Category Archive for 'Musings'

จรรยาบรรณของสื่อพลเมือง / YouFest / blog tag ภาคพิเศษ

Sunday, January 21st, 2007

เมื่อวานไปพูดสั้นๆ เรื่องจรรยาบรรณของสื่อพลเมืองในงาน YouFest (ดาวน์โหลด presentation สั้นๆ ได้ที่นี่ และดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายของท่านอื่นได้ที่ หน้านี้ของงาน) บรรยากาศในงานเป็นกันเอง สบายๆ ทุกคนออกมาแนะนำตัวสั้นๆ และพูดในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ ฉะนั้นหัวข้อในงานจึงหลากหลายมาก ตั้งแต่ สื่อทางเลือก, podcast, TV on web, machinima (การสร้างหนังจากเกม), Social Network Analysis, ไปจนถึง การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้, social bookmarking, และ e-commerce แม้ว่าจะมีความเชี่ยวชาญและความสนใจแตกต่างกันมาก คิดว่าสองสิ่งที่ผู้ร่วมงานทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ ความเชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ว่าจะสามารถสร้างนักธุรกิจพันล้านและปรับเปลี่ยนสังคมไทยในทางที่ดีขึ้นได้ และทุกคนล้วนมีงานประจำหรืองานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ที่ตัวเองรักและยินดีทุ่มเทเวลาให้อย่างเต็มที่ กว่างานจะเลิกก็ปาเข้าไป 6 โมงกว่า แต่ไม่รู้สึกว่างานนี้ยาวเกินไปหรือน่าเบื่อ ดีใจที่มีโอกาสได้พบตัวเป็นๆ ของบล็อกเกอร์/โปรแกรมเมอร์/เว็บมาสเตอร์หลายท่านจากโลกออนไลน์ที่ติดตามผลงานมานาน ไม่ว่าจะเป็นคุณสหายสิกขาแห่งเว็บพลวัต, คุณ bact’ หนึ่งในบล็อกที่อ่านเป็นประจำ, คุณ hunt แห่ง Zickr! (เว็บ social bookmark ภาษาไทยที่แอบชื่นชมและใช้งานมาหลายเดือนโดยที่ไม่ได้ช่วย [...]

Blog tag: ตาของคนชายขอบ

Saturday, January 6th, 2007

สืบเนื่องจากผู้เขียนถูกแท็ก (tag) โดยคุณ BioLawCom และคุณ bact’ ก็อยากเล่นเกมนี้ด้วยคน (ยิ่งดู blog tag trace สวยๆ ที่คุณ keng กำลังตามอัพเดท ยิ่งดูน่าเล่นใหญ่) กติกาของ blog tag ที่คุณ bact’ สรุปไว้ คือ ใครถูกแท็กต้องแท็กต่อไป “…เป็นแชร์ลูกโซ่ MLM work@home บล็อกได้จากที่บ้าน ไม่กระทบงานประจำ บอกเล่าเรื่องของตัวเอง 5 ข้อ และแท็กต่อไป 5 ราย เป็นอันเสร็จพิธี” เรื่องของคนชายขอบ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ (aka ต้องรีบเผาตัวเอง ก่อนที่จะมีคนอื่นเผา ) : เป็นคนที่จำเรื่องสำคัญๆ ไม่ค่อยได้ เช่น ชื่อคนรู้จักและลูกค้า (แต่ดันจำชื่อดาราหนัง นักร้อง ผู้กำกับ นักเขียน ฯลฯ ได้มากมายมหาศาล), ที่จอดรถตัวเอง (ครั้งหนึ่งเคยสร้างวีรกรรมเป็นที่ลือลั่นในหมู่ยามของอาคาร [...]

ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกอะไรระหว่าง ความจริง ความยุติธรรม และมนุษยธรรม?

