ้ามองหยาบๆ ว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ “คลั่งเจ้า” หรือไม่ก็ “โหนเจ้า”) ดูจะ “ขวาจัด” พอๆ กับขวาของบุชเลย)

เลี้ยวซ้ายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
แปลจาก Turn Left for Sustainable Growth โดย โจเซฟ สติกลิทซ์ โดย สฤณี อาชวานันทกุล เชิงอรรถเพิ่มเติมโดยผู้แปล

ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาบอกว่าพวกเขาสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นแปลว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งควรมองการตัดสินใจเลือกระหว่างสองค่ายนี้ว่า เป็นเรื่องของการเลือกทีมผู้บริหารเท่านั้นหรือเปล่า?

ถ้าเรื่องจริงง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ! ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องบทบาทของโชค เศรษฐกิจของอเมริกาในทศวรรษ 1990 โชคดีจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ อัตราการคิดค้นนวัตกรรมที่อยู่ในระดับสูง และประเทศจีนที่ผลิตสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และอัตราการเติบโตอยู่ในระดับสูง

อดีตประธานาธิบดีคลินตันและ อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางไม่ควรได้รับเครดิตมากนักจากภาวะบูมช่วงนั้น ถึงแม้เราจะต้องยอมรับว่านโยบายแย่ๆ อาจรวนให้เศรษฐกิจปั่นป่วนได้ ในทางกลับกัน ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานและอาหารที่อยู่ในระดับสูง และระบบการเงินที่กำลังพังทลาย ล้วนเป็นผลจากนโยบายแย่ๆ

แน่นอน กลยุทธ์ในการเติบโตมีมากมายหลากหลาย และความแตกต่างนั้นก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันด้วย ความแตกต่างประการแรกเป็นเรื่องของวิธีมองว่า “การเติบโต” หมายถึงอะไร การเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนด้วย การเติบโตที่ตั้งอยู่บนการทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มหกรรมการบริโภคที่ใช้เงินกู้เป็นหลัก หรือการช่วงชิงฉกฉวยทรัพยากรธรรมชาติที่หายากโดยปราศจากการนำกำไรที่ได้กลับไปฟื้นฟูใหม่ ล้วนเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การเติบโตจะต้องมีผู้ได้ประโยชน์ในฐานกว้างด้วย อย่างน้อยที่สุดพลเมืองส่วนใหญ่จะต้องได้รับประโยชน์ แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบไหลริน (trickle-down economics) นั้นใช้การไม่ได้ เพราะการเพิ่มขึ้นของจีดีพีอาจทำให้พลเมืองส่วนใหญ่มีชีวิตแย่ลงก็ได้ การเติบโตในช่วงเวลาไม่นานมานี้ของอเมริกาทั้งไม่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ทั้งไม่มีฐานกว้าง ชีวิตของคนอเมริกันส่วนใหญ่แย่ลงกว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน
Read the rest of this entry »

Popularity: 7% [?]

Nassim Taleb นักสถิติผู้ชี้ความหลงตัวเองของมนุษย์และขีดจำกัดของความรู้

[วันนี้ผู้เขียนพอมีเวลาว่าง เลยได้เขียนตอนต่อไปของคอลัมน์ "คนชายขอบ" ที่ว่างเว้นไปหลายเดือนอย่างน่าละอาย จนกลายเป็นตอนที่ยาวที่สุดตั้งแต่เคยเขียนคอลัมน์นี้มา (เพราะคิดว่าความคิดของ "คนชายขอบ" คนนี้สำคัญมาก และจะเป็นส่วนสำคัญของการรื้อสร้างวิชาการเงินให้มี "ความยั่งยืน" กว่าที่แล้วมา) เอาคอลัมน์มาแปะไว้ในนี้ก่อน รอฉลองเว็บโอเพ่นโฉมใหม่ (ใกล้เสร็จแล้ว โปรดอดใจรอ :) )]

Nassim Taleb นักสถิติผู้ชี้ความหลงตัวเองของมนุษย์และขีดจำกัดของความรู้

Nassim Taleb

วิกฤตซับไพรมในอเมริกาซึ่งปะทุเป็นวิกฤตการเงินโลกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 ต่อเนื่องถึงปี 2009 เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทำให้ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ต้องปวดหัวกับค่าครองชีพสูงอยู่แล้วต้องเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิมอีกจากแนวโน้มที่จะถูกบริษัทเลิกจ้าง และถูกเจ้าหนี้ยึดบ้านที่เพียรพยายามผ่อนอย่างยากลำบาก

