Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

“พลังของคนหัวรั้น” (The Power of Unreasonable People) ออกแล้ว :)

หนังสือแปลเล่มใหม่ออกแล้วค่ะ :) พลังของคนหัวรั้น แปลจาก The Power of Unreasonable People โดย Pamela Hartigan & John Elkington หนังสือหนา 312 หน้า ราคา 230 บาท ซื้อจากมติชนออนไลน์ได้ลด 15% น่าจะหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปภายในสัปดาห์หน้า

พลังของคนหัวรั้น

คำนำผู้แปล

หลังจากศตวรรษที่ 21 เปิดฉากได้ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ โลกก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจระดับโลกที่หนักหนาสาหัสที่สุดตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในทศวรรษ 1930

นักคิดฝ่าย ‘ขวา’ หลายคนมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นปัญหาของคนมากกว่าจะสะท้อนปัญหาในระดับโครงสร้างพื้นฐาน วิกฤตทำนองนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่รัฐควรกำกับดูแลภาคการเงินให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อลดระดับความเสียหายจากวิกฤตครั้งต่อไป และแก้ไขภาวะไม่เป็นธรรมของการปล่อยให้ผู้เล่นได้กำไรในช่วงตลาดเฟื่องฟู แต่โยนภาระให้สังคมแบกรับในช่วงวิกฤต (เช่น เงินภาษีที่รัฐนำไปพยุงสถาบันการเงิน) ดังเช่นที่ปรากฏในวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน นักคิดฝ่าย ‘ซ้าย’ หลายคนก็มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบอบทุนนิยมกำลังจะเข้าสู่จุดจบ เพราะระบอบที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวและลัทธิบริโภคนิยมได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายที่สะสมจนถึงจุดที่อารยธรรมมนุษย์อาจถึงกาลล่มสลายหากเราไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ‘เศรษฐกิจฟองสบู่’ ที่ส่งเสริมการเก็งกำไรมากกว่าเพิ่มผลิตภาพ ภาวะโลกร้อน ระบบนิเวศถูกทำลาย เชื้อเพลิงฟอสซิลร่อยหรอ ชนชั้นกลางทวีจำนวนและบริโภคเกินขีดความสามารถของโลกที่จะรองรับ ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ และความสุขที่หดหายไปทุกวัน สวนทางกับความมั่งคั่งและความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่ไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนหรือไม่เลือกฝ่าย ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ภาคธุรกิจจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ‘ทุนนิยม’ ที่เรารู้จักจะต้องเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ ในทางที่ให้ความสำคัญกับ “ความเท่าเทียม” และ “ความยั่งยืน” กว่าที่แล้วมา

กล่าวอย่างสั้นที่สุด เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในทุกระดับ ตั้งแต่วิถีการพัฒนาประเทศจนถึงวิถีชีวิตประจำวันของปัจเจก คือข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าทุกคนในโลกจะบริโภคและใช้ชีวิตเหมือนกับคนอเมริกัน ประชากรของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เราจะต้องใช้โลกอีกไม่น้อยกว่า 4 ใบ

เนื่องจากเรามีโลกเพียงใบเดียว และกว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีจนออกเดินทางไปปักหลักตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์ดวงอื่นได้ อารยธรรมมนุษย์คงถึงกาลสิ้นสลายด้วยน้ำมือตัวเองก่อน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะปรับตัวอย่างไร ในทางที่สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ไม่ทำร้ายโลก และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องหวนไปไกลถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแต่แร้นแค้นของบรรพบุรุษในอดีต

ในภาวะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักว่าโลกกำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยน ผู้ประกอบการหลายพันคนทั่วโลกกำลังสร้างระบอบทุนนิยมใหม่ขึ้นมาอย่างช้าๆ

พวกเขาเป็นที่รู้จักในนาม “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (social entrepreneur) – นักธุรกิจ นักกิจกรรม หรือนักพัฒนาที่นำองค์ความรู้ในภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้นอกโลกธุรกิจกระแสหลัก เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

