March 2nd, 2009
เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต | The Logic of Life & คอลัมน์ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ”
มาคั่นโฆษณาหนังสือแปลเล่มใหม่ของเจ้าของบล็อก(อีกแล้ว) และแจ้งข่าวว่า คอลัมน์ใหม่ชื่อ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” ประเดิมลงตอนแรกไปแล้วในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ตั้งใจว่าจะเขียนเืรื่องเีดียวกันกับที่เคยไปบรรยายและรวมเล่มเป็นหนังสือแล้ว แต่คราวนี้จะพยายามเขียนอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างจากโลกธุรกิจมาอธิบายอย่างละเอียด ในทางที่เข้าใจไม่ยากและช่วยให้ผู้อ่านนำไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง ในเมื่อมีคอลัมน์นี้แล้ว คอลัมน์ “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์” ที่เขียนรายเดือนใน นสพ. ประชาชาติธุรกิจก็จะกลับไปเล่าเรื่องในระดับที่ “ใหญ่” กว่าระดับบริษัทต่อไป
กลับมาเรื่องหนังสือแปลเล่มใหม่ต่อ -
The Logic of Life หรือชื่อภาษาไทยว่า เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต เป็น “ตอนต่อ” ของ The Undercover Economist (ฉบับแปลไทยชื่อ “นักสืบเศรษฐศาสตร์”) เล่มนี้ราคา 220 บาท น่าจะวางแผงภายใน 7-10 วัน ตอนนี้ซื้อผ่านร้านหนังสือมติชนออนไลน์ได้ (ลด 15%) ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าที่อุดหนุน
คำนำผู้แปล
เมื่อพูดถึง “นักเศรษฐศาสตร์” แทบทุกคนคงจะนึกภาพนักวิชาการแต่งตัวภูมิฐานและหน้าตาคงแก่เรียนบนจอทีวีหรือในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ชอบพูดถึงตัวเลขระดับชาติอย่าง จีดีพี ดัชนีตลาดหุ้น อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ
ในเมื่อนักเศรษฐศาสตร์มีภาพพจน์แบบนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านมามักจะไม่ได้รับความนิยมนอกวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ เพราะคนทั่วไปเชื่อว่าหนังสือประเภทนี้ต้องอ่านยาก น่าเบื่อ และพูดแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ในระดับประเทศ
ทิม ฮาร์ฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษและคอลัมนิสต์จอมลีลาประจำหนังสือพิมพ์ Financial Times เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนน้อยคนที่สามารถย่อยและสังเคราะห์งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสมการอันสลับซับซ้อน ให้เป็นเรื่องง่าย อ่านสนุก และทันสมัยสำหรับคนทั่วไป คอลัมน์ “Dear Economist” ของฮาร์ฟอร์ดประสบความสำเร็จในการสร้างลิฟต์ด่วนทางปัญญาที่เชื่อมหอคอยงาช้างของนักวิชาการเข้ากับโลกติดดินของคนนอกวงการ เท่ากับช่วยให้คนธรรมดาสามารถเข้าถึงและเข้าใจเศรษฐศาสตร์ได้อย่างสะดวกสบายกว่าเดิม แทนที่จะต้องเหนื่อยหอบกับการปีนบันไดขึ้นดอยเหมือนที่ผ่านมา
ในขณะที่ The Undercover Economist หนังสือเล่มแรกของฮาร์ฟอร์ด (ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนได้ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ นักสืบเศรษฐศาสตร์) แนะนำหลักการเศรษฐศาสตร์ทั้งระดับมหภาค (คือระดับชาติ) และจุลภาค (คือระดับบริษัทและผู้บริโภค) ต่อสาธารณชนด้วยภาษาที่สละสลวยและตัวอย่างที่เข้าใจง่าย หนังสือตอนต่อคือ The Logic of Life ที่ท่านถืออยู่ในมือเล่มนี้นำชุดเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไปวิเคราะห์เจาะลึกชีวิตประจำวันของมนุษย์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพฤติกรรมที่เราอาจมองว่าไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงหรือเป็นผลลัพธ์ของอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นผลพวงของการตัดสินใจอย่าง “มีเหตุมีผล” (rational) ที่เราอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอยู่
ความสำเร็จของฮาร์ฟอร์ดในการชี้ให้เห็น ‘ตรรกะของชีวิต’ ที่ซ่อนอยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะในปริมณฑลที่เราอาจไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องของความมีเหตุมีผล เช่น ชีวิตคู่ แหล่งเสื่อมโทรมในเมือง ถิ่นที่ดูจะสะท้อนทัศนคติที่เหยียดผิว ชีวิตในออฟฟิศ การไปออกเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ เป็นผลจากชั้นเชิงทางภาษาและความสามารถระดับหาตัวจับยากในการสังเคราะห์งานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะในสาขาที่กำลังขยับขยายพรมแดนความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อย่างน่าตื่นเต้นแต่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้จัก อาทิเช่น ทฤษฎีเกม และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics)