วิกฤตครั้งนี้ทำให้หลายคนตระหนักเป็นครั้งแรกว่าตลาดการเงินยุคโลกาภิวัตน์ได้ผูกโยงซึ่งกันและกันอย่างแน่นหนาเพียงใด และทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ตลาดเสรี (free market) นั้น ไม่อาจ “ดูแลตัวเอง” ให้ส่งมอบประโยชน์สูงสุดต่อสังคมได้ ถ้ารัฐไม่กำกับดูแลตลาดอย่างมีประสิทธิภาพและแทรกแซงตลาดในยามจำเป็นเพื่อกำจัดหรือลดทอนผลเสียที่เกิดจาก “ความล้มเหลว” ต่างๆ ของตลาด โดยเฉพาะปัญหาข้อมูลไม่เท่าเทียมกันและปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) ซึ่งเป็นชนวนหลักของวิกฤติการเงินในครั้งนี้

ความล้มเหลวในตลาดการเงินอเมริกา โดยเฉพาะธุรกิจวาณิชธนกิจ กองทุนเก็งกำไรระยะสั้น (เฮดจ์ฟันด์) และการค้าตราสารอนุพันธ์แบบตัวต่อตัว (over-the-counter) ซึ่งแทบจะไร้ซึ่งการกำกับดูแลใดๆ จากรัฐ และกฎหมายเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่ตามไม่ทันนวัตกรรมทางการเงิน ทำให้นักคิดฝ่ายซ้ายจำนวนมากได้ที ออกมาโทษแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ของรัฐบาลบุชว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหา เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ปรากฏแล้วว่าสถาบันการเงินปล่อยกู้แบบหละหลวมให้กับลูกหนี้จำนวนมากที่มีศักยภาพในการชำระคืนต่ำมาก เพราะปัดความรับผิดชอบในฐานะ “เจ้าหนี้” ไปให้กับนักลงทุน ภายหลังจากที่แปลงหนี้เป็นหลักทรัพย์ไปขายต่อ ทำให้ทั้งตลาดมีแต่ “เจ้ามือ” ไม่มี “เจ้าภาพ” มารับผิดชอบดูแลลูกหนี้อย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีใครมองเห็นระดับความเสี่ยงรวมของทั้งระบบ
Read the rest of this entry »

Popularity: 8% [?]

ความถูกผิดและการสานเสวนา – โคทม อารียา

คัดลอกจากนสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2551

ความถูกผิดและการสานเสวนา
โดย โคทม อารียา

เมื่อวันก่อนได้รับหนังสือ “เล่านิทานเซ็น” เล่าเรื่องโดย อ.อภิปัญโญ มาหนึ่งเล่ม มีนิทานเรื่องหนึ่งตั้งชื่อว่า “เรื่องของความถูกผิด” ซึ่งมีหมายเหตุประกอบว่า เล่าในยุคสมัยของนักเทศน์ผู้มีความมั่นใจตัวเองสูง ผูกขาดเหมาความถูกต้องเป็นของตนฝ่ายเดียว ซึ่งอยากนำมาเล่าต่อโดยสังเขป สำหรับยุคสมัยนี้ที่มีความขัดแย้งสูง ประกอบกับมีผู้เสนอให้ใช้การสานเสวนา (dialogue) เพื่อช่วยลดความขัดแย้ง การสานเสวนาคือวิธีการสื่อสารอย่างหนึ่ง ซึ่งจะประสบผลสำเร็จในการช่วยลดความขัดแย้งหรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการไม่ผูกขาดความถูกผิดนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้ อยู่ในสมัยจีนโบราณ ณ วัดพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง จะตีระฆังทุกเช้าตอนตีสี่เพื่อให้คนในวัดตื่นมาทำวัตรเช้า มีภิกษุรูปหนึ่ง จะตื่นก่อนเวลามาส่องไฟตามทาง เพื่อจะจับหอยทากที่คลานอยู่ ไปปล่อยในที่ปลอดภัยไม่ให้ถูกเหยียบตาย มาวันหนึ่งเมื่ออยู่พร้อมหน้ากัน ภิกษุรูปอื่นก็สอบถามว่า “ทำไปทำไม” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมมีชีวิตอยู่เพื่อประกอบความดี นอกจากสวดมนต์ภาวนาแล้วก็ต้องการทำบุญกุศลเป็นพิเศษด้วย” ภิกษุอีกรูปหนึ่งค้านว่า “ท่านทำเช่นนี้ เท่ากับทำให้ชาวสวนเดือนร้อน อีกทั้งหอยทากเหล่านี้เป็นตัวแพร่โรค” ภิกษุอีกรูปหนึ่งแย้งว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านไม่เจตนาให้เป็นภัยแก่ผู้คน หากต้องการปลดปล่อยสัตว์จากภัยภิบัติ อีกทั้งให้พวกเราบำเพ็ญความบริสุทธิ์โดยไม่ต้องทำให้ชีวิตต้องตกล่วงไปด้วย”

เมื่อตกลงกันได้ทั้งหมดก็พากันไปหาหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านนิ่งฟังคำชี้แจงด้วยความเห็นใจ จ้องหน้าตั้งใจฟังคนนั้นที คนนี้ที ภิกษุรูปแรกชี้แจงว่า “ผมเพียรทำความดี แม้น้อยหนึ่งก็ไม่เป็นไร เหมือนหยาดน้ำทีละหยด อาจเต็มตุ่มได้ จะว่าเป็นบาปได้อย่างไรครับหลวงพ่อ” พอฟังจบท่านอาจารย์ ตอบแสดงความชอบใจว่า “ถูก-ถูก ถูกแล้ว”