Friday, January 5th, 2007

ตอนแรกกะว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังปีใหม่ จะทยอยเขียนและโพสเล่าเรื่องเมืองลพบุรี เชียงใหม่ ตรัง และนครศรีธรรมราช ที่ตะลุยเที่ยวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาให้เสร็จ แต่วันนี้เจอเหตุการณ์หวาดเสียวมาสดๆ ร้อนๆ ที่ทำให้ฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งที่ถกเถียงกับตัวเอง (ในหัว) มานาน เลยต้องขอระบายความในใจไว้ตรงนี้ ก่อนที่จะลืม (เชิญดูรูปถ่ายจากการตะบันเที่ยวของผู้เขียน ไปพลางๆ ก่อนได้ที่ flickr: เที่ยวลพบุรี, เที่ยวเชียงใหม่ (รอบ 2), เที่ยวตรัง, เที่ยวนครศรีธรรมราช (แว่บไปหนึ่งวัน)) เรื่องของเรื่องคือ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งมีส่วนร่วมในอุบัติเหตุรถชน 3 คัน เป็นครั้งแรกในชีวิต (ถึงตอนนี้ ใครที่อาจสงสัยว่าหัวข้อบล็อกวันนี้เกี่ยวอะไรกับรถชน ขอให้อดทนอ่านต่อไปอีกนิดหนึ่ง) วันนี้ตอนประมาณ 3 ทุ่ม ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ได้ไฟเขียวที่สี่แยก กำลังจะเลี้ยวซ้ายเข้าซอยบ้านตัวเองอยู่แล้ว มีรถแท็กซี่คันหนึ่งมาจากไหนไม่รู้ โผล่พรวดออกมาอยู่เลนรถสวน กว่าผู้เขียนจะมองเห็น ก็ตอนรถเลี้ยวเข้าซอยไปแล้วครึ่งคัน ทั้งสองคนเหยียบเบรกกันตัวโก่ง แต่ไม่วายประสานงากันอยู่ดี พอได้ยินเสียงรถชนข้างหน้าปุ๊บ ก็ได้ยินเสียง “ปัง” ที่ดังยิ่งกว่ามาจากด้านหลัง เมื่อเหลียวไปดูก็พบว่า รถคันท้ายที่ตามมาก็เบรกตามไม่ทัน [...]

ความสบายของคนกรุง vs. ความเดือดร้อนของคนชนบท

Sunday, November 5th, 2006

วันนี้เป็นวันลอยกระทง คนกรุงเทพฯ นับล้านคงไปลอยกระทงตามริมแม่น้ำต่างๆ และดูการละเล่น แสงสว่างจากพลุเพลิงดอกไม้ไฟที่บดบังแสงจันทร์วันเพ็ญ เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่จะมีคนกรุงเทพฯ กี่คนที่รู้ว่า ปีนี้เราฉลองวันลอยกระทงได้ เพราะพี่น้องชาวไทยอีกกว่า 3 ล้านคน ใน 15 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้ยากไร้ ต้องประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งจากพายุ “ช้างสาร” และจากการเสียสละ ยอม(โดยไม่มีทางเลือก)ให้กรมชลประทานผันน้ำท่วมเข้าทุ่งนาตัวเอง แลกกับเงินค่าชดเชยเพียง 230-1,000 บาทต่อไร่ ทั้งๆ ที่ข้าวนาปรังออกรวงจนเก็บเกี่ยวได้แล้ว ถ้าน้ำไม่ท่วมนาข้าวเสียก่อน ทั้งหมดเพียงเพื่อให้กรุงเทพฯ แห้ง ให้คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องทนลำบากแม้กระทั่งน้ำท่วมสูงเท่าตาตุ่ม จะบอกว่ากรุงเทพฯ น้ำไม่ค่อยท่วมปีนี้เพราะฝนตกไม่หนักเท่าปีก่อนๆ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะชาวบ้านหลายจังหวัดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่จากรายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงวันที่ 30 ต.ค. 2549 ก็เห็นชัดว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปีนี้ ไม่สูงเท่ากับปี 2538 และ 2545 ซึ่งเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่เหมือนกัน: ผู้เขียนจำได้ว่าปีก่อนๆ ที่ฝนตกหนักกว่านี้ น้ำก็ท่วมภาคกลางเหมือนกัน แต่ชาวบ้านไม่เดือดร้อนขนาดนี้เพราะรัฐบาลไม่ปกป้องกรุงเทพฯ ขนาดนี้ ยอมให้น้ำกระจายไปทั่วที่ราบลุ่มในภาคกลาง ระดับน้ำโดยเฉลี่ยก็เลยไม่สูงมากนัก

