[Last update: 20 March 2014]

E-mail: sarinee@gmail.com
Facebook: http://www.facebook.com/SarineeA
Twitter: http://www.twitter.com/Fringer
Slideshare: http://www.slideshare.net/sarinee/
TED Translations: http://www.ted.com/profiles/translations/id/248767

องค์กรที่เกี่ยวข้อง:

สำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ (ผู้ร่วมก่อตั้ง และคณะบรรณาธิการ)
สำนักข่าวออนไลน์ ไทยพับลิก้า (ผู้ร่วมก่อตั้ง และคณะบรรณาธิการ)
บริษัท ป่าสาละ จำกัด (ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้)
สำนักพิมพ์ชายขอบ (ผู้ก่อตั้ง)
เครือข่ายพลเมืองเน็ต (ผู้ร่วมก่อตั้ง)

[English-speaking visitors please scroll down to the English version below].

สวัสดีทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่ Fringer.org เว็บไซด์ส่วนตัวที่ผู้เขียนแปลเป็นไทยว่า “คนชายขอบ” เป็นเว็บที่ใช้เก็บงานขีดๆ เขียนๆ ไฟล์เสียง และสไลด์ประกอบการบรรยาย มากกว่าจะเป็นไดอารี่ออนไลน์อย่างที่บล็อกส่วนใหญ่เป็น

ประวัติย่อฉบับทางการเล็กน้อย:

"นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มีประสบการณ์ทำงานในภาคการเงินกว่า 8 ปี ในฐานะวาณิชธนกรที่ธนาคารดอยช์ สาขาฮ่องกง พนักงานสินเชื่อที่ธนาคารไทยพาณิชย์ วาณิชธนกรและรองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กรที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นกรรมการบริหารของบริษัท ฮันเตอร์ส แอ็ดไวซอรี่ จำกัด ก่อนที่จะตัดสินใจออกมาทุ่มเทเวลาให้กับงานเขียนและงานวิจัยอย่างเต็มตัว

นักท่องเว็บชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักสฤณีในชื่อ “คนชายขอบ” หรือ “Fringer” จากบล็อก http://www.fringer.org ซึ่งการเขียนบล็อกได้นำไปสู่การเป็นคอลัมนิสต์ในสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ ณ ต้นปี 2013 เธอมีผลงานรวมเล่มทั้งงานเขียนและงานแปลรวมกันกว่า 40 เล่ม ส่วนใหญ่สะท้อนความสนใจอย่างต่อเนื่องในธุรกิจเพื่อสังคมและการเงินเพื่อสังคม อาทิ “พลังของคนหัวรั้น” (แปลจาก The Power of Unreasonable People โดย  John Elkington และ Pamela Hartigan), “สร้างโลกไร้จน” (แปลจาก Creating a World Without Poverty โดย Muhammad Yunus), “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์” และ “ทุนนิยมมีชีวิต ธุรกิจมีหัวใจ”

ปัจจุบันสฤณีมีความสุขกับการติดตามและถ่ายทอดพัฒนาการใหม่ๆ ณ พรมแดนความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านคอลัมน์ต่างๆ ในสื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ  “รู้ทันตลาดทุน” ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ นอกจากนี้ เธอยังเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองเน็ต ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ชายขอบ ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ ในปี 2011 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ ไทยพับลิก้า (http://www.thaipublica.org/) และล่าสุดในปี 2013 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด"

การเดินทางจากวงการหลักทรัพย์มาสู่วงการนักเขียนช่วง 4 ปีแรก (2549-2552) สรุปอยู่ในไฟล์เสียงจากงาน “Party of the Unreasonable People” จัดโดย Thailand Philanthropist Network (TYPN) วันที่ 20 มีนาคม 2553

สรุปการเดินทางของ "คนชายขอบ" ล่าสุดในภาพด้านล่าง

การเดินทางของ "คนชายขอบ"

รายการ "เป็น อยู่ คือ" สัมภาษณ์ 13 ธ.ค. 2012

 

