October 21st, 2008
จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde
Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยรายที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้องก่อนเกิดเหตุ และทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่น ด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม) กองทุนของเขากองหนึ่งทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ ยุบเลิกกองทุนทั้งหมดภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน Financial Times:
…….
Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management
แปลจาก จดหมายของ Andrew Lahde
17 ตุลาคม 2551
วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา
เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่งที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน” ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือหาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลายที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ) ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และ Lehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้ว พฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้นทำให้ผมหาคนที่โง่พอที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ
มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้ คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุดล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม
ผมจะไม่บริหารเงินให้กับคนอื่นๆ หรือสถาบันอีกแล้ว ผมมีความมั่งคั่งของตัวเองมากพอที่จะบริหาร บางคนที่คิดว่าคำนวณความร่ำรวยของผมได้อย่างน่าเชื่อถืออาจแปลกใจที่ผมเลิกทำงานนี้ด้วยหีบสมบัติที่เล็กขนาดนี้ ก็ไม่เป็นไร ผมพอใจแล้วกับรางวัลที่ได้รับ นอกจากนี้ ผมก็จะปล่อยให้คนอื่นสะสมตัวเลขความร่ำรวยเก้า สิบ หรือสิบเอ็ดหลัก ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขาจะเฮงซวยมาก มีนัดชนกันทุกวันไม่เว้นช่วงตลอดสามเดือนข้างหน้า พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอช่วงวันลาพักร้อนสองสัปดาห์ในเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่พวกเขาคงจะตัวติดกับแบล็กเบอรี่หรือเครื่องอื่นๆ ที่คล้ายกัน ทำแบบนั้นไปทำไม? คนจะลืมพวกเขาภายในห้าสิบปีอยู่ดี Steve Balmer, Steven Cohen, และ Larry Ellison – คนเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกลืม ผมไม่เข้าใจเรื่องมรดกถึงคนรุ่นหลัง คนเราแทบทุกคนจะถูกลืม ลืมไปซะเถอะเรื่องที่จะทิ้งตำนานอะไรเอาไว้ โยนแบล็กเบอรี่ทิ้งไปซะ ไปสนุกกับชีวิตดีกว่า
ดังนั้น ที่นี่ ตรงนี้คือจุดจบ ผมขอออกจากวงการนี้ ด้วยความเคารพนะครับ อย่าคาดหวังว่าผมจะตอบอีเมล์หรือข้อความที่ฝากในโทรศัพท์ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คาดว่าผมจะตอบมันเลย Andy Springer กับบริษัทของเขาจะจัดการเรื่องการยุบกองทุน และอย่าเป็นห่วงพนักงานของผม พวกเขาจะมีงานทำกับบริษัทของคุณ Springer เสมอ มีคนเดียว (ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน
ผมไม่สนใจดีลอะไรก็ตามที่ใครก็ตามอยากให้ผมมีส่วนร่วม ผมไม่มีความเห็นอะไรจริงจังเกี่ยวกับตลาดไหนก็ตามเลยตอนนี้ นอกจากจะบอกว่าสถานการณ์คงจะเลวร้ายลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีอาจเลวลงอีกหลายปี ผมพอใจแล้วกับการนั่งดูบนขอบสนามและรอเวลา เพราะถึงที่สุดแล้ว การนั่งรอคอยเป็นวิธีที่เรารวยจากวิกฤตซับไพรม ตอนนี้ผมมีเวลาที่จะซ่อมแซมสุขภาพที่ถูกทำลายด้วยความเครียดที่ผมพอกให้กับตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา และซ่อมแซมชีวิตทั้งชีวิตของผมด้วย ชีวิตที่ผมต้องแข่งขันแย่งยื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยและโครงการปริญญาโท แย่งงานและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ แข่งกับคนที่มีความได้เปรียบทุกประการ (พ่อแม่รวยๆ) ที่ผมไม่มี ขอให้ระบบที่ให้คุณและโทษกับคนตามความสามารถของเขาเอง (meritocracy) เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลรูปแบบใหม่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการจัดตั้ง