สามประโยคและสองพฤติกรรมอันตรายที่กัดกร่อนสังคมไทยที่สุด (2)

Thursday, October 26th, 2006

[อ่านตอนแรกของบทความนี้ได้ที่นี่] สามประโยคอันตรายที่กำลังกัดกร่อนสังคมไทย (“ใครๆ เขาก็ทำกัน” “ช่าง(หัว)มัน” และ “คนดีไม่ควรเปลืองตัว”) คงไม่เป็นอันตรายมากเท่าไหร่ หากคนไทยเราไม่มี “นิสัยอันตราย” สองอย่าง ที่เปรียบเสมือน “พาหะ” เพาะเชื้อประโยคอันตรายทั้งสามให้ลุกลาม สองนิสัยที่ว่าคือ นิสัยปากว่าตาขยิบ (double standard) และนิสัยมักง่าย ซึ่งนับวันดูเหมือนจะแพร่หลายมากขึ้น และเลวร้ายกว่าสมัยผู้เขียนยังเด็ก ในเมืองไทย นิสัยสองอย่างนี้ดูเหมือนจะสงวนไว้สำหรับชนชั้นสูง และชนชั้นกลางเท่านั้น อาจเป็นเพราะคนที่ปากว่าตาขยิบนั้นต้องรู้ก่อนว่าหลักการ กฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานที่กำลัง “เลือกปฏิบัติ” อยู่นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และคนที่มักง่ายต้องมีโอกาส ทรัพยากร หรือพูดรวมๆ ว่าทางเลือกในการดำรงชีวิตหลายๆ ทางเสียก่อน ถึงจะสามารถ “เลือก” ทางที่มักง่ายได้ (เช่น ใครที่ได้เงินเดือนสูงๆ แต่ไม่มีเส้นก็ต้องทนทำงานหนักเพื่อไต่เต้าบันไดอาชีพ แต่คนที่มีเส้นใหญ่ก็สามารถเลือกทำตัว “มักง่าย” ด้วยการกินเงินเดือนสูงๆ โดยไม่ต้องทำงาน) คนจนต้องใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับการทำมาหากินเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันต่อวัน ไม่มีเวลาว่างจะมาเรียนหลักการหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคม นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของพวกเขาโดยตรง และแน่นอน พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักในการดำรงชีวิต คนจนจึงไม่มีนิสัย “มักง่าย” เพราะมักง่ายไม่ได้ ใครมักง่ายก็แปลว่ายอมอดตาย ไม่ได้หมายความว่าคนจนไม่มีนิสัยไม่ดีอะไรเลย [...]