ภิกษุรูปที่สองชี้แจงว่า “ผู้ใดเหยียบหอยทาก เมื่อไม่มีเจตนา ก็มิใช่กรรมอันใด แต่หอยทากทำลายพืชผลและเป็นตัวเพาะโรค ทางราชการขอให้ช่วยกันกำจัด ทั้งคนในวัดและนอกวัดจะได้ไม่มีโรค เป็นผลดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มิใช่หรือครับหลวงพ่อ” พอฟังจบ ท่านอาจารย์ตอบแสดงความชอบใจว่า“ถูก-ถูก ถูกแล้ว”

ภิกษุรูปที่สามชี้แจงว่า “การบำเพ็ญธรรม ซึ่งมีคนหนึ่งเสียสละ เปิดโอกาสให้ทุกๆคน ประกอบความหลุดรอดไปตามทางของเขา สัตว์ใดๆแม้จะอยู่ในร่างที่ต่ำต้อย แต่ก็มีธรรมชาติแห่งความตรัสรู้อยู่ได้มิใช่หรือครับหลวงพ่อ” พอฟังจบ ท่านอาจารย์ตอบแสดงความชอบใจว่า “ถูก-ถูก ถูกแล้ว”

ขณะนั้น สามเณรรูปหนึ่งนิ่งฟังอยู่ข้างหลังหลวงพ่อ ก็อดขัดขึ้นไม่ได้ว่า “หลวงพ่อได้แต่ร้องร้องว่า ถูกๆๆ มันจะถูกไปหมดทุกฝ่ายได้อย่างไร ถ้าฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายอื่นก็ต้องผิดซิ หลวงพ่อ” ท่านอาจารย์หันมาฟัง พอฟังจบ ก็ตอบแสดงความชอบใจอีกว่า “เอ๊ะ ที่เธอว่าก็ถูก ถูกแล้ว” นิทานก็จบลง
Read the rest of this entry »

Popularity: 6% [?]

วิกฤตการเมืองไทย ในภาวะวิกฤตการเงินโลก

มหกรรมหนังสือจบไปแล้วสามวัน แต่ยังไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปหนังสือโพสขึ้นบล็อกเพราะยังหดหู่กับวิกฤตรอบด้าน ตั้งแต่ระดับเล็กๆ คือปัญหาของตัวเอง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างปัญหาบ้านเมือง อีกไม่นานจะรวบรวมพลังมาเขียนเรื่องหนังสือที่ได้ในงานค่ะ (ปีนี้ทำได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ คือซื้อน้อยกว่ายี่สิบเล่ม :) ) ระหว่างนี้ขอแบ่งปันข้อความ/ข้อมูลน่าคิด เรื่องวิกฤตการเมือง กับวิกฤตการเงินโลกไปพลางๆ ก่อน เพราะตอนนี้เราคงต้อง “ทำใจ” กับผลพวงของวิกฤตที่เราไม่อยากให้เกิด แต่ก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้

สังหรณ์ใจว่าจะเกิดเหตุรุนแรงก่อนวันที่ 1 หรือไม่ก็ 14 พ.ย. ตามที่เขาร่ำลือกัน :(

แถลงการณ์ของสถาบันปรีดี พนมยงค์

ท่ามกลางการเกิดวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอนำเสนอสุนทรพจน์ของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าวปราศรัยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ช่วยกันคลี่คลายหาทางออกร่วมกับภาคส่วนอื่นของสังคม โดยมีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

“ระบบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อยความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวังอย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย”

“ข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย….ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้”

“การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยากันเป็นมูลฐาน เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว”

“โดยมีอุดมคติซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าเคารพในความซื่อสัตย์ ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากหลายที่ผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้ร่วมกิจการรับใช้ชาติกับข้าพเจ้า…. แต่ผู้ซึ่งแสดงว่าซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ในภายนอก ส่วนภายในหวังผลส่วนตน หรือมูลสืบเนื่องมาแต่ความไม่พอใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้แล้ว ก็เกรงว่าผู้นั้นก็อาจหันเหไปได้ สุดแต่ว่าตนจะได้รับประโยชน์ส่วนตนอย่างไรมากกว่า”

“ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้ต่อท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย โดยเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นประเทศชาติปลอดจากระบอบเผด็จการ และปลอดจากระบอบอนาธิปไตย คงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม”

ข้อมูลจาก World Economic Outlook ฉบับเดือนตุลาคม 2008 ของ IMF

คลิ้กที่รูปด้านล่างเพื่อดู animation สรุปสถานการณ์การเงินและเศรษฐกิจโลกล่าสุด

Popularity: 8% [?]

จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde

Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยรายที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้องก่อนเกิดเหตุ และทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่น ด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม) กองทุนของเขากองหนึ่งทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ ยุบเลิกกองทุนทั้งหมดภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน Financial Times:

…….

Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management
แปลจาก จดหมายของ Andrew Lahde

17 ตุลาคม 2551

วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา

เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่งที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน” ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือหาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลายที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ) ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และ Lehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้ว พฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้นทำให้ผมหาคนที่โง่พอที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ

มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้ คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุดล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม
Read the rest of this entry »

Popularity: 9% [?]

สื่อพลเมือง, อินเทอร์เน็ตในฐานะ “สื่อสังคม” และ Commons | Paul Potts

เมื่อวานได้รับเชิญให้ไปพูดในงาน WordCamp Bangkok 2008 ที่ TCDC เอ็มโพเรียม ในหัวข้อ “สื่อพลเมือง” ร่วมกับคุณกานต์และคุณเจริญชัยแห่ง Siam Intelligence Unit สนุกดี ได้เจอตัวจริงของบล็อกเกอร์หลายท่านที่เมื่อก่อน “รู้จัก” แต่ในเว็บ อย่างคุณ Patsonic, คุณเม่น และคุณปรเมศวร์ มินศิริ แห่งกระปุกดอทคอม ซึ่ง “น่ารัก” กว่าเว็บกระปุกตามที่เจ้าตัวยืนยันจริงๆ ด้วย ;)

[UPDATE 20/10: อ่านบทความฉบับเต็มของคุณเจริญชัยที่ไปพูดในงาน เรื่อง "Citizen Journalism: ไลฟ์สไตล์ใหม่แห่งศตวรรษที่ 21" ได้ที่หน้านี้ของ SIU ค่ะ ลีลาสมกับที่เป็นแฟนนิยายกำลังภายในผู้มีผลงานเป็นของตัวเองแล้ว :D ]

เสียดายที่ผู้เขียนพูดมากไป(อีกแล้ว) และคอมพิวเตอร์ที่จะฉายสไลด์มีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย เลยมัวแต่พูดเรื่องที่หลายคนรู้อยู่แล้วไม่มากก็น้อย ไม่ได้แตะประเด็นที่อยากพูดถึงจริงๆ นั่นคือ ความเชื่อมโยงและบทบาทของสื่อพลเมืองในฐานะผู้เล่นคนสำคัญของ “สื่อสังคม” (social media) ซึ่งตอนนี้ Web 2.0 กำลังแปลงอินเทอร์เน็ตให้เป็นแบบนั้นอย่างรวดเร็ว (หมดยุคของ Web 1.0 ที่ผู้ชม “เสพ” ได้อย่างเดียวโดยไม่มีส่วนร่วมแล้ว) และความเชื่อมโยงระหว่าง “สื่อสังคม” กับแนวคิดเรื่อง “ภาคสาธารณะ” (The Commons) และบทบาทที่สำคัญของภาคนี้ในฐานะภาคส่วนใหม่ที่สามารถ “แข่งขัน” และ “ถ่วงดุล” กับภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุปคือ “ชุมชนเสมือน” อย่างอินเทอร์เน็ตอาจนับเป็น “ก้าวถัดไป” ของแนวคิด “ชุมชนนิยม” หรือ “ท้องถิ่นนิยม” ซึ่งมีพลังและศักยภาพมากกว่าชุมชนทางกายภาพในหลายแง่มุม และถ้าคิดให้ลึกและบริหารจัดการดีๆ ก็สามารถช่วยให้คนในชุมชนกายภาพมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ ด้วย ดังเช่นตัวอย่างของ Echoupal ในอินเดีย หรือสิ่งที่ GeekCorps กำลังทำในโครงการทั่วโลก

ขอขอบคุณกระปุกดอทคอมที่จัดงานดีๆ อย่างนี้ และสำหรับมื้อเย็นที่อร่อยมาก ขอบคุณเพื่อนบล็อกเกอร์และผู้ฟังทุกท่านที่มาร่วมงาน เีสียดายที่ไปไม่ทันฟังวงสนทนาอื่นๆ แต่เชื่อว่าในอนาคตคงได้มีโอกาสเจอกันอีกค่ะ :)

ดาวน์โหลดสไลด์ืัทั้งหมด (รวมทั้งหน้าที่ไม่ได้พูด T_T) ได้จากที่นี่: PDF format (2.4MB), Powerpoint format (9.7MB) หรือดูออนไลน์ได้จากด้านล่างนี้

แถมท้ายด้วยสุดยอดวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจที่คุณกานต์เปิดฉายในงาน – การแสดงโอเปราของ Paul Potts ผู้ชนะรายการ Britain’s Got Talent คนแรก อดีตเซลส์แมนที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก มีอัลบั้มเป็นของตัวเองแล้ว ผู้เขียนคิดว่าร้องเพลงได้ “อิน” กว่าเซียนอย่าง Pavarotti เสียอีก :D

Popularity: 8% [?]