พูดถึงรัฐบาลอเมริกา ผมก็อยากจะเสนออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอื่น ผมอยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ชัดเจนมากๆ นั่นคือ มีคนเสนอร่างกฎกติกาต่อสภาคองเกรสครั้งแล้วครั้งเล่าในรอบแปดปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จะช่วยล้อมกรอบพฤติกรรมให้กู้โฉด (predatory lending) ของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่ล้มละลายไปแล้ว สถาบันการเงินเหล่านี้หว่านเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งสองพรรค แลกกับการโหวตคว่ำกฎหมายที่ถูกออกแบบมาคุ้มครองประชาชนคนเดินดิน นี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหมากๆ แต่แล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้เรื่องหรือแคร์อะไรกับมัน ตั้งแต่ Thomas Jefferson กับ Adam Smith ลาโลกไป ผมจะเถียงว่าเราแทบไม่มีนักปรัชญาที่สูงส่งในประเทศนี้เลย อย่างน้อยก็นักปรัชญาที่พุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงรัฐบาล
ระบบทุนนิยมทำงานมากว่าสองร้อยปี แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และตอนนี้ระบบก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น George Soros เศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล ได้ประกาศว่าเขาอยากให้คนจดจำเขาในฐานะนักปรัชญา ข้อเสนอของผมคือ ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ควรจะริเริ่มและอุดหนุนฟอรัม (forum หมายถึงพื้นที่ที่คนมารวมตัวกันทำงาน-ผู้แปล) ที่นักคิดผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายจะได้มารวมตัวกันเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนเดินดินจริงๆ ในขณะเดียวกันกับที่สร้างผลตอบแทนสูงพอที่จะดึงดูดให้มันสมองที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุดเข้ารับใช้ชาติในระดับต่างๆ โดยไม่ต้องอาศัยการโกงกินเพื่อตอบสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ฟอรัมนี้อาจคล้ายกันกับฟอรัมที่สร้างลินุกซ์ [ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์]ที่แข่งกับอำนาจผูกขาดแทบจะสมบูรณ์ของไมโครซอฟท์ ผมเชื่อว่ามีคำตอบ แต่ตอนนี้ระบบพังอย่างชัดเจน
สุดท้ายนี้ ระหว่างที่ผมยังมีผู้ฟัง ผมก็อยากจะเรียกร้องให้คนหันมาสนใจแหล่งอาหารและพลังงานทางเลือก คุณจะไม่เห็นมันบนโฆษณาทีวีของบีพี [British Petroleum] ที่บอกว่า “รู้สึกดีเถอะ เรากำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” (Feel good. We are working on sustainable solutions) หรือในโฆษณาคล้ายกันของเอดีเอ็ม แต่ผมจะบอกว่า มนุษย์ใช้ป่าน (hemp) มาอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วในการทำเครื่องนุ่งห่มและอาหาร และแทบทุกอย่างที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ป่านไม่ใช่กัญชา (marijuana) และมาริวานาก็ไม่ใช่ป่านนะครับ ป่านเป็นพืชเพศผู้ที่เติบโตขึ้นมาเหมือนกัญชา (weed) ก็เลยมีคนใช้คำนี้เป็นแสลงของกัญชา ธงชาติอเมริกาผืนแรกทอจากใยป่าน และรัฐธรรมนูญของเราก็พิมพ์บนกระดาษที่ทำจากป่าน รัฐบาลอเมริกันใช้ป่านจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามก็ประกาศให้มันเป็นพืชผิดกฎหมาย
ในห้วงเวลาที่เราได้ยินโวหารสวยหรูมากมายเกี่ยวกับการ “พึ่งตนเอง” ในแง่พลังงาน ทำไมการปลูกป่านถึงยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในประเทศนี้? โอ้ มันเป็นเพราะเพศเมียของต้นนี้ เพศเมียชั่วช้าที่เรียกว่ากัญชา มันทำให้คุณรู้สึกเคลิ้ม ทำให้คุณหัวเราะ ไม่ทำให้คุณมีแฮงก์โอเวอร์ ไม่ทำให้ทะเลาะกันในบาร์หรือตบตีเมีย ไม่เหมือนกับเหล้า แล้วทำไมพืชที่ไม่มีอันตรายต้นนี้ถึงผิดกฎหมาย? มันเป็นยาที่สร้างนิสัยเสพติด (gateway drug) หรือเปล่า? เปล่าเลย ของที่ทำอย่างนั้นคือเหล้า ซึ่งโฆษณาหนักเหลือเกินในประเทศนี้ ข้อสรุปเดียวของผมที่อธิบายว่าทำไมป่านถึงได้ผิดกฎหมายคือ ภาคธุรกิจในอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสภาคองเกรส อยากขายคุณ Paxil, Zoloft, Xanax และยาเสพติดอื่นๆ มากกว่าจะยอมให้คุณปลูกต้นไม้ในบ้านตัวเองโดยไม่แบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา นโยบายนี้ไร้สาระมาก มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ นโยบายของเราทำให้ประเทศอื่นๆ หัวเราะเยาะความโง่เขลาของเรา โดยเฉพาะแคนาดาและหลายประเทศในยุโรป (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) คุณจะไม่ได้รู้เรื่องนี้จากสื่ออเมริกันหรอก เพราะพวกเขาไม่ค่อยอธิบายว่าอาทิตย์นี้ใครกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาอยู่บ้าง ขอเถอะครับ ทุกคน เลิกใช้โวหารสวยหรู เริ่มคิดกันดีกว่าว่าเราจะพึ่งตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร
ถึงจุดนี้ผมขอบอกว่า ลาก่อน และขอให้โชคดีครับ.