ความคิดเรื่อยเปื่อยในวันไร้ตรรกะ

Sunday, July 9th, 2006

วันนี้ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องการเมืองอีกรอบ แต่พลังวันนี้ไม่ค่อยมี แถมช่วงนี้ฟุ้งซ่านหลายเรื่อง รวบรวมสมาธิไม่ค่อยได้ เลยจะเขียนเรื่อยเปื่อยเท่าที่ใจจะมีแรงไล่จับความคิดที่วิ่งชนกันอยู่ในหัวให้ออกมาเป็นตัวหนังสือ ขออภัยหากตรรกะของผู้เขียนวันนี้หดหาย เขียนแต่ละเรื่องไม่เกี่ยวกันเลย …ไม่แน่ใจว่าระหว่าง มาตรา 3, มาตรา 7, และมาตรา 8 อะไรจะ “เห็นผล” ก่อนกัน การเมืองช่วงนี้เดาทิศทางยากจริงๆ คงเพราะเรื่องมันเลยเถิดเกินจุดที่เกี่ยวกับเหตุผลตรรกะไปเสียจนกู่ไม่กลับแล้ว คงต้องขึ้นอยู่กับระดับของ “กระแส” ที่แต่ละฝ่าย “กระพือ” เท่านั้น เฮ่อ …คอลัมน์ใหม่รายเดือนของผู้เขียน ชื่อ “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์” ที่เขียนลงประชาชาติธุรกิจ ประเดิมตอนแรก ไปเมื่อวันพุธที่แล้ว เสียดายที่หนังสือพิมพ์ทำบางคำตกหล่นไป ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มๆ เชิญได้ที่ โอเพ่นออนไลน์ ในอนาคตสำเนาบทความที่ลงคอลัมน์นี้ในประชาชาติทั้งหมดก็จะอยู่ตรงนี้ด้วย …ส่งต้นฉบับหนังสือเรื่องภูฏานให้ทางสำนักพิมพ์แล้ว หนากว่าหกตอนแรกที่ลงในบล็อกนี้ประมาณสองเท่า พิมพ์เสร็จเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบที่นี่ทันที ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์ แม้ว่าคอมเม้นท์ประมาณ 90% หลังวันที่ 9 มิถุนายน (วันที่คนไทยได้ยลโฉมมกุฎราชกุมารภูฏาน ที่เสด็จเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการ) จะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับสิ่งที่เขียน แค่มากรี๊ดเจ้าชาย เพราะเข้าบล็อกนี้มาโดยบังเอิญจากการเสิร์ชคำว่า “ภูฏาน” ในกูเกิ้ล …ขอปิดท้ายด้วยบางตอนจากบทความของพี่โญ บก. โอเพ่น [...]

รักพ่อจริงต้องมีคุณธรรม / หนังโฆษณาเรื่อง In Your Heart

Saturday, June 10th, 2006

เห็นคลื่นมหาชนเรือนแสนที่ร่วมใจกันใส่เสื้อเหลือง ไปร่วมถวายพระพรหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่รอนแรมมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาจับจองที่ตั้งแต่หัวค่ำ ก็รู้สึกตื้นตันใจจนจุกคอขึ้นมา แต่พอความตื้นตันผ่านพ้นไป ความกังวลใจก็เข้ามาแทนที่ เมื่อไหร่หนอ ที่คนไทยทั้งมวลจะสามารถร่วมใจกันสร้าง “การเมืองภาคประชาชน” ที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับรัฐบาลอำนาจนิยมได้ โดยไม่ต้องหวนคืนไปใช้วิธีสิ้นคิดแบบ “รวมตัวไปขอ” ให้ระคายเบื้องพระยุคลบาท ทุกครั้งที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติ และเมื่อไหร่หนอ คนไทยบางคนจึงจะเลิกตีความพระราชดำรัสแบบผิดๆ ถูกๆ เสียที อย่างเช่นล่าสุด ตอนหนึ่งของพระราชดำรัส ว่า “…จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคีที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันและรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไป…” ในหลวงตรัสสอนชัดเจนว่า คุณธรรมเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคี

คุณทำได้มากกว่า ปลากระป๋อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

Tuesday, June 6th, 2006

(ขอใช้พื้นที่นี้ประชาสัมพันธ์ให้ siamvolunteer.com หน่อยนะคะ มูลนิธิกระจกเงากำลังต้องการอาสาสมัครอย่างยิ่ง ) เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น สิ่งที่เราเห็นคือการบริจาค น้ำใจของผู้คนที่เข้าสู่พื้นที่ ความจริงมันก็เป็นภาพที่สวยงาม แต่ใครจะรู้ว่า ขบวนรถมากมายที่วิ่งเข้าวิ่งออกนั้น ทำให้บ้านเรือนที่พังพินาศ และโคลนที่ถล่มจมบ้านของชาวบ้านยังคงเหมือนเดิม นึกถึงภาพคนแก่ที่อาศัยอยู่ลำพังในชนบท ต้องนอนอยู่ที่วัดเพราะไม่สามารถแหวกซากต้นไม้ ขี้โคลนที่อยู่เต็มบ้าน ตู้เตียงที่นอนคว่ำ ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ จอบ เสียม ที่จะไปขุดลากเอาเศษซากเหล่านั้นออกจากบ้าน ภาพของคนหนุ่มสาวที่เป็นตัวแทนอาสาสมัครเข้าไปยืนหัวแถว โดยมีชาวบ้านเดินเข้าแถวรับถุงบริจาคคนละถุงสองถุง แถมคนท้าย ๆ อาจไม่ได้เพราะของมีไม่พอ แล้วก็เอาของที่ได้มาซ้ำ ๆ พวกนั้นไปไว้ตามมุมวัด(ที่นอนชั่วคราว) ผู้บริจาคมีสภาพเป็นผู้ให้ คนรับบริจาคเป็นผู้รับที่อ่อนแอ แล้วชาวบ้านก็ต้องกลับมานั่งคิดอยู่อย่างโดดเดี่ยวว่าจะทำยังไงกับบ้านที่ถูกน้ำกวาดไปตั้งแต่หลังคาบ้าน จนพื้นบ้าน (ไม่เหลืออะไรเลย) หรือบางคนเสาหัก บ้านเอียงเกือบจะเป็นหอคอยเมืองปิซ่า ไร่นา สวนผลไม้ที่ปลูกไว้ กะว่า อีก 3-4 ปีจะเก็บเกี่ยวเอาประโยชน์ ตอนนี้มีแต่โคลน และหนี้สินที่ท่วมตัว เพื่อน ๆ ครับ… อย่ามัวแต่นั่งดูทีวีโศกเศร้ากับความสูญเสียของคนอื่นอยู่เลย หยุดคิดเรื่องจะส่งปลากระป๋อง กับ จัดหาถุงยังชีพ สักนิด แล้วลองเปิดปฏิทินของตนเองว่า พอจะมีเวลาสัก 2-3 [...]

An Impossible Dream

Tuesday, April 4th, 2006

เมื่อวานฟังทักษิณออกทีวีช่อง 11: “…ผมถอยจนสุดแล้ว วันนี้บอกให้ออกยังออกเลย แต่ว่าออกแล้วมีคำตอบให้ผมหน่อยได้ไหม ว่าผมจะบอก 16 ล้านคนที่เลือกผมได้อย่างไร ว่าอยู่ๆ วันนี้เขาบอกว่าผมออกแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วผมออกแล้วเนี่ย บ้านเมืองจะดีขึ้น…” ฟังไปฟังมา เริ่มเคลิ้ม หนังตาหรี่ลงเรื่อยๆ… เสียงคุ้นๆ แว่วมาแต่ไกล… “…พ่อแม่พี่น้องประชาชน 16 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคไทยรักไทยทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณทุกเสียง ที่สนับสนุนให้พรรคไทยรักไทยบริหารประเทศต่อไปนะครับ แต่วันนี้ผมขอประกาศว่า ผมจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว เพราะผมได้ตาสว่างแล้วว่า วิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศเราในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานั้น เป็น “วิกฤติทางศรัทธา” ที่เกิดขึ้นกับตัวผมคนเดียวครับ ไม่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทยเลยแม้แต่น้อย จริงๆ วิกฤติศรัทธาส่วนตัวนี้ไม่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำไปนะครับ แต่ตอนนั้นผมตัดสินใจยุบสภาเพราะคิดว่า เสียงของพ่อแม่พี่น้องที่รักผม และยังไม่รู้ข้อมูล อาจช่วยผมได้ ช่วยให้ผมไม่ต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะในรัฐสภา หรือในศาลก็ตาม เพราะผมคิดอย่างตื้นๆ ว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น คือการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่ผมได้เสียงข้างมากก็แปลว่าผมมี “ความชอบธรรม” ในการบริหารบ้านเมืองแล้ว ผมไม่ต้องไปสนใจว่าผมจะทำผิดรัฐธรรมนูญ หรือผิดกฎหมายอื่นๆ ข้อไหนหรือไม่ ผมไม่ต้องไปสนใจว่าช่องทางการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจของผมในสภาและนอกสภานั้น จะทำงานได้จริงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบผมได้จริงหรือไม่ [...]

