December 16th, 2008
ความมั่งคั่งปฏิวัติ | Revolutionary Wealth โดย Alvin & Heidi Toffler
มาคั่นโฆษณาหนังสือแปลเล่มใหม่ของเจ้าของบล็อกค่ะ
หนังสือหนาหนักเล่มนี้ (648 หน้า ราคา 420 บาท) น่าจะวางแผงภายใน 7-10 วัน ตอนนี้ซื้อผ่านร้านหนังสือมติชนออนไลน์ได้แล้ว (ลด 15%) ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าที่อุดหนุนค่ะ
คำนำผู้แปล
ในบรรดานักคิดผู้ทรงอิทธิพลหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อัลวิน ทอฟเลอร์ และไฮดิ ทอฟเลอร์ ภรรยาของเขา เป็นคู่หนึ่งใน “นักพยากรณ์อนาคต” (futurists) น้อยรายที่ไม่เพียงแต่สามารถสรุปแนวโน้มต่างๆ ในโลกหมุนเร็วยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างรวบรัดชัดเจนเท่านั้น หากยังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลกที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงระดับ “พื้นฐานลึกซึ้ง” ซึ่งมี “ความเป็นสากล” สูงจนข้ามพ้นบริบทต่างๆ ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบริบททางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ หรือการเมือง ส่งอิทธิพลและผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนทุกหนแห่ง
นักอ่านที่เคยผ่านตางานเขียนก่อนๆ ของทอฟเลอร์ เช่น Powershift และ The Third Wave อาจจะคุ้นเคยกับแนวคิดหลักของเขาซึ่งนำมาสรุปรวบรวมและต่อยอดใน The Revolutionary Wealth อาทิเช่น เขามองกิจกรรม “การผลิต-บริโภค” (prosuming) นอกระบบตลาดว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ใน “ระบบความมั่งคั่ง” ซึ่ง “ความมั่งคั่ง” ในที่นี้หมายรวมถึงสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากเงินที่มนุษย์ให้คุณค่า ทอฟเลอร์พยากรณ์ว่า การผลิต-บริโภคจะยิ่งทวีความสำคัญและบทบาทในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมกับการมาถึงโดยสมบูรณ์ของ “เศรษฐกิจข้อมูล” ที่ทอฟเลอร์ขนานนามว่าเป็น “คลื่นลูกที่สาม” อันก้าวหน้ากว่าเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม (คลื่นลูกที่สอง) และเศรษฐกิจแบบการเกษตรยังชีพ (คลื่นลูกที่หนึ่ง)
เขาย้ำว่าตราบใดที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังไม่นับรวมกิจกรรมในภาคการผลิต-บริโภคในกรอบการวิเคราะห์ ตราบนั้นพวกเขาก็จะยังมองไม่เห็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์” ของความมั่งคั่ง ซึ่งประกอบสร้างจากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสิ่งที่ทอฟเลอร์เรียกว่า “ปัจจัยพื้นฐานลึกซึ้ง” (deep fundamentals) อันได้แก่ เวลา พื้นที่ และความรู้ ทอฟเลอร์ใช้พลังงานอย่างมากมายใน The Revolutionary Wealth ในการวาดภาพอย่างน่าเชื่อถือให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดกับอเมริกาเพียงประเทศเดียว (ถึงแม้เขาจะมองว่าอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะเป็นประเทศที่ “เศรษฐกิจข้อมูล” รุดหน้าไปมากกว่าประเทศอื่นๆ) หากเป็นปรากฏการณ์ที่จะแผ่ขยายไปทั่วโลก ทอฟเลอร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่กระบวนการ “แปลงให้เป็นอเมริกัน” (Americanization) เหมือนกับที่นักคิดหลายคนที่เชื่อว่าอเมริกามีวาระซ่อนเร้น (เช่นการเป็นเจ้าอาณานิคมสมัยใหม่) เชื่อ แต่เขายืนยันว่า
“…สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นอเมริกัน มันคือการมาถึงของจังหวะชีวิตอันแปลกแยกที่เชื่อมโยงกับระบบความมั่งคั่งระบบใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ต่อต้าน จังหวะที่เปลี่ยนไปก็มาถึงแล้วและกำลังคืบคลานไปทั่วฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ในขณะเดียวกัน สิ่งต่างๆ ในกรุงโตเกียว โซล และเซี่ยงไฮ้ ก็กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วกว่าในปารีส ลอนดอน หรือเบอร์ลิน” (บทที่ 8 )