“วิกฤตซับไพรมในอเมริกา” & Paul Krugman

เมื่อวานไปบรรยายในวงเสวนาเล็กๆ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เกี่ยวกับวิกฤตซับไพรมในอเมริกา แปะสไลด์ไว้ที่นี่เผื่อใครจะสนใจ :) ดาวน์โหลดสไลด์ได้จากที่นี่ – PDF version, Powerpoint version

(แถมคลิปวีดีโอ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์หนึ่งในดวงใจและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้คนล่าสุด ตอนที่ไปปรากฎตัวในรายการ Bill Maher เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน และตอนที่ไปพูดเรื่องหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Conscience of a Liberal เมื่อปลายปีที่แล้ว Krugman เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกๆ ที่เตือนเรื่องแนวโน้มหายนะจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมอมาหลายปีแล้ว แ่ต่รัฐบาลอเมริกันไม่สนใจฟัง ถ้าใครอยากรู้ว่า “ปัญหา” ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่ตรงไหน อเมริกาซ่อนอะไรไว้ใต้พรม และเหตุใด Barack Obama ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตถึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะชนะการเลือกตั้งในเดือนหน้าอย่างถล่มทลายไม่แพ้สถิติของ Frankin D. Roosevelt ที่ทำไว้ในการเลือกตั้งปี 1936 ผู้เขียนคิดว่า “ต้องอ่าน” ความคิดของ Krugman :) )

วิกฤตการเงินอเมริกาตอนนี้น่าติดตามมาก เพราะ “แผน” การกอบกู้ที่รัฐบาลประกาศนั้นมีเม็ดเงินไม่เพียงพอแน่ๆ และในทางปฏิบัติจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย (เช่น จะ “ดึง” ส่วนที่เป็นหนี้บ้านซับไพรมออกมาจากก้อนอื่นๆ ในหลักทรัพย์ CDO เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างไร เพราะไปผูกโยงกันไว้แน่นหนาซับซ้อนซะขนาดนั้น?!?) เมื่อไหร่มีเวลา จะพยายามทยอยเขียนลงคอลัมน์ในประชาชาติธุรกิจค่ะ :)

Credit Crisis
View SlideShare presentation or Upload your own.

Popularity: 6% [?]

ไทยแลนด์แดนสวรรค์ + ทุนนิยมที่มีหัวใจ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ

เพิ่งกลับมาจากอเมริกาได้ไม่ถึงสองวัน มาถึงประเทศไทยก็เปลี่ยนไปในทางที่หดหู่กว่าเดิมอีกแล้ว ไม่ผิดคาดเท่าไรนักที่กลับมาเห็นสถานการณ์เลวร้ายลงอีก เพราะพยายาม “ปลง” มาหลายสัปดาห์แ้ล้ว และไม่แปลกใจด้วยที่ตำรวจและรัฐบาลยัง “เลว” เหมือนเดิม แต่ที่น่าเศร้ามากกว่านั้นคือแถลงการณ์ต่างๆ นานาที่ประณามฝ่ายพันธมิตรมากกว่าตำรวจและ/หรือรัฐบาล ตลอดจนการประกาศ “เลือกข้าง” ของหมอบางคนที่ลืมไปแล้วว่าจรรยาบรรณแพทย์อยู่ตรงไหน

เช่นเดียวกับที่เคยอธิบายในบล็อกนี้หลายหนแล้ว ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้ายึดทำเนียบ การเปลี่ยนแนวทางชุมนุมจาก “อหิงสา” มาเป็น “หิงสา” (แต่ยังอ้างว่า “อหิงสา” อย่างหน้าไม่อาย) “การเมืองใหม่” ที่ไม่ยึดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ฯลฯ

แต่ไม่ว่าแกนนำพันธมิตรจะเป็นอย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ออกไปชุมนุมมือเปล่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตำรวจประเทศไหน “สลายการชุมนุม” ด้วยการระดมยิงประชาชนทั้งวันด้วยแก๊สน้ำตาที่อันตรายถึงตาย?!?

ก่อนที่จะเป็นโรคเครียดการเมืองอีกรอบ ขอแสดงความเสียใจต่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตที่ตกเป็นเหยื่ออันธพาลในคราบตำรวจและนักการเมือง และขอไม่เขียนเรื่องการเมืองไทยอีกแล้วจนกว่าจะเห็นสังคมเราใช้เหตุใช้ผลกันมากกว่านี้

ขายหนังสือดีกว่า :P

หนังสือใหม่ของผู้เขียนสองเล่มในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 ณ ศูนย์สิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 11-23 ตุลาคมนี้ คือ ไทยแลนด์แดนสวรรค์และ ทุนนิยมที่มีหัวใจ – ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา ทั้งสองเล่มหาซื้อได้ที่บูธสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ IO1, Planetary Hall, บูธสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด/บลูสเกล M16 โซน C1, และบูธสำนักหนังสือใต้ดิน P11 โซน C1 ค่ะ ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ทั้งสามมา ณ ที่นี้ด้วย ที่ให้พื้นที่กับหนังสือ :)