ด้วยความปรารถนาดี,
Andrew Lahde
Popularity: 8% [?]










October 21st, 2008 at 8:52 am
อ่านแล้วอมยิ้มไม่หยุดเลยครับ ..
October 21st, 2008 at 10:34 am
ฮา ฮา ฮา …
ชอบครับ
October 21st, 2008 at 4:13 pm
ตอนจบแปลกดีนะครับ
October 21st, 2008 at 5:44 pm
อยากหยุดทำงาน เพราะมีพอแล้วจริงๆ
พอที่ว่า ไม่เกี่ยวกับ ที่เคยมีคนพูดว่า ถ้ารู้จักพอก็จะรู้จักคำว่ารวย นะคะ
ชอบๆ ที่คุณแปลมาให้อ่าน ถ้าตัดย่อหน้าถี่หน่อยจะอ่านง่ายขึ้นนะคะ
October 21st, 2008 at 5:58 pm
อ่านแล้วเจ็บใจว่า “เขา”ให้เราวิ่งๆ ไปอย่าง”เขา”
แต่”เขา”กลับเห็นโทษภัยในสิ่งที่”เขา”เป็นอยู่คือ
สุดท้าย”เขา”กลับไม่เอาอย่าง”เขา”
แต่คล้ายๆ อยากจะเป็นอยู่คือ อย่าง”เรา”
แล้ว”เรา”จะเอาไงกับ”เรา”กันดี ???
อ่านแล้วงงไหม
October 21st, 2008 at 8:23 pm
คุณ chery: ขอบคุณนะคะ ลองตัดย่อหน้าอีก หวังว่าจะอ่านง่ายขึ้นละ
Man: เดาว่าคนเขียนอาจจะแค่อยากแดกดันหรือหลอกชาวบ้านเล่นๆ น่ะ
(แต่กัญชามันก็ไม่ควรผิดกฎหมายจริงๆ นั่นแหละ แต่ประเด็นเรื่องพลังงานดูจะเว่อร์ไปหน่อย)
tON: ไม่ค่อยมีใครพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นเลยเนอะ
October 21st, 2008 at 8:53 pm
ชอบค่ะ ขอบคุณค่ะที่ช่วยแปลมาให้อ่าน ^^
October 21st, 2008 at 10:41 pm
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีๆ
October 22nd, 2008 at 12:50 am
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบนิสัย “ฝรั่ง” คืออารมณ์ขัน
ไม่ว่าจะนายธนาคารใหญ่ หรือโปรเฟสเซอร์ชื่อดังมากๆ
ผมสังเกตว่า เขาจะมีอารมณ์ขัน สามารถใส่มุกลงไปในคำพูดหรืองานเขียนหรือคำปาฐกถา
ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ใหญ่” ระดับไหน
หรือถึงไม่ใช่มุกตลก แต่ก็มีวิธีพุด “เล่นคำ” (อันนี้ผมชอบที่สุดคือประโยคว่า “…มีคนเดียว (ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน….”)