นอกจากจะอัพเดทและต่อยอดความคิดของเขาในงานเขียนก่อนๆ ให้ทันสมัยสมยุคต้นศตวรรษที่ 21 แล้ว ทอฟเลอร์ก็ยังใช้เนื้อที่มากกว่าที่แล้วมาในการย้ำว่า ถึงแม้ว่าโลกาภิวัตน์จะมีประโยชน์มากมาย ประโยชน์เหล่านั้นก็มีข้อจำกัด และลำพังการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการสร้างความมั่งคั่งก็ไม่อาจมอบการันตีใดๆ ว่าชีวิตของผู้แร้นแค้นในโลกจะ “ดีขึ้น” ได้เองโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างคำเตือนของเขาในบทที่ 12 ว่า
วันนี้ ความขัดแย้งโหมพัดไปทั่วโลกเกี่ยวกับประโยชน์และต้นทุนของการผนวกรวมข้ามพรมแดน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ชีวิตนั้นไม่ยุติธรรม การผนวกผสานทางเศรษฐกิจและผลกระทบเชิงพื้นที่ไม่มีวันนำส่ง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ได้ เพราะนั่นเป็นเพียงแนวคิดนามธรรมที่ไม่มีอยู่จริง
ผู้แปลคิดว่า ถ้า “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” เป็นเพียงนามธรรมที่ไม่มีจริงดังที่ทอฟเลอร์เสนอแล้วไซร้ “ตลาดเสรี” ก็อาจเป็นเพียงอุดมคติของนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน เพราะไม่มีตลาดระดับประเทศตลาดใดที่สามารถดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศจาก “โครงสร้างเชิงสถาบัน” ทั้งหลายในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วัฒนธรรม สังคม และกระทั่งสำนึกทางประวัติศาสตร์ (อย่างน้อยก็ประวัติศาสตร์ของอุดมการณ์ทางการเมือง) ของแต่ละท้องถิ่นที่ตลาดดำรงอยู่ น่าเสียดายที่ทอฟเลอร์ละเลยความจริงข้อนี้ในหนังสือ เพราะก้าวแรกที่จำเป็นต่อการเกลี่ยผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และ “คลื่นลูกที่สาม” ให้เป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ น่าจะเป็นการมองเห็นมายาคติของทั้ง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” และ “ตลาดเสรี” เพื่อหา “ทางสายกลาง” ระหว่างอุดมคติทั้งสองขั้วซึ่งไม่มีอยู่จริงทั้งคู่
ทอฟเลอร์เป็นนักคิดที่มองโลกในแง่ดีมากกว่าในแง่ร้าย และ The Revolutionary Wealth ก็รวบรวมพยานหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เราเชื่อได้ว่าเหตุใดต้นศตวรรษที่ 21 จึงเป็น “ช่วงเวลาอันแสนวิเศษที่จะมีชีวิตอยู่” อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีของเขาก็ทำให้ The Revolutionary Wealth ไม่ให้น้ำหนักมากนักเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ระดับโลกและระดับประเทศในอเมริกาเองที่อาจส่งผลให้การสร้างและเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง “รอบใหม่” ในมุมมองของทอฟเลอร์ต้องสะดุดลงหรือแม้แต่ถอยหลัง อาทิเช่น ปัญหาโลกร้อน ผู้อพยพจำนวนมหาศาลจากประเทศยากจน (โดยเฉพาะเม็กซิโก อเมริกาใต้ และอาหรับซึ่งมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชากรสูงมาก) การก่อการร้าย พลังงานและอาหารราคาแพง ปัญหาในระบบสุขภาพอเมริกัน (ซึ่งดูจะมีปัญหามากกว่าจะอธิบายได้เพียงว่าเป็น “การปะทะระหว่างคลื่น” ระหว่างลูกที่สองกับลูกที่สาม) ปัญหาหนี้ปริมาณมหาศาลของอเมริกาทั้งของรัฐบาลและของประชาชน (ซึ่งได้ปะทุเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหม่แล้วในปี 2008) ปัญหาประชาธิปไตยของอเมริกาถูกบั่นทอน (และความมั่งคั่งกระจุกตัว) ด้วยการล็อบบี้ของกลุ่มผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมใหญ่ และทอฟเลอร์ก็แสดงความไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สถาบัน” และ “หลักธรรมคำสั่งสอน” ของศาสนาออกมา เมื่อเขาอ้างคำพูดของเฮราคลิตุส ที่ว่า ศาสนาทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลง
ถึงแม้ว่าทอฟเลอร์จะไม่พูดถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้ใน The Revolutionary Wealth มากเท่าที่ควร ซึ่งนั่นก็ทำให้หนังสือเล่มนี้อาจมองโลกในแง่ดีเกินจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทอฟเลอร์มีเหตุผลไม่น้อยในการนำเสนอปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างเปี่ยมความหวัง เพราะถึงที่สุดแล้ว การสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมน่าจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวัง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายจนรู้สึกว่าไม่มีทางที่เราจะทำอะไรๆ ให้ดีกว่าเดิม ดังคำคมของ เฮเลน เคลเลอร์ นักเขียนตาบอดและหูหนวกผู้โด่งดังที่ได้รับการอ้างอิงในหนังสือเล่มนี้ว่า
“ไม่มีคนที่มองโลกในแง่ร้ายคนไหนที่เคยค้นพบความลับของดวงดาว หรือล่องเรือไปยังดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ หรือเปิดประตูสวรรค์ใหม่ให้กับจิตวิญญาณของมนุษย์”
ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และคุณศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ แห่งสำนักพิมพ์มติชน ที่มอบโอกาสให้แปลหนังสือของหนึ่งในนักคิดผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน ตลอดจนช่วยกรุณาแก้ไขและขัดเกลาสำนวนแปลให้มีความเที่ยงตรงและสละสลวยมากกว่าลำพังผู้แปลจะสามารถทำได้
ท้ายนี้ ผู้แปลเชื่อว่าถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะอธิบายว่า อะไร กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น มากกว่าจะพยายามอธิบายว่าเราจะใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เหล่านี้ในการสร้างโลกที่เป็นธรรมกว่าเดิมได้ อย่างไร การมองเห็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์” ในปัจจัยพื้นฐานลึกซึ้งต่างๆ ที่ทอฟเลอร์อธิบายอย่างแจ่มชัดใน The Revolutionary Wealth ตลอดจนการมองเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในฐานะ “ฟิลเตอร์ความจริง” ที่เราเชื่อได้มากที่สุดในการทดสอบว่า “ความรู้” ใดบ้างของเราที่ “จริง” หรือ “ล้าสมัย” ไปแล้ว ประกอบกับทัศนคติที่มองโลกอย่างมีความหวัง ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเอื้ออำนวยให้ความมั่งคั่งที่แท้จริง ยั่งยืน และเป็นธรรม ได้หยั่งรากและผลิดอกออกใบอย่างงดงามในศตวรรษที่ 21.
สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | www.fringer.org
20 ตุลาคม 2551
Popularity: 6% [?]











December 18th, 2008 at 12:16 am
ยินดีด้วยนะครับ คุณfringerมีพลังเยอะจริงๆเลย มีหนังสือออกบ่อยมากเลยครับ
(สงสัยจริงๆว่าคุณนอนหลับบ้างหรือเปล่า?) แต่ยังไงก็ยังอุดหนุนเหมือนเดิมครับ
December 18th, 2008 at 8:07 am
เห็นด้วยกับคุณ tintin อาจารย์มีพลังเยอะมากๆค่ะ ^^
December 18th, 2008 at 9:37 pm
ผมว่าด้วยความที่กว่าจะเขียนจบ ต้องใช้เวลาถึงกว่า 12 ปี นี่แหละ ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มองข้ามในหลายๆประเด็นไป
ในเล่มนี้ผมชอบ เกี่ยวกับเรื่องแนวคิดที่ว่า การปะทะระหว่างคลื่นลูกเก่า กับ คลื่นลูกใหม่ คนที่อยู่ในอิทธิพลของคลื่นคนละลูกจะมีแนวคิดที่ค่อนข้างต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยต่างๆที่ต่างกัน ทั้งเวลา สถานที่ และความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของ ความรู้ที่ล้าสมัย Obsoledge ที่จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าอันนี้มันจริงเลย แนวคิดหลายๆอย่างที่ยังสอน ยังเรียน หรืออ.ยังสั่งให้ไปค้นคว้าจากห้องสมุด มันใช้ไม่ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยน แต่เรายังสอนกันแต่เรื่องเดิมๆ (ผมจำได้คร่าวๆจากบทความชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า หลักสูตรเกินครึ่งที่ใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นล้าสมัยไปแล้ว..)