รายละเอียดหนังสือใหม่มีดังต่อไปนี้

1. ไทยแลนด์แดนสวรรค์ พิมพ์ในนาม “สำนักพิมพ์ชายขอบ” ราคาปก 185 บาท ลดเหลือ 148 บาท ในงาน

ไทยแลนด์แดนสวรรค์

แถมสมุดโน้ตกระดาษร้อยปอนด์อย่างดี มูลค่า 50 บาท พร้อมหนังสือ เฉพาะในงานนี้เท่านั้น :D ปกสมุดโน้ตเป็นแบบนี้:

สมุดโน้ต
Read the rest of this entry »

Popularity: 8% [?]

ประกาศ “ทิ้ง” บล็อกชั่วคราวสองสัปดาห์ :)

เนื่องจากผู้เขียนกำลังจะร่วมเดินทางไปอเมริกา ใน study trip เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกเป็นเวลาสองสัปดาห์ ตั้งแต่ 27 ก.ย. ถึง 9 ต.ค. นี้ จึงต้องทิ้งบล็อกให้ร้างไว้ชั่วคราวค่ะ แล้วพบกันใหม่หลังวันที่ 10 ต.ค. :) ขอทิ้งท้ายด้วยปกหนังสือใหม่ที่กำลังจะออกในงานหนังสือให้ดูเล่นๆ ก่อน :D

(ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการ “ไทยแลนด์แดนสวรรค์” คืนนี้ที่ People Space Gallery ด้วยนะคะ นิทรรศการยังมีไปจนถึงวันที่ 25 ต.ค. นี้ หนังสือก็มีขายที่แกลอรี่เช่นกัน เดี๋ยวใกล้ๆ งานหนังสือจะแจ้งอีกที :) )

ทุนนิยมที่มีหัวใจ - ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา

Popularity: 5% [?]

26 ก.ย. – งานเปิดตัวหนังสือ+นิทรรศการภาพประกอบ “ไทยแลนด์แดนสวรรค์”

[ขอคั่นโฆษณาเล็กน้อยด้วยหนังสือเล่มล่าสุดของผู้เขียน เป็นหนังสือบทกวีเล่มแรกในชีวิตและหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อ "สำนักพิมพ์ชายขอบ" ที่ตั้งใจจะตีพิมพ์แต่กลอน :D ขอเชิญทุกท่านมาร่วมงานเปิดตัวหนังสือและนิทรรศการภาพประกอบฝีมือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ในวันที่ 26 ก.ย. นี้ หนังสือราคา 185 บาท แต่ลดในงานแน่นอน หลังจากวันที่ 26 ก.ย. คงจะหาซื้อไม่ได้ตามร้านจนกว่างานสัปดาห์หนังสือฯ จะจบ (ประมาณ 23 ต.ค.) แต่ในงานหนังสือจะวางขายอยู่ที่บูธสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์และระหว่างบรรทัด... จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งก่อนงานหนังสือจะเริ่ม :) ]

“ไทยแลนด์แดนสวรรค์” นิทรรศการกวีนิพนธ์และงานจิตรกรรม โดย สฤณี อาชวานันทกุล และ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

ไทยแลนด์แดนสวรรค์

จัดแสดงที่ People Space ระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2551 (แผนที่แกลอรี่)

Opening Party: วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2551 ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไป – เปิดตัวหนังสือบทกวี “ไทยแลนด์แดนสวรรค์” โดย สฤณี อาชวานันทกุล ภาพวาดโดย อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

…………………

“ไทยแลนด์แดนสวรรค์” คือการโคจรมาพบกันครั้งแรกของนักวิชาการอิสระและศิลปินบ้าพลังอย่าง สฤณี อาชวานันทกุล และ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ คนหนึ่งเขียนบทกวีวิพากษ์สังคมอย่างครื้นเครง ในขณะที่อีกคน—เมื่อได้อ่านบทกวีนั้นแล้ว – จินตนาการบรรเจิดเกินที่จะหยุดยั้ง ปล่อยพลังออกมาเป็นภาพวาดสุดมันส์กว่า 50 ภาพ นิทรรศการ “ไทยแลนด์แดนสวรรค์” นำเสนอพลังสร้างสรรค์ของคนทั้งสอง ลองมาอ่านบทกวีเคล้าสีสันของภาพวาด แล้วดูว่าประเทศชาติของเราเป็นอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า

………………….