ผู้แปลเชื่อว่าแนวคิด ทฤษฏี และผลการวิจัยและการค้นพบต่างๆ ที่ฮาร์ฟอร์ดถ่ายทอดอย่างสนุกสนานใน The Logic of Life ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ลบล้างภาพพจน์ที่ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ ‘น่าเบื่อ’ และ ‘เข้าใจยาก’ ที่ยอดเยี่ยมเล่มหนึ่ง และน่าจะกระตุ้นให้เด็กหันมาสนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์และวาดฝันอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาชีพกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ฮาร์ฟอร์ดดูจะให้น้ำหนักกับการถ่ายทอดเศรษฐศาสตร์ให้เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย มากเสียจนละเลยหรือลดทอนปัจจัยสำคัญหลายประการที่อยู่นอกชุดคำอธิบายที่เขาใช้ในแต่ละประเด็น ในทางที่อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าความมีเหตุมีผลเป็นปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ หรือไพล่ไปคิดว่านักเศรษฐศาสตร์เป็นพหูสูตผู้อธิบายได้ทุกเรื่อง
ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ฟอร์ดอธิบายอัตราการเพิ่มขึ้นของออรัลเซ็กซ์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาราวกับว่านี่เป็นเพียงปฏิกิริยาที่มีเหตุมีผลต่อความเสี่ยงที่จะติดโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศอื่นๆ โดยไม่พูดถึงปัจจัยอื่นๆ นอกกรอบคิดของเขาที่น่าจะส่งอิทธิพลไม่แพ้กัน เช่น ความแพร่หลายของสื่อลามกและการถ่ายทอดเซ็กซ์รูปแบบต่างๆ ในภาพยนตร์กระแสหลักที่ทำอย่างเปิดเผยและท้าทายมาตรวัดทางศีลธรรมยุคคุณย่า น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ให้มองว่าพฤติกรรมทางเพศหลายอย่างที่คนรุ่นก่อนมองว่าล่อแหลมหรือต้องห้ามนั้น เป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่ไม่มีอะไรต้องอาย
ปัจจัยที่สำคัญแต่อยู่นอกกรอบคิดที่ว่ามนุษย์มีเหตุมีผลทำนองนี้น่าจะช่วยอธิบายด้วยว่า เหตุใดคนจำนวนมากในหลายเมืองหลายประเทศทั่วโลกจึงยังไปออกเสียงเลือกตั้งกันอย่างกระตือรือร้น ทั้งๆ ที่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วในตรรกะที่ฮาร์ฟอร์ดพยายามยืนยัน นั่นคือ เสียงของเราแต่ละคนนั้น ‘ตัดสิน’ การเลือกตั้งไม่ได้ บางที คุณค่าที่อาจดูไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงเมื่อมองจากแว่นของความมีเหตุมีผล (ซึ่งก็ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่ามนุษย์คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก) อย่าง “ประโยชน์สาธารณะ” หรือ “หน้าที่ของพลเมือง” อาจมีความสำคัญมากกว่าที่ฮาร์ฟอร์ดพยายามหว่านล้อมให้เราเชื่อก็ได้ น่าเสียดายที่เขาไม่ให้น้ำหนักกับปัจจัย ‘ไร้เหตุผล’ เหล่านี้เท่าที่ควร เพราะโลกจริงมีปัจจัยที่สลับซับซ้อนมากกว่าการแข่งขันโป๊กเกอร์หลายเท่า
นอกจากฮาร์ฟอร์ดจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์และแนวคิดเรื่องความมีเหตุมีผลใน The Logic of Life “ดูดี” กว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ความที่เขาพยายามชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการทดลองหลายกรณีในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มากกว่าจะชี้แง่ดีหรือประโยชน์ของการทดลองดังกล่าว ก็ได้ก่อให้เกิดวิวาทะระหว่างเขากับนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชั้นแนวหน้าหลายคน โดยเฉพาะแดน อารีลลี ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Predictably Irrational (ความไร้เหตุผลที่เดาได้) ผู้แปลคิดว่าวิวาทะแบบนี้คือสิ่งที่น่ายินดีและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยทำให้องค์ความรู้ของเศรษฐศาสตร์มีความกว้างขวางและเที่ยงตรงกว่าเดิม ผู้อ่านที่สนใจติดตามวิวาทะดังกล่าวสามารถอ่านสรุปได้จากเว็บ http://www.omnivoracious.com/HarfordandAriely.html