เอ้า!! ฝากรมว.ศึกษาฯ ช่วยเอาไปคิดด้วยนะ..เหอะๆ
December 20th, 2008 at 11:34 am
Obsoledge ชอบๆ
คิดถึง Martin Luke เลย เจ้าของ Creovation กับอีกหลายๆ นวรรตกรรมศัพท์
December 21st, 2008 at 8:09 pm
ถ้าผมยังอยากอ่านฉบับเต็มของ ทอฟเลอร์ อยู่ ก็ไม่พลาดแน่นอนครับ
December 22nd, 2008 at 7:38 pm
น่าอ่านมาก ต้องหามาอ่านแน่นอนค่ะ
December 23rd, 2008 at 10:22 pm
เคยอ่านของฟรีในเวบ นิด้าmbe ที่ รอฮีม ปรามาทเป็นคนแปล
ไม่รู้จะหนุกเหมือนกันหรือเปล่า
December 29th, 2008 at 2:53 pm
อุดหนุนไปแล้ว 1 เล่มนะครับ
fringer แปลหนังสือดีครับ อ่านเพลิน ไม่สะดุด อาจเป็นเพราะมีอีกบทบามหนึ่งเป็น “นักเขียน” อยู่แล้วด้วยกระมังครับ
คล้ายๆ อ่านงานแปลนิยายของจิระนันท์ พิตรปรีชา
อ้อ…ว่างๆ (มีคำนี้ในพจนานุกรมฉบับสฤนีรึเปล่า?) ลองหานิยายมาแปลดีไหมครับ? จะคอยอุดหนุนนะครับ
December 30th, 2008 at 3:21 pm
ปกนี้ค่อนข้างโดดจากเล่มอื่น ๆ นะคะ ว่ามั๊ย
December 31st, 2008 at 3:33 pm
แวะมาสวัสดีปีใหม่ค่า
ขอให้เขียน(และแปล)หนังสือดีๆอีกเยอะๆเลยนะคะ ^_^
January 8th, 2009 at 6:55 am
ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ หมดstock เร็วมากไปซื้อที่ se-ed book ที่สาขา zeer, future rangsit ไม่มี, นายอินทร์ ก็ไม่มี หมด ไปเจอที่ B2S เหลือ 2 เล่ม แสดงว่าขายดีมากเลย อุดหนุนไป 1 เล่ม แปลว่า แถวรังสิต คิดว่าเหลือ ประมาณ 1 เล่ม แปลว่าหนังสือแปลดีมาก คนซื้ออ่านกันเยอะ
ขอเป็นกำลังใจแปลหนังสือดี ๆ มาอีกครับ ขอบคุณสำหรับการแปล
March 4th, 2009 at 6:44 pm
อ่านจบแล้วครับ
ขอวิจารณ์หน่อย
เป็นหนังสือที่ดีจริงๆครับ
แต่สำหรับการแปลผมขอติหน่อยครับ
ข้อดี
คือมีการอธิบายเสริมจากผู้เขียนในความหมายของเหตุการณ์ หรือคำ
ให้ผู้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น
ข้อเสียคือ
คุณแปลออกแล้วผมรู้สึกว่าอ่านแล้วมันค่อนข้างจะสดุดมากๆ
อย่างเรื่องสำนวนการวางโครงสร้างประโยคมีหลายที่มาก
ที่แปลออกมาเป็นโครงสร้าง สำนวนแบบอังกฤษซึ่งพออ่านแล้วมันไม่ราบรื่น
ประมาณว่าจะบอกว่า วันนี้ฉันไปตลาด แต่กลับบอกว่า ตลาดซึ่งวันนี้ฉันไป
คำหลายคำที่แปลออกมาบางทีแล้วไม่แปลจะดีกว่าเพราะเข้าใจได้ยาก
แต่ยังดีที่คำเหล่านั้นมีวงเล็บเป็นภาษาอังกฤษกำกับอยู่ด้วย
คำบางคำก็แปลออกมาผิดความหมาย หรือความหมายออกจะเพี้ยนไป
March 4th, 2009 at 11:32 pm
คุณ Net: ขอบคุณที่ติค่ะ
หนังสืออาจได้พิมพ์ใหม่ในไม่ช้า ถ้าเจอคำไหนที่แปลผิดความหมายหรือความหมายเพี้ยนไป รบกวนแจ้งตรงนี้ก็ดีค่ะ จะได้บอกสำนักพิมพ์ให้แก้ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองก็มีแก้ที่ผิดไปบ้างแล้ว)