บางส่วนจากคำนำสำนักพิมพ์:

‘นักวิชาเกิน’ นอนหงายก่ายหน้าผาก
พอคิดมากเรื่องเมืองไทยก็ได้ที่
ระเบิดความอัดอั้นตันฤดี
“สฤณี” ฉายภาพเป็นกาพย์กลอน

เมื่อ “อังกฤษ” อ่านกลอนถึงตอนจบ
เหมือนพานพบขุมพลังแต่ครั้งก่อน
จับพู่กันขยันวาดไม่ขาดตอน
มุ่งสะท้อนวาจาบนผ้าใบ

“ไทยแลนด์แดนสวรรค์” นั้นชั้นไหนหรือ
ที่ร่ำลือว่า “ไทยแท้” นั้นแค่ไหน
หรือเพียงฝันเพ้อพร่ำอยู่ร่ำไป
ขอเชื้อเชิญคนไทยให้คิดตาม

…………………

รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081 5491002
Email: people.space@yahoo.com

People Space: 116 ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10210

Popularity: 8% [?]

จุดจบของ Lehman Brothers = จุดจบของ “การเงินแบบคาวบอย” ในอเมริกา?

ผู้เขียนยังยุ่งหัวฟูอยู่ แต่อย่างน้อยก็ไม่ค่อยเครียดกับการเมืองแล้ว เพราะพยายามไม่ติดตามมันมาก ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าความขัดแย้งรอบนี้ร้าวลึกและรุนแรง(แบบมองไม่เห็น)ที่เลยเถิดไปเป็นสิ่งที่อาจเรียกหยาบๆ ได้ว่า “สงครามระหว่างชนชั้น” ไปแล้ว ไม่มีวัน “จบ” ได้จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ส่วนในระยะสั้น ขอความกรุณาทุกท่านอย่าโพสแหย่หรือถามความเห็นเกี่ยวกับการเมืองช่วงนี้ :P

(ยังไม่ลืมคำถามสามข้อของคุณ “ผู้สังเกตการณ์” นะคะ แต่ขอยกยอดไปก่อน จะโพสตอบวันหลัง เริ่มเขียนคำตอบไปบ้างแล้วแต่เขียนไปเขียนมาก็ชักยาว ต้องลำดับความคิดให้ดีก่อน ;) )

ตอนนี้เนื่องจากวิกฤตภาคการเงินในอเมริกากำลังร้อนระอุและน่าตื่นเต้น(ระคนเศร้า)สำหรับคนในวงการ จึงอยากแปะความเห็นส่วนตัวสั้นๆ เล็กน้อย โดยเฉพาะในเมื่อ Lehman Brothers วาณิชธนกิจอับดับสี่และหนึ่งในบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดใน Wall Street ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้ายที่สุด คือยื่นล้มละลาย หุ้นของบริษัทวันสุดท้ายโซเซลงมาปิดแถวๆ $3.70 ซึ่งเป็นราคาเดียวกับราคาปิดวันแรกหลังเปิดขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) เมื่อ 15 ปีก่อน!

จริงๆ แล้วผู้เขียนก็รู้สึก “สมน้ำหน้า” Lehman Brothers ไม่น้อย เพราะเป็นบริษัทที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้กันในวงการว่าทำธุรกิจแบบ “เขี้ยวลากดิน” และ “ขี้เหนียว” มาก รวมทั้งในเมืองไทยด้วย Lehman มีพอร์ตที่ดินและอสังหาอื่นๆ นับหมื่นล้านบาทในไทย คงต้องถูกบังคับขายทอดตลาดเพราะบริษัทแม่ยื่นล้มละลายไปแล้ว แต่ Lehman มาซื้อที่ดินพวกนี้ส่วนใหญ่ในราคาต่ำเตี้ยติดดิน หลายแปลงซื้อตั้งแต่สมัยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 จนถึงปัจจุบันมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่สิบเท่า เที่ยวนี้ถ้าจะมาร้องแรกแหกกระเชอว่าถูกกดราคาขายก็ไม่น่าจะมีใครเห็นใจ น่าหมั่นไส้มากกว่า

คนกลุ่มเดียวที่อาจจะน่าสงสารอยู่บ้างคือพนักงาน Lehman ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อยู่ดีๆ ก็ต้องหางานใหม่และอาจไม่ได้รับเงินเดือนงวดสุดท้ายด้วย แต่ความเดือดร้อนของวาณิชธนกรเงินเดือนสูงเหล่านี้เทียบกันไม่ได้เลยกับความทุกข์ยากของผู้มีรายได้น้อยในอเมริกาหลายล้านคนที่ถูกนักการเงิน “หลอกล่อ” ให้ผ่อนบ้านทั้งๆ ที่ไม่มีกำลังจะผ่อน (อ่านรายละเอียดปัญหา “moral hazard” ของเจ้าหนี้และเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมของสินเชื่อซับไพรมได้จากด้านล่าง) และตอนนี้ก็ต้องถูกยึดบ้านหรือปวดหัวกับหนี้สินที่พอกพูนขึ้น