งานของผู้ประกอบการเพื่อสังคมชั้นนำทั่วโลกได้หักล้างความเชื่อหรืออคติของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับแรงจูงใจของนักธุรกิจและศักยภาพของคนจน สร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่อาศัยความร่วมมืออย่างแนบแน่นระหว่างธุรกิจ ภาครัฐ ชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลไกตลาดในทางที่เกื้อหนุนสังคมและอ่อนโยนต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้เรามองเห็นว่า “ทุนนิยมก้าวหน้า” ที่จะอยู่รอดในศตวรรษนี้และศตวรรษต่อๆ ไปนั้น น่าจะมีหน้าตาเป็นเช่นใด แตกต่างจากทุนนิยมที่เราคุ้นเคยอย่างไรบ้าง

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กิจการที่มีเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจ ไม่เพียงแต่อยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่ในหลายกรณียังสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาจากคู่แข่งที่ทำธุรกิจกระแสหลัก สร้างตลาดใหม่ในพื้นที่ซึ่งไม่มีใครเคยคิดว่าตลาดจะใช้การได้ และแบ่งเบาภาระทางสังคมของภาครัฐในทางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมมองเห็นคุณค่าและมูลค่าของทุนที่ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงิน อาทิ ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม ทุนความรู้ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนในชุมชน ฯลฯ และสามารถนำทุนเหล่านั้นมาใช้เป็น “คานงัด” (leverage) ในการทำธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม และผลักดันภาคธุรกิจไปสู่ทุนนิยมโฉมใหม่ที่เอา “คน” และ “สิ่งแวดล้อม” เป็นตัวตั้ง มิใช่เอา “วัตถุ” หรือ “เงิน” เป็นตัวตั้งดังที่ผ่านมาในอดีต

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมมองเห็นโอกาสในวิกฤตที่ทำให้คนส่วนใหญ่สิ้นหวัง เข้าใจมุมมองและบทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเข้าใจดีว่าอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมกว่าเดิมมักมิได้อยู่ในมือของชนชั้นนำหรือผู้ครองตลาดขนาดใหญ่ที่พอใจแต่จะรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ หากแต่อยู่ในมือของสามัญชนคนธรรมดาอย่างพวกเขาที่มองการณ์ไกล มีความกล้าที่จะใฝ่ฝันถึงอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ แต่ก็เข้าใจโลกจริงพอที่จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน

เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาหัวรั้นพอที่จะยืนยันความคิดของตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดเหล่านั้นใช้การได้จริง โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองพวกเขาว่าหัวรั้น เพี้ยน หรือเพ้อฝัน

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่นำสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมจะต้องเริ่มต้นจากคนหัวรั้นกลุ่มเล็กๆ ที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับสภาพที่เป็นอยู่ (status quo) ก่อนเสมอ

ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และคุณศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ แห่งสำนักพิมพ์มติชน ที่มอบโอกาสให้แปลหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ที่บ่งบอกหน้าตาของระบอบทุนนิยมที่พึงประสงค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหัวรั้นทั่วโลก

ผู้แปลเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้จะพิสูจน์ให้ทุกท่านมองเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ ตระหนักในความสำคัญของผู้ประกอบการเพื่อสังคมและกิจการเพื่อสังคม มองเห็นเค้าโครงของ “ทุนนิยมก้าวหน้า” ที่กำลังอุบัติขึ้นในความสำเร็จของพวกเขา และเข้าใจว่าเหตุใด “ความก้าวหน้าทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับคนหัวรั้น” ในวรรคทองของจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์

เราจะได้ร่วมกันคิดหาหนทางที่จะสร้างสถาบันใหม่ๆ และกลไกใหม่ๆ เพื่อสร้างคนหัวรั้นรุ่นใหม่และสนับสนุนคนหัวรั้นรุ่นเก่าที่ตอนนี้ยังพากเพียรทำงานโดยลำพัง เพื่อสร้าง “ภูมิปัญญาใหม่” ที่ต่อยอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ มีประสิทธิภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาเร่งด่วนในยุคโลกาภิวัตน์ และขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง.