ส่วนตัวคิดว่าหนังสือเล่มนี้ “ล้าสมัย” ไปมากแล้ว ผู้เขียนดูจะไม่รู้จักหรือไม่ก็ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์แขนงใหม่ๆ อย่างเช่นเศรษฐศาสตร์เครือข่าย และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และมองไม่เห็นความเสี่ยงที่แท้จริงของระบอบเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ก็ยังมีประโยชน์ในแง่ที่สรุปแนวโน้มต่างๆ ให้เห็นในหนังสือหนึ่งเล่ม
March 6th, 2009 at 7:36 pm
หนังสือที่ผมอ่านเป็นของพิมพ์ครั้งที่ 1 นะครับ
คำที่ผมเจอแปลผิดความหมายหรือความหมายเพี้ยนไป
ผมไม่แน่ใจว่าโดนแก้แล้วหรือยังในพิมพ์ครั้งที่ 2
ผมว่าถ้ามีการแก้ไขใหม่ในหนังสือผมว่าไม่ควรใช้คำว่าพิมพ์ครั้งที่ 2 นะครับ
เพราะใช้คำนี้หมายความว่าไม่ได้มีการแก้ไขใดๆแค่พิมพ์ซ้ำเฉยๆ
อาจใช้คำว่า พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 1
ส่วนคำที่แปลผิดความหมายหรือความหมายเพี้ยนไป ผมไม่สามารถจะบอกได้ทั้งหมด
เพราะไม่งั้นผมต้องกลับไปอ่านใหม่
ผมจะบอกคำที่ค้นเจอได้ง่ายๆก็แล้วกัน
และผมได้บอกคำที่คิดว่าน่าจะปรับปรุงใหม่เข้าไปด้วย
ผมบอกได้บางคำเท่านั้นเพราะยังไม่อยากกลับไปอ่านใหม่ตอนนี้
neurostimulation
คุณแปลว่า การกระตุ้นทางสมอง
คำว่า neuro หมายถึง ประสาท ซึ่งต่างจาก สมอง
น่าจะแปลว่า การกระตุ้นทางประสาท มากกว่า
microbiology
คุณได้ใช้คำว่า ชีววิทยาจุลภาค
คำนี้มีคำที่ใช้เรียกเฉพาะอยู่แล้ว
จริงๆมันต้องใช้ว่า จุลชีววิทยา
biotech
คุณใช้คำอ่านว่า ไบโอเทค
ซึ่งคำนี้เป็นคำย่อของ biotechnology
น่าจะใช้คำว่า เทคโนโลยีชีวภาพ มากกว่า ไบโอเทค
Roche Applied Science
คุณสะกดคำแรกว่า โรช
ผมเคยเจอบริษัทยา ชื่อว่า Roche แต่ไม่อ่านว่า โรช
แต่อ่านว่า โรเช่
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นบริษัทเดียวกันหรือเป็นบริษัทในเครือเดียวกันหรือเปล่า
ผมไม่แน่ใจตรงนี้นะ
viral nucleic acids
คุณใช้ว่า กรด ไวรัลนิวคลีอิก
ถ้าจะแปลจริงๆ ก็คือ กรดนิวคลีอิกของไวรัส
ซึ่งก็คือสารพันธุกรรมของไวรัสนั่นแหละ
real time
คุณแปลตรงตัวว่า เวลาจริง ผมก็ว่าน่าจะถูกนะ
แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกแปลกๆเท่านั้น
เพราะปกติคำนี้มักเรียกทับศัพท์ อ่านว่า เรียวไทม์
และเวลาใช้มักใช้เป็นภาษาอังกฤษไปเลย
น่าจะวงเล็บเป็นภาษาอังกฤษสำหรับคำนี้ไว้ก็ดี
ซึ่งคำนี้มักใช้ควบคู่กับการรายงานผลของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เพื่อสื่อออกมาว่า
รายงานผลที่แสดงอยู่ ณ เวลานั้น ตรงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ เวลานั้น จริงๆ
April 14th, 2009 at 1:32 pm
สวัสดีครับ
ขณะนี้กำลังอ่านเล่มนี้อยู่ครับ ^^
ผมชอบการแบ่งบท แบ่งย่อยหัวข้อ
ทำให้อ่านเข้าใจได้ง่าย
April 2nd, 2010 at 10:04 am
เป็นแฟนคลับของ Fringer มานานพอสมควรค่ะ ชอบมาก