ต้องชมเชยรัฐบาลอเมริกาโดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ตัดสินใจ “ไม่อุ้ม” Lehman Brothers เพราะปัญหา “moral hazard” ที่ทำให้เอกชนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เวลามีกำไร แต่รัฐ (คือประชาชนผู้เสียภาษี) ต้องรับภาระเวลาขาดทุน จะ “จบ” ได้อย่างแท้จริง (คือบังคับให้เอกชนรับความเสี่ยงน้อยลงหรือหาวิธีป้องกันความเสี่ยงที่ใช้การได้จริง เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าต้องแบกผลขาดทุนถ้าเสี่ยงแล้วพลาด) ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเลิกอุ้มบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่แน่ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งที่ใหญ่กว่า Lehman มาก เช่น AIG ก็ทำท่าว่ารัฐจะต้องเข้าไปอุ้มเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามไปทั้งระบบ (เหมือนกับที่เข้าไปอุ้ม Freddie Mac และ Fannie Mae) ในกรณีที่จะอุ้มใคร รัฐจะต้องอธิบายให้คนพอใจว่า ประโยชน์ที่จะได้รับ (ในแง่ของการหลีกเลี่ยงวิกฤตลุกลาม) นั้น “คุ้ม” กันกับโทษของการทำให้ moral hazard เกิดขึ้นอีกจากการเข้าไปอุ้มหรือไม่ เพียงใด และนอกจากนี้ก็ใช่ว่ารัฐบาลอเมริกาจะ “รวย” พอที่จะอุ้มได้ทุกราย คงต้องเลือกเฉพาะบริษัทที่ประชาชนรายย่อยจำนวนมากเป็นผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มใหญ่ (ประกันอย่าง AIG/AIA และเจ้าหนี้สินเชื่อบ้านราคาถูกอย่าง Freddie Mac/Fannie Mae เข้าข่ายนี้) เท่านั้น บริษัทไหนที่ผู้มีส่วนได้เสียมีแต่นักลงทุนรวยๆ ก็น่าจะปล่อยให้ล้ม

ต้องรอดูกันต่อไป

สำหรับผู้เขียน ประเด็นที่น่าสนใจกว่าประเด็นที่ว่าใครจะ “ล้ม” เป็นรายต่อไป (ซึ่งมีอีกแน่นอน) คือการถกเถียงกันในระดับโครงสร้างว่า กรณีการล้มละลายของ Lehman Brothers ในครั้งนี้เป็นแค่ “กรณีเฉพาะ” (isolated case) ที่เกิดกับบริษัทไม่กี่แห่ง หรือเป็นเครื่องสะท้อน “ปัญหาในระบบ” ที่ใหญ่กว่าและต้องแก้ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันขนานใหญ่ ผู้เขียนเชื่อกรณีหลัง และเชื่อว่าวิกฤตซับไพรมในครั้งนี้เป็น “เครื่องพิสูจน์” ชั้นดีว่าระบบการเงินแบบ “การเงินคาวบอย” ที่ไร้การกำกับดูแลในอเมริกามีปัญหาจริงๆ (ดูรายละเอียดด้านล่าง)
Read the rest of this entry »

Popularity: 12% [?]

“เกลียดสมัครแต่รักประชาธิปไตยมากกว่า”

ขออำลาบล็อกนี้เป็นการชั่วคราว (ประมาณ 7-10 วัน) นะคะ เพราะเครียดกับการเมืองจนไข้ขึ้น เขียนอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องนี้ในบล็อกกับแปลหนังสือ ทำให้ส่งคอลัมน์และงานต่างๆ ที่ต้องทำไม่ทันตามกำหนด จำเป็นต้องปิดหูปิดตาตัวเองเลิกติดตามข่าวการเมืองชั่วคราว เพื่อรวบรวมสมาิธิไปทำงานต่างๆ ที่ค้างอยู่ให้เสร็จ

ระหว่างนี้ขอเชิญถกเถียงกันต่อในกระทู้ต่างๆ ตามอัธยาศัย (แต่ระวังจะเป็นโรคเครียดจากการเมืองตามเจ้าของบล็อกนี้นะคะ) และถ้าใครที่มีฝืมือด้านกราฟฟิกจะทำสติ้กเกอร์และ/หรือแบนเนอร์สำหรับแปะตามเว็บ ข้อความประมาณ “เกลียดสมัครแต่รักประชาธิปไตยมากกว่า” (อาจมีคำอื่นที่ดีกว่านี้แต่ตอนนี้มีปัญญาคิดออกแค่นี้ แหะๆ) เพื่อให้กลุ่มคนที่สื่อขนานนามว่า “พวกสองไม่เอา” ได้แสดงจุดยืนอย่างกระชับและได้ใจความ (เพราะตอนนี้เห็นมีแต่สติ๊ิกเกอร์ของคนเลือกข้างทั้งนั้นเลย) ผู้เขียนก็ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าและสัญญาว่าจะช่วยเผยแพร่ด้วยคนค่ะ :)

Popularity: 6% [?]