ต่างจาก “ผู้ใหญ่” แบบไทยๆ ที่จะต้องติดภาพ “ขรึมๆ” ไม่พูดเล่นพูดหัว
ใครพูดเล่น หรือปล่อยมุก กลางที่สาธารณชน แปลว่ายังไม่ “ใหญ่” จริง
ปล. แบลกเบอร์รี่ คืออะไรครับ ? ใช่มือถือ + Pocket PC หรืออะไรคล้ายๆอย่างนี้ไหม ?
October 22nd, 2008 at 1:05 am
สะใจจริงๆ ขอบคุณนะคะ
October 22nd, 2008 at 2:41 am
เขียนได้ถูกใจคนอยู่แคนาดาจริงๆ : )
October 22nd, 2008 at 4:43 pm
สวัสดีครับพี่ยุ้ย
ติดตามอ่าน “คนชายขอบ” มานาน
ที่แท้ผมก็ได้เคยเจอพี่ยุ้ย หลายครั้งแล้วนั่นเอง
ครั้งแรก ที่ร้านหนังสือคิโนะ ที่พี่ไปเสวนาเรื่อง “วิชาสุดท้าย”
ครั้งที่สอง น่าจะที่เกาะลันตา กับกรีนฟิน
ไม่รู้ว่าพี่จำผมได้หรือเปล่า (ไม่กล้าทักตอนไปเกาะลันตา เพราะกลัวว่าจะทักคนผิด)
ขอบคุณมากๆ ครับ สำหรับบทความดีๆ
จะเป็นกำลังใจ และจะติดตามอ่านผลงานของพี่เรื่อยๆ คับ
October 22nd, 2008 at 7:16 pm
มองเห็นความเป็นมนุษย์ สุดๆเลย….สุดท้ายก็ต้องใช้ชีวิต…ต้องเลือก
ขอบคุณที่แปล…จะรออ่านอีก
October 22nd, 2008 at 10:15 pm
ขอบคุณสำหรับบทความ
ตอนท้ายๆ สรุปว่า หลังจากเลิกทำงาน นาย Andrew Lahde คงจะเพลิดเพลินกับการปลูก+สูบ”ป่าน” แหงๆเลยครับ
October 22nd, 2008 at 10:38 pm
หามาให้อ่านอีกด้วยเทอญ
October 22nd, 2008 at 10:42 pm
อ่อ…แล้วก็ ใกล้หมดงานมหกรรมหนังสือฯ แล้ว
ได้เวลา เอาหนังสือมาตั้ง แล้วถ่ายรูป ฤดูกาลนี้อีกแล้วนะเจ๊
อย่าลืมเอามาอวดล่ะ…
ปล. ว่าแต่ของปีที่แล้วอ่านหมดยัง?
October 23rd, 2008 at 12:49 am
ถ้าหายไปจากวงการเลย ถือว่าเขาเห็นแก่ตัวเหมือนกันนะ
แต่ก็ยังดีที่กลับมาแฉความเลวร้ายของทุนนิยม ถ้าให้ดีน่าจะมาหาทางช่วยแก้ว่าจะเอาไงดี หรือทำอย่างบิลเกตต์ หรือคุณวิกรม ก็ยังดี
พูดถึงนักปรัชญาในสังคมไทย มีใครที่เราพอจะเรียกว่าเป็นนักปรัชญาได้ไหม? ยิ่งเป็นคนที่มองเห็นปัญหา และช่วยชี้ทางสว่างให้กับสังคม ไม่รู้มีไหม
October 23rd, 2008 at 9:04 am
I didn’t believe any of his words… He Gained, rather than else from what happened! In few years, you will see him back!