แม้คำว่า “fringe” อาจทำให้นึกถึงความหมายด้านลบที่เกี่ยวกับพวกหัวรุนแรง ผู้เขียนไม่เคยคิดถึงตัวเองเช่นนั้น ที่เรียกตัวเองว่า “คนชายขอบ” ก็เพราะคิดว่าเป็นคำที่อธิบายความรู้สึกในปัจจุบันได้ดีที่สุด ในฐานะที่เป็นคนไทยอายุ 30 หน่อยๆ เกิดเมืองไทยแต่ใช้ชีวิตกว่า 1/3 เรียนหนังสือในอเมริกา เป็นคนเมืองที่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และประทับใจในความเป็นอยู่ิอันเรียบง่าย ของชีวิตชนบท เป็นคนชอบตัวเลขที่หลงรักภูเขา เป็นคนอยากเป็นกวีที่หลงรักการส่องกล้องดูดาว เป็นคนอยากเป็นพุทธศาสนิก (“อยากเป็น” เพราะไม่แน่ใจว่าตอนนี้ดีพอที่จะเรียกตัวเองเช่นนั้นได้ไหม) ที่เชื่อมั่นในระบอบวิทยาศาสตร์ และท้ายสุด เป็นนายทุนหัวเอียงซ้าย ที่เชื่อในประโยชน์ของการค้าขายระหว่างประเทศและโลกาภิวัตน์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ไว้ใจบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ชื่นชอบนักคิดฝั่งซ้ายเช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฟรีดริช นีดเช่ และ คาร์ล มาร์กซ์ และเชื่อว่าระบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (social democracy) และเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ (welfare economics) จะช่วยกอบกู้โลกเราในอนาคต เมื่อเราปลูกฝังสำนึกทางสังคมได้สูงเพียงพอ การดำเนินชีวิตของนักธุรกิจและนักคิดในระบอบทุนนิยมที่มีสำนึกทางสังคมสูง เช่น จิมมี่ เวลส์ (ผู้ก่อตั้ง Wikipedia) และ โมฮัมหมัด ยูนุส (ผู้ริเริ่มระบอบ microcredit หรือธนาคารเพื่อคนยากไร้) ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่าความหวังนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

งานเขียนทุกชิ้นของผู้เขียนบนเว็บนี้ให้อ่านและเผยแพร่โดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตราบใดที่ไม่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ ตามเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ขอเพียงแต่ผู้อ่านทุกท่านกรุณาโพสต์คำติชมหากมีเวลา

ผู้เขียนมักจะทำให้คนรอบข้างเสียใจโดยไม่ได้ตั้งใจ และโดยไม่รู้ตัว หวังว่างานเขียนที่โพสในเว็บนี้จะไม่ทำให้ใครเสียใจ

ต่อไปนี้เป็นความเชื่อ จุดยืน และหลักการบางข้อที่ผู้เขียนใช้ในการดำรงชีวิตปัจจุบัน ซึ่งอยากจะศึกษาให้ถ่องแท้มากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในงานเขียนของตัวเอง

  • การทำลาย (เช่น การทำความเลว) นั้นง่ายดายกว่าการสรรค์สร้าง (เช่น การทำความดี) มาก entropy (ภาวะโน้มเอียงไปสู่ความไม่เป็นระเบียบ) เป็นคุณสมบัติของธรรมชาติเพียงประการเดียวที่ “เลือก” ทิศทางของเวลา ในเมื่อกฎข้อที่สองในทฤษฎี thermodynamics บอกเราว่าระดับ entropy ของ isolated system (ระบบเอกเทศ) มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นหรืออยู่ที่เดิมเมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนเราจึงรู้สึกว่า การเป็นคนดีนั้นยากเย็นเหลือเกิน อย่างไรก็ดี ตราบใดที่เรายังเจอ ระเบียบในความไร้ระเบียบ เราก็สามารถหลบชะตากรรมของกฎ entropy ได้ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้มากเท่าที่จะทำได้ – พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำให้ตัวเราไม่เป็นระบบเอกเทศที่คิดถึงแต่ตัวเองนั่นเอง
  • ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มีคุณค่า ถ้าไม่ได้แบ่งปันให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอะไรก็ตามที่เราได้มา โดยไม่สมควรจะได้ คือปราศจากความชอบธรรม สรรพสิ่งต่างๆ ในข้อนี้รวมทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรมเช่น ชื่อเสียง ความรัก ความนับถือ ฯลฯ หลักการที่ตามมาอีกข้อหนึ่งคือ ทุกสิ่งในโลกนี้ควรได้มาโดยสมควร ไม่ใช่เป็นของฟรี ยกเว้นความเมตตาและการให้อภัย ส่วนความรักนั้นก็ไม่ควรให้ฟรี แต่โดยมากเราไม่สามารถควบคุมมันได้
  • ผลผลิตทางวัฒนธรรม (เช่น งานศิลปะทุกชนิด) ตลอดจนองค์ความรู้ทั้งหลายในโลก ที่นอกเหนือจากส่วนที่ศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต ไม่ควรต้องซื้อหา ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ต่างๆ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการทางจิตใจของมนุษย์ ผู้เขียนมี เว็บไซด์เล็กๆ อันหนึ่ง ที่มีเกมเก่าๆ ให้คนดาวน์โหลด เป็นเครื่องยืนยันจุดยืนนี้ของผู้เขียน
  • “ความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ [ของพระเจ้า/ธรรมชาติ] คือ: ท่านสามารถกำหนดทางเดินชีวิตเองได้ ความยุติธรรมที่ยิ่งใหญ่คือ: ท้ายที่สุดท่านจะต้องรับผลกรรมที่ก่อไว้” (Kabbalah).
  • ผู้เขียนอยู่ในยุคที่คนประเมินคุณค่าของรูปลักษณ์ภายนอก ถ้อยคำ และมารยาท สูงจนเกินไป ในขณะเดียวกัน ก็ประเมินคุณค่าของความซื่อสัตย์ การกระทำ และศักดิ์ศรีต่ำจนเกินไป