อันตรายของมายาคติ “ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น”

Monday, March 27th, 2006

(ดัดแปลงชื่อบทความนี้จากวาทะของ Edward Said ด้วยความเคารพนับถือ) ตอนนี้มีนักวิชาการ นักคิด และผู้สังเกตการณ์มากมายนับไม่ถ้วน รวมทั้งสื่อต่างๆ มองว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ต่อต้านนายกฯ ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุน (ซึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็น “ม็อบกู้ชาติ” และ “ม็อบจตุจักร” ไปแล้ว เนื่องจากฝ่ายหนึ่งประกาศกู้ชาติอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งประกาศปักหลักสนับสนุนนายกฯ อยู่ที่สวนจตุจักร ทั้งๆ ที่ลักษณะสงบสันติของทั้งสองฝ่ายนั้น คือลักษณะของ “ผู้ชุมนุม” หรือ “ผู้ประท้วง” (protesters) มากกว่า ไม่ใช่ “ม็อบ”) นั้น ลึกๆ แล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลาง กับชนชั้นล่างผู้ยากไร้ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนี้เป็น “บทพิสูจน์” อีกหนึ่งบท ว่าทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” (คนชนบทเลือกรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล) เป็น “ความจริง” ของสังคมการเมืองไทย ในฐานะสมาชิกชนชั้นกลางคนหนึ่งที่มีโอกาสพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ร่วมชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก มาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง และทำงานในวงการที่มีผลประโยชน์ไปในทางเดียวกับนายกฯ คนนี้ที่สุด (คือได้ประโยชน์จากการอยู่ในอำนาจของทักษิณ) คือธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดแบบ “เหมาโหล” อย่างนี้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าทฤษฎีนี้ไม่จริง [...]

สามประโยคและสองพฤติกรรมอันตรายที่กัดกร่อนสังคมไทยที่สุด (1)

Wednesday, January 25th, 2006

[This is part one of a two-part article titled "three sentences and two social norms that are most corrosive in Thai society." The three sentences are "everybody's doing it," "forget it (don't bother)," and "a good man shouldn't waste time/energy with this." The two norms are "double standard" and "negligence." Here I talk about the [...]

บอกเล่าเก้าสิบเล็กน้อย / printable page installed

Thursday, January 12th, 2006

[Just a short note to say I've upgraded this blog to WordPress 2.0 and installed Lester Chan's superb WP-Print plugin, so you can now print my ramblings on this blog in a printer-friendly format by clicking on the "Print This Post" link at the bottom of every entry. Have fun ] เพิ่งอัพเกรดบล็อกนี้เป็น WordPress 2.0 เมื่อเช้า [...]

Changing blog focus / Happy New Year

Tuesday, December 27th, 2005

After a lot of thought, I’ve decided to stop alternating entries on this blog between English and Thai, and just concentrate on Thai articles. This is primarily because a) I have been invited to write a regular column for a free on-line magazine (I think the first of its kind in Thailand), and b) I [...]

โอเพ่นออนไลน์ / สัพเพเหระ / กลอนสอนธรรมะ

Sunday, December 18th, 2005

ก่อนอื่น ขอแจ้งข่าวดีกับมิตรรักนักอ่านทั้งหลาย: โอเพ่นออนไลน์ เปิดตัวแล้วนะคะ ใครที่เป็นแฟนโอเพ่นฉบับหนังสือคงไม่พลาดอยู่แล้ว ใครที่ไม่เคยอ่านโอเพ่น แต่ชอบอ่านบล็อกนี้หรือเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ น่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก [...]

คำสารภาพของคอลัมนิสต์มือใหม่

Wednesday, November 16th, 2005

ประมาณปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา บล็อกเกอร์ขวัญใจ และอาจารย์จอมขยัน คุณปิ่น ปรเมศวร์โทรมาชวนเขียนคอลัมน์ลงใน OPEN Online

ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด อารามตื่นเต้นและดีใจ (มาก) จนวันนั้นไม่เป็นอันทำงาน

พอมีเวลาคิดจริงๆ จังๆ อีกที ความดีใจนั้นก็หายไป เปลี่ยนเป็นความกลัวเข้ามาแทนที่ [...]