ผู้แปลคิดว่าทุกคนที่อ่าน The Logic of Life พึงสังวรว่า การใช้ “ความมีเหตุมีผล” แบบนักเศรษฐศาสตร์นั้นมีประโยชน์ในการค้นหาเหตุผลว่าเหตุใดคนจึงทำสิ่งต่างๆ ก็จริง แต่มันห่างไกลจากการเป็นเลนส์เพียง “หนึ่งเดียว” ที่อธิบายโลกแห่งความจริง งานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะในสาขาจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์สมอง ได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าสมองส่วน limbic ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ความรู้สึกนั้น มักจะทำงานหนักกว่าสมองส่วน cerebral cortex ซึ่งเป็นต้นตอของการใช้เหตุผล ดังนั้น ในขณะที่ฮาร์ฟอร์ดยืนยันกับเราว่า “…พฤติกรรมที่มีเหตุมีผลของคนแต่ละคน อาจส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ไร้เหตุผลต่อสังคม” (บทที่ 5) นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอย่างแดน อาริลลี ก็คงอยากเสริมว่า “พฤติกรรมที่ไร้เหตุผล” (irrational) ของคนแต่ละคนนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และดังนั้นจึงเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกำลังศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ
ถึงแม้จะมีข้อบกพร่องและอาจลำเอียงเข้าข้างความมีเหตุมีผลไปบ้าง The Logic of Life ก็เป็นหนังสือชั้นยอดที่แสดงให้เห็น “ความเป็นสากล” ของมนุษย์ ผู้แปลเชื่อว่า การตั้งสมมุติฐานว่าคนทุกคนล้วน ‘ฉลาดพอ’ ที่จะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล รวมทั้งผู้ด้อยการศึกษาและกลุ่มคนที่ถูกสังคมดูแคลนอย่างโสเภณีและอาชญากรนั้น เป็นก้าวแรกสู่ความเข้าใจระหว่างคนที่แตกต่างหลากหลาย และดังนั้นจึงจำเป็นต่อการสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสามารถวิเคราะห์วิจัยจนได้ข้อสรุปว่า พฤติกรรมขายเสียงในประเทศไทยนั้นเป็นพฤติกรรมที่มีเหตุมีผลของคนที่เชื่อว่าไม่มีนักการเมืองหน้าไหนจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงหลังจากได้รับเลือกตั้งแล้ว เราก็อาจพบว่า การมุ่งแก้ปัญหาระดับโครงสร้างเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และสร้างแรงจูงใจให้นักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อนโยบายหาเสียงอย่างแท้จริง จะส่งผลทางอ้อมให้พฤติกรรมขายเสียงค่อยๆ ลดลงไปเองจนหมดไปในที่สุด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลดีกว่าการตั้งหน้าตั้งตาจับกุมนักการเมืองที่ซื้อเสียงและดูถูกคนที่ขายเสียงว่า ‘เลว’ หรือ ‘โง่’ โดยไม่เคยทำความเข้าใจกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเขาจริงๆ
ท้ายนี้ ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และคุณศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ แห่งสำนักพิมพ์มติชน ที่มอบโอกาสให้แปลหนึ่งในหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่อ่านสนุกที่สุด ตลอดจนช่วยกรุณาแก้ไขและขัดเกลาสำนวนแปลให้สละสลวย หากยังมีที่ผิดพลาดประการใด ผู้แปลขออภัยไว้ ณ ที่นี้.
สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | www.fringer.org
23 ตุลาคม 2551
Popularity: 7% [?]











March 2nd, 2009 at 2:02 pm
น่าสนใจแค่เกรินเรื่องก็น่าสนใจ ไอเดียใจการนำเสนอ…จะไปหามาอ่านดู
ได้ฟังคุณยุ้ย…ในช่างคุยแล้ว….Open ทำเก๋อีกแล้ว….จะติดตามผลงานบ่อยๆคะ
March 3rd, 2009 at 10:16 am
อ่านนักสืบเศรษฐศาสตร์ จบแล้ว และเล่มนี้ก็คงไม่พลาด
ตอนนี้แผนล่าสุดคือกลับไปอ่านของทอฟเลอร์อีกรอบ เป็นหนังสือที่รู้สึกว่าอ่านรอบเดียวแล้วไม่ค่อยจะย่อย
March 3rd, 2009 at 11:08 am
เสียตังค์แน่นอนค้าบ หุหุ
March 7th, 2009 at 11:02 am
ทีแรกที่อ่านนักสืบเศรษศาสตร์ ก็อุทานดังๆในใจหลายทีว่า
ทำไมอาจารย์สฤณีไม่แปลเล่มนี้น้อ…
พอเห็นบทความนี้ก็ดีใจมากๆ
ไม่รู้ว่า จะได้หนังสือมากอดเมื่อไหร่นะคะ
ไม่ใช่ว่าผู้แปลไม่ถูกใจหรืออะไร
เพราะหัวเราะดังๆตลอดทั้งเล่มที่อ่าน(เล่มหนึ่ง)
เพียงแต่รู้สึกว่า เนื้อหาน่าจะเป็นลีลาของอาจารย์มากๆ
คงเป็นธรรมดาของแฟนคลับกระมังนะคะ
ประมาณเหมือนเห็นบทหนังดีๆ
ก็อยากให้ดาราคนโปรดของเราเป็นผู้แสดง
คงสมกับที่โปรยปกไว้ว่า
” หนังสือเศรษฐศาสตร์ที่อ่านสนุกที่สุด” นั่นแล
March 29th, 2009 at 7:18 pm
[…] เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต […]
June 25th, 2009 at 10:45 am
เดี๋ยวต้องไปซื้อมาอ่าน ^^