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
25 พฤษภาคม 2552

Popularity: 7% [?]

Print This Post

25 Responses to ““พลังของคนหัวรั้น” (The Power of Unreasonable People) ออกแล้ว :)”

  1. ximmmm Says:

    แทบจะรอร้านหนังสือไม่ไหวเลยค่ะ

    เพราะเป็นคนหัวรั้นอยากได้พวกน่ะค่ะ

  2. tON Says:

    ผลงานต่อเนื่องมากเลยครับเจ๊

    เอาพลังมาจากไหน ไม่มีวันหมดเนี่ย !!

    ไล่ตามอ่านไม่ทันคนแปลแล้ว (แปล ไว กว่า อ่าน !!! … โอ๊ววว~ )

  3. Pod Says:

    อ่านจะจบแล้วครับ!(สำเร็จวิชาไปยี่สิบกว่าเล่มเกวียนแล้ว ^_^)เล่มนี้เป็นหนังสือแนวนี้ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยอ่านเลยครับ (เมื่อวานไป people space มาสนุกดีนะครับ)

  4. Asst.Prof.Dr.Sirikasem Sirilak,MD. Says:

    หากสามารถสร้างคนหัวรั้น(ที่สร้างสรรค์)ได้ในหลายๆวงการ ก็คงดีนะครับ!
    ติดตามแนวคิดนี้มานาน
    หวังว่าจะประยุกต์ใช้แนวคิดนี้กับวิชาชีพแพทย์ได้บ้าง
    เรากำลังหาวิธีสร้าง Humanistic Doctor
    เราไม่อยากเห็นแพทย์พาณิชย์ หรือแพทย์ทุนนิยมกระแสหลัก เต็มบ้านเมือง
    เพราะอันตราย จริงๆ
    หาก คุณสฤณี มีแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับกรณีนี้ ช่วยชี้แนะด้วยครับ
    ขอขอบคุณล่วงหน้า

  5. tentty Says:

    เล่มนี้สุโค่ยมาก!!

    แจ๋วจิงลองดิ ฮ่าๆ

  6. เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน Says:

    เห็นด้วยกับคุณ Asst.Prof.Dr.Sirikasem Sirilak,MD ในฐานะหมอๆเหมือนกัน
    ผมก็ค่อนข้างเป็นห่วงกับระบบแพทย์พาณิชย์ในบ้านเราอย่างยิ่งยวด

    ผมก็พยายามอยากคิด model ของระบบแพทย์ที่ดีๆ สำหรับสังคมมากกว่านี้น่ะครับ

    คุณสฤนี พอมี model ดีๆนำเสนอไหมครับ

  7. Fringer Says:

    เรียนคุณหมอทั้งสองท่าน: มีความรู้เรื่องระบบสุขภาพแค่หางอึ่งเองค่ะ แหะๆ แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ป่วย ฯลฯ

    โอกาสหนึ่งที่ดูน่าสนใจสำหรับ “เอกชน” ในระดับแพทย์คือ แทนที่จะคิดหวังพึ่งโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ (ซึ่งก็มักจะมีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์สูงมากแล้วจนเปลี่ยนยาก) อาจจะลองคิดโมเดลอื่นที่อาจช่วยยกระดับคุณภาพของระบบสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น homecare, อสม. ในหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” มีการยกตัวอย่างของ Rick Surpin ผู้ก่อตั้ง Cooperative Home Care Associates (CHCA, http://www.chcany.org/) ในอเมริกา เป็นสหกรณ์แห่งแรกของผู้ให้บริการ homecare ที่ประสบความสำเร็จสูงมากทีเดียว โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจโดยให้เจ้าหน้าที่ homecare เป็นเจ้าของสหกรณ์ร่วมกัน