“คนมีศักดิ์ศรี” ในสายตาของผู้เขียนคือ คนที่ยอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของตัวเองด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเลวร้ายเพียงใด ผู้เขียนอาจไม่มีวันเป็นคนดี เพราะผู้เขียนไม่มั่นใจว่า จะสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ความโกรธแล่นออกมาทำร้ายคน แต่ผู้เขียนพยายามที่จะเป็นคนมีศักดิ์ศรีให้ได้

อุดมการณ์ทางปัญญาของผู้เขียนคือการเป็นผู้ที่ปราศจากอคติใดๆ อุดมการณ์ในฐานะคนธรรมดาๆ คนหนึ่งของผู้เขียน (ด้วยความคารวะ อันโตนิโอ กรัมซี่) คือ การมองโลกในแง่ร้ายด้วยปัญญา มองโลกในแง่ดีด้วยเจตนา และ – อันนี้ผู้เขียนเติมเอง – มีจิตวิญญาณที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมมุมเล็กๆ ของผู้เขียนในไซเบอร์สเปซ หวังว่าจะได้รับความเพลิดเพลินหรือข้อคิดไม่มากก็น้อย


Hi everyone. Welcome to Fringer.org, my personal webpage that is meant more as a place to collect my writings, audio recordings of seminars, and presentations in one place, rather than an on-line “diary” the way most other blogs are.

Despite the negative connotations of “fringe” as something that lies at the extreme, I have never thought of myself as an “extremist” or “radical” of any kind. This website is called Fringer.org because I think of myself as someone who’s on the fringe, not belonging in any one place. I’m a 30-something, Thailand-born Thai who spent 1/3 of my life in the U.S., a city slicker who likes country music and is captivated by the simplicity of rural life, a nerd who loves mountains, a wannabe poet who loves amateur astronomy, a wannabe Buddhist who believes in science, and a left-leaning capitalist who believes in the benefits of free trade and globalization, but at the same time distrusts big businesses, admires the likes of Prof. Dr. Nidhi Eoseewong, Friedrich Nietzsche, and Karl Marx, and believes social democracy and welfare economics can save the world once our collective social conscience is high enough. The life and work of prominent social entrepreneurs such as Jimmy Wales (Wikipedia founder) and Mohammad Yunus (founder of microcredit concept, i.e. non-collateralized lending to the poor) give me confidence that this hope lies not out of reach.

Everything I wrote that is posted on this site can be copied and distributed free of charge without permission, as long as it is for non-commercial purposes pursuant to the terms of Creative Commons by-nc-sa license. I only ask that readers post comments/suggestions/criticisms if they have the time. Thank you in advance.

I tend to hurt other people’s feelings without meaning to or even realizing that I do. I hope my written words on this website will never hurt anyone.

Following are a few beliefs/convictions I live by, and that I hope to explore in writings from now on:

  • It is far easier to destroy (i.e. being evil) than create or maintain (i.e. being good) anything. Entropy is the only feature in the whole of nature that “picks” a particular direction for time, in this case forward. Since the second law of thermodynamics tells us that entropy of an isolated system can only increase or remain the same, is it surprising that we find it so hard to be a good person? But just as there is order in chaos, we can escape the law of entropy by helping with others as much as possible – to “de-isolate” ourselves.
  • Nothing in life has any value if it isn’t shared. Especially things you get for free without having earned it, and things you get without exploiting other people. This applies to objects as well as qualities like recognition, love, respect, etc. A corollary: everything in life should be earned, not given – except kindness and forgiveness. Love also should not be given freely, although we usually don’t have a choice in the matter.
  • All aspects of culture and knowledge (beyond what the artists and scientists need to make a living) should be free. Strict legal enforcement of copyrights is one of the more harmful obstacles to human development. I run a humble website that has out-of-print games for download as testament to this belief.
  • “The great mercy [of God/life] is: you don’t have to remain what you are. The great judgment is: you will become what you deserve.” (Kabbalah).
  • I live in an age where appearances, words, and manners are overrated, while integrity, action, and honor are underrated.

An “honorable person” in my mind is someone who proudly bears the consequences of his or her actions, no matter how bad they are. I may never become a good person because I am not sure I can always keep my temper in check long enough not to flare up in angry bouts that hurt people – but I am trying to be an honorable person.

My intellectual goal is to rid myself of all prejudices. My goal as a person, to paraphrase Antonio Gramsci, is to have pessimism of the intellect, optimism of the will, and – I would add – magnanimity of the spirit.

Thanks to everyone who visits my little corner of the Blogosphere. I hope you’ll get at least a little enjoyment or food for thought out of it.