October 23rd, 2008 at 6:04 pm
ขอตอบคุณบุญชิตฯ ละกัน
Blackberry ก็คล้ายๆ อย่างที่คุณว่าแหล่ะครับ เป็นมือถือที่ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง โดยมีระบบปฏิบัติการของเขาโดยเฉพาะ ส่วนมากนิยมใช้ในวงการธุรกิจ (โดยเฉพาะในแถบอเมริกา) เพราะมีฟังค์ชั่นการทำงานหลายๆ อย่างเอื้ออำนวยสำหรับคนที่ต้องติดต่อการงานเป็นประจำ เช่น เช็คและตอบอีเมล์ได้ทันทีทันใดเลย (http://www.blackberry.com)
ถึงเจ้าของบล็อก
ได้ิติดตามบล็อกแห่งนี้อยู่เป็นประจำนะครับ แต่ไม่เคยแสดงความเห็น ได้แต่แอบอ่านเงียบๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ตัวเอง (เดี๋ยวจะน้อยใจว่าไม่ตอบคนเขียนบ้าง) แบบว่ารู้น้อยเลยไม่รู้จะตอบอะไรน่ะครับ
ขอชมว่าบล็อกแห่งนี้ดีมากเลย อ่านแล้วได้ความรู้หลากหลายด้านเยอะแยะเลยครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
October 25th, 2008 at 10:00 am
ชอบมากค่ะ เรื่องนี้ ทั้งขำทั้งชวนคิด และก็ชอบผลงานอื่น ๆ ของคุณสฤณีด้วยค่ะ
October 28th, 2008 at 5:24 am
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความแปลเยี่ยมๆ (อีกชิ้นหนึ่ง)
นี่เป็นความเห็นของคนในหัวแถวคนหนึ่งของสังคมที่ก้าวหน้ากว่าเรา และเราได้เห็นความทุกข์ ความไม่น่าพึงใจ และที่ชัดๆคือ ได้เห็นว่าในที่สุดเขาก็ถอยออกจากจุดที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นจุดสูงสุดที่อยากไปให้ถึง
แต่มันเป็นแค่ “ชีวิตเฮงซวย” เท่านั้นเอง ขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับคำแปลที่ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีเหลือเกิน
คนอเมริกันคนนี้กำลังบอกว่ารัฐบาล, ระบบเศรษฐกิจและระบอบการปกครองของเขากำลังล้าสมัยและต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกแล้ว ทำให้ผมนึกถึงอะไรบางอย่างที่ห่างไปจากผมไม่กี่กิโลเมตร วิสัยทัศน์ของคนเราต่างกันได้ชนิดที่แทบจะต้องไปเกิดใหม่จึงจะคุยกันรู้เรื่อง
เรื่องพลังงานทดแทน สำคัญนะครับ โดยเฉพาะชนชาติที่ใช้พลังงานมากที่สุดในโลกอย่างอเมริกา
และมีพืชหลายอย่าง (รวมทั้ง Hemp) ที่นำมาผลิตพลังงานได้ พลังงานชีวภาพเหล่านี้ก็คือพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำเอา Carbon จากอากาศมาสะสมไว้ในตัว (แล้วก็คาย Oxygen มาในกระบวนการสังเคราะห์แสง ตามที่เราเคยเรียนมาแต่เล็ก) ให้เรามาเผากลับไปเป็น Carbon Dioxide อีกหมุนเวียนไปโดยไม่ต้องขุดเอา Carboon ที่ธรรมชาติดึงออกจากบรรยากาหลายล้านปีมาแล้วขึ้นมาให้โลกกลับไปร้อนอีกเหมือนสมัยก่อน
อเมริกาเคยหวังว่าจะชนะสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายโดยการเผาน้ำมันในตะวันออกกลางให้หมดก่อนจะใช้แหล่งของตัวเอง แต่วันนี้เงินในกลไกทุนนิยมกำลังย้อนกลับมาเล่นงานอเมริกาเอง สงครามยังไม่ชนะ และยังไม่มีวี่แวว
เรืองกัญชากับเหล้า ทำให้ผมนึกถึงผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดถึงหญ้าหวานไว้ว่า มันไม่ได้เกิด เพราะมันจะทำให้บริษัทน้ำหวานไม่ได้ประโยชน์จากแหล่งน้ำตาลของพวกเขา (และอาจรวมไปถึงธุรกิจเวชภณฑ์ที่พวกเขาเป็นเจ้าของอยู่ในทางอ้อม)
ใช่แล้วครับ อเมริกาบริโภคน้ำตาลมากที่สุดในโลกด้วย และธุรกิจน้ำหวานของอเมริกาก็มีมูลค่ามากกว่างบประมาณของหลายประเทศรวมกัน
ชอบบทความนี้ (และความจริงชอบอีกหลายๆบทความ) มากๆเลยครับ
October 30th, 2008 at 10:32 am
เข้ามาอ่านแล้วแปลกใจหน่อยๆ