    อีกโมเดลหนึ่งที่ดูน่าสนใจคือ Mayo Clinic (http://www.mayoclinic.org/) โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายแพทย์จนกลายเป็น non-profit group practice ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา แต่ยังไม่เคยศึกษารายละเอียดเลยค่ะ

  8. เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน Says:

    ขอบคุณสำหรับรายละเอียดครับ

    สงสัยผมต้องรีบไปหา “พลังของคนหัวรั้น ” มาอ่านโดยเร็ว

  9. Tarakorn Says:

    อ่านจบไปแล้ว
    ขอบคุณคุณยุ้ยมากครับ
    สำหรับการถ่ายทอดความรู้ดีๆ เช่นนี้

    ยังติดตามอยู่เสมอครับ

  10. ploy Says:

    เข้ามายิ้มๆ และดีใจด้วยกับหนังสือเล่มใหม่นะคะ
    อ่านแล้วหลายรอบ (ฮาๆ ) ชอบมากเลย
    อยากทำหนังสือแบบนี้ร่วมกันอีกนะคะ

    จาก “ช้างหัวรั้น” ที่ชอบกิน “หญ้าปากคอก”

  11. Fringer Says:

    คุณ Tarakorn: ขอบคุณค่ะ :)

    คุณพลอย: ฮ่าๆ หนังสือแบบนี้มีอีกเยอะแยะ ไม่ต้องห่วง ;D

  12. Mangonomics Says:

    สวัสดี พี่สฤณีครับผม

    เมื่อวานนี้ ก้อผ่านเข้าไปที่คิโนะ แล้วบังเอิญได้ ยืนฟัง งานเปิดตัวหนังสือพอดี แต่คนเยอะมากๆ เลยไม่ได้เข้าไปถามไถ่

    ที่จริงแล้ว ผมคิดว่า ที่ผมทำอยู่ คอนเซ็ป ของผู้ประกอบการเพื่อสังคมเนี่ย ถือว่าตรงเอามากๆ เลย ถ้ามีเวลา อยากเอามันไปเล่าให้ฟัง ครับผม

    และ จากนิสัย คุณสมบัติ ต่างๆ ของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมเนี่ย ตอนได้ยิน ก็ปิ๊งเลย
    เพราะ ในองค์กรผม มีคนแบบนั้น ก้อร่วมหลายร้อยเลยล่ะครับผม

    ก่อนอื่น ก็ฝากตัวด้วยนะครับผม หวังว่าผมคงมีโอกาสได้ ปรึกษา แลกเปลียน ข้อคิดเห็นกับพี่ครับ

  13. Fringer Says:

    ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ พี่คิดว่าเมืองไทยมีคนที่อยากก่อการหรือมีสปิริตแบบ “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” ไม่น้อยเลย เพราะพื้นเพของเราไม่ใช่สังคมที่คนชอบแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย หลายคนพอไปอยู่ในสถานการณ์ชิงดีชิงเด่นแบบฝรั่ง นานๆ เข้าก็รู้สึกไม่มีความสุข แปลว่าถ้าคนเริ่มทำความรู้จักกับโมเดลใหม่ๆ ที่ทำให้ได้ใช้สปิริต ความมีน้ำใจ ฯลฯ ของคนไทยในทางที่ยั่งยืนเชิงธุรกิจด้วย พี่ว่าเราจะเห็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมอีกมากเลย แต่โครงสร้างเราก็ต้องเปลี่ยนเยอะเหมือนกันเพื่อโอบอุ้มและสนับสนุนให้กิจการเหล่านี้ขยายขนาดและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจริงๆ ได้

    วันนึงคงมีโอกาสได้คุยกันค่ะ :)

  14. ผู้ติดตามชมอยู่ห่างๆ Says:

    สวัสดีครับพี่ ผมได้ไปงานเสวนา ได้ขอลายเซ็นต์ด้วย ฟังแล้วได้ไอเดียดีเยอะครับ แต่ไม่กล้าเข้าไปคุยกลัวรบกวนเวลาพี่ แต่ก็ขอบคุณพี่มากๆครับ

  15. เอี๊ยง Says:

    สวัสดีครับ ผมไปฟังวันนั้นด้วย แล้วได้ถามพี่หลังงาน
    จริงๆแล้วที่บ้านผมมีธุรกิจครับ ผมหัวรั้นแต่ไม่รั้นพอที่จะยุบบริษัทไปตั้ง Social entrepreneur ^^ คำจำกัดความของ Social entrepreneur ต้องเป็นเฉพาะธุรกิจที่เจาะกลุ่มคนด้อยโอกาสหรือเปล่าครับ
    ธุรกิจที่บ้านผมเป็น distributor สารเคมี เล่นเกมกันในระบบทุนนิยมกระแสหลัก
    เป็นไปได้ไหมที่ธุรกิจในการแสหลักแบบบริษัทผม จะทำให้เกิดการพัฒนาทางสังคมได้ :)
    พี่บอกผมว่า CSR น่าจะไปได้ แต่ในความรู้สึกผม มันเหมือนเป็นแค่การปันเศษของกำไรมาช่วยเหลือ ถ้าช่วยเหลือมากไปบริษัทก็คงแพ้ในระบบทุนนิยมอีก ผมความรู้น้อยเลยยังมองไม่เห็นทาง แต่อยากให้ธุรกิจที่บ้านเกิดผลดีต่อสังคมครับ

    ผมคิดว่าในอนาคตอยากจะตั้งห้องแลปเพื่อพัฒนาสารเคมีในไทย ซึ่งจะสร้างองค์ความรู้และบุคคลากร ทำให้ระบอบการศึกษาพัฒนาขึ้น อันนั้นเป็นไอเดียหนึ่ง พี่เห็นว่าอย่างไรครับ

  16. Fringer Says:

    หลัก CSR ที่แท้จริงไม่ใช่การปันเศษของกำไรนะคะ หมายถึง “ความรับผิดชอบ” จริงๆ ในทางที่สอดคล้องกับหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แต่บริษัทส่วนใหญ่ในเมืองไทยยังไม่เข้าใจ คิดว่ามันเป็นแค่วิธีสร้างภาพลักษณ์/ทำการตลาดเท่านั้นเอง พี่กับอาจารย์ที่สอนเรื่องพวกนี้อีกหลายคนกำลังพยายามเขียนอธิบายเรื่องพวกนี้อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ (หนังสือเล่มหน้าที่จะออกจะมีเรื่องนี้ไม่น้อย ที่เคยเขียนลงประชาชาติธุรกิจไปแล้ว ตัวอย่าง — http://onopen.com/2008/01/2655)

    พี่คิดว่าบริษัทจะเล่นเกมในกระแสหลักก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมให้เห็นและพยายามสร้าง “ผลตอบแทนด้านสังคม” ด้วย มีหลายบริษัทในหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” ที่ทำงานในกระแสหลัก แต่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนด้านสังคม ไม่ได้มุ่งเอากำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง เช่นบริษัทที่ผู้เขียนเรียกว่า “โมเดล 3″ อย่าง Whole Foods และเทคโนโลยีสะอาดทั้งกระบิ จะเห็นว่าแนวคิดนี้ “หลวม” กว่า “social business” ในนิยามของคนอย่างมูฮัมหมัด ยูนุส ซึ่งระบุชัดเจนว่าบริษัทเพื่อสังคมไม่ควรจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย ต้องเก็บเงินไว้ทำกิจการอย่างเดียว

    วงการนี้ยังใหม่มาก มีนิยามและความคิดหลากหลาย พี่ว่าถ้าคุณทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนมองออกว่ามุ่งทำกำไร แต่สร้าง “ผลตอบแทนด้านสังคม” อย่างใดอย่างหนึ่งไปด้วย (อาจเป็นเรื่องเบสิกมากๆ เช่น ผลิตสินค้าที่ช่วยให้ผู้ซื้อมีสุขภาพดี) และไม่ได้ “มุ่งทำกำไรสูงสุด” คุณก็เป็นกิจการเพื่อสังคมแล้วค่ะ

    เรื่องการแข่งขัน ความเชื่อของนักธุรกิจเพื่อสังคมส่วนใหญ่(และพี่ด้วย) ก็คือ “ผลตอบแทนด้านสังคม” ที่คุณสร้างจะช่วยให้คุณแข่งขันกับคู่แข่งที่มุ่งทำแต่กำไรสูงสุดได้ดีขึ้น เช่น ผู้บริโภคชอบบริษัทคุณมากกว่าคู่แข่ง (หมายความว่าการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่มันต้องมาทีหลัง ไม่ใช่มาก่อนแบบฉาบฉวย) แต่ทั้งนี้คุณก็ต้องคิดโมเดลที่จะไม่ลิดรอนความสามารถในการแข่งขันด้วย เช่น ใช้จุดแข็งของภาครัฐ เอ็นจีโอ ฯลฯ ในการสร้างผลตอบแทนด้านสังคม สร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็น leverage จะได้ไม่ต้องใช้แต่เงินตัวเองซึ่งจะทำให้เสี่ยงทางธุรกิจมากเกินไป

    ขอให้โชคดีในสิ่งที่อยากจะทำ ไอเดียห้องแลปฟังดูดีนะ คอมเม้นท์มากกว่านี้ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ แต่ถ้าจะทำก็อยากให้ใช้ประโยชน์จากโครงการสากลอย่าง http://sciencecommons.org/ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเขาด้วยค่ะ :)

  17. Surachai Tan Says:

    I’ve got hold of this book at Se-ed near my home. Believe it
    or not, the store people told me they received only 3 copies
    for this branch. Bookstore business in this country seems to
    be one of the most unreasonable businesses around.

  18. Fringer Says:

    Thank you ka :)

    As for the “unreasonableness” of the Thai book industry, it’s been unreasonable and unfair to small authors for many years already ;P I and others complain about it many times, most recently here — http://thaicr.org/node/2143 (you can also download the audio file from Media page of my blog).

  19. เอี๊ยง Says:

    ขอบคุณมากครับ ได้ไอเดีย และมุมองอะไรหลายอย่าง
    ค่อยๆดูค่อยๆปรับ คงใช้เวลาหลายปี ^^
    ผมจะติดตามหนังสือพี่ครับ

  20. เอี๊ยง Says:

    หนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับวันจันทร์ 31 ส.ค. ถึง 2 ก.ย. ตีพิมพ์หัวข้อนี้
    หน้าหนึ่งของ section CSR ครับ
    เค้าถ่ายรูปสวยดีนะ

  21. เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน Says:

    เมื่อวานไปซื้อมาจากร้านหนังสือ เส้นโห ที่หาดใหญ่มา

    ตอนนี้อยู่ในมือ อ่านไปได้ 1 บท แ้ล้ว

    จี๊ด เอามากๆครับ

  22. petitpor Says:

    แวะมาบอกว่า ขอบคุณสำหรับงานแปลดีๆ ค่ะ :)
    ตอนนี้เค้ามาอยู่บนหัวนอนปอแล้ว จะอ่านล่ะ :D

  23. saad Says:

    ขออนุญาติไปซื้อสัปดาห์หนังสือปีหน้านะครับอาจารย์ยุ้ย หวังว่าคงยังไม่ out of print

  24. ข่า Says:

    อยากอ่านเหมือนกันครับ

  25. re Says:

    น่าสนใจมากๆๆค่ะ

Leave a Reply