October 11th, 2008
ไทยแลนด์แดนสวรรค์ + ทุนนิยมที่มีหัวใจ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ
เพิ่งกลับมาจากอเมริกาได้ไม่ถึงสองวัน มาถึงประเทศไทยก็เปลี่ยนไปในทางที่หดหู่กว่าเดิมอีกแล้ว ไม่ผิดคาดเท่าไรนักที่กลับมาเห็นสถานการณ์เลวร้ายลงอีก เพราะพยายาม “ปลง” มาหลายสัปดาห์แ้ล้ว และไม่แปลกใจด้วยที่ตำรวจและรัฐบาลยัง “เลว” เหมือนเดิม แต่ที่น่าเศร้ามากกว่านั้นคือแถลงการณ์ต่างๆ นานาที่ประณามฝ่ายพันธมิตรมากกว่าตำรวจและ/หรือรัฐบาล ตลอดจนการประกาศ “เลือกข้าง” ของหมอบางคนที่ลืมไปแล้วว่าจรรยาบรรณแพทย์อยู่ตรงไหน
เช่นเดียวกับที่เคยอธิบายในบล็อกนี้หลายหนแล้ว ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้ายึดทำเนียบ การเปลี่ยนแนวทางชุมนุมจาก “อหิงสา” มาเป็น “หิงสา” (แต่ยังอ้างว่า “อหิงสา” อย่างหน้าไม่อาย) “การเมืองใหม่” ที่ไม่ยึดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ฯลฯ
แต่ไม่ว่าแกนนำพันธมิตรจะเป็นอย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ออกไปชุมนุมมือเปล่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตำรวจประเทศไหน “สลายการชุมนุม” ด้วยการระดมยิงประชาชนทั้งวันด้วยแก๊สน้ำตาที่อันตรายถึงตาย?!?
ก่อนที่จะเป็นโรคเครียดการเมืองอีกรอบ ขอแสดงความเสียใจต่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตที่ตกเป็นเหยื่ออันธพาลในคราบตำรวจและนักการเมือง และขอไม่เขียนเรื่องการเมืองไทยอีกแล้วจนกว่าจะเห็นสังคมเราใช้เหตุใช้ผลกันมากกว่านี้
ขายหนังสือดีกว่า
หนังสือใหม่ของผู้เขียนสองเล่มในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 ณ ศูนย์สิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 11-23 ตุลาคมนี้ คือ ไทยแลนด์แดนสวรรค์และ ทุนนิยมที่มีหัวใจ - ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา ทั้งสองเล่มหาซื้อได้ที่บูธสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ IO1, Planetary Hall, บูธสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด/บลูสเกล M16 โซน C1, และบูธสำนักหนังสือใต้ดิน P11 โซน C1 ค่ะ ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ทั้งสามมา ณ ที่นี้ด้วย ที่ให้พื้นที่กับหนังสือ
รายละเอียดหนังสือใหม่มีดังต่อไปนี้
1. ไทยแลนด์แดนสวรรค์ พิมพ์ในนาม “สำนักพิมพ์ชายขอบ” ราคาปก 185 บาท ลดเหลือ 148 บาท ในงาน
แถมสมุดโน้ตกระดาษร้อยปอนด์อย่างดี มูลค่า 50 บาท พร้อมหนังสือ เฉพาะในงานนี้เท่านั้น
ปกสมุดโน้ตเป็นแบบนี้:

ถ้าใครอยากดูคลิปวีดีโอบรรยากาศส่วนหนึ่งของงานเปิดตัวหนังสือและเปิดนิทรรศการภาพประกอบ เืมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ดูได้จากคลิปด้านล่างนี้ค่ะ ขอขอบคุณทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ ที่กรุณาถ่ายทำ นิทรรศการจะมีไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่ People Space Gallery
2. ทุนนิยมที่มีหัวใจ - ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา ราคาปก 165 บาท ลดเหลือ 140 บาท ในงาน ไฟล์ PDF ของหนังสือสามารถดาวน์โหลดได้หลังงานหนังสือผ่านพ้นไปแล้ว จะแจ้งรายละเอียดให้ทราบหลังงานเลิกค่ะ
บางส่วนจากคำนำ
หนังสือเล่มนี้เป็นการเรียบเรียงบทบรรยายในหัวข้อ “ทางเลือกของสังคม : สู่กระบวนทัศน์ใหม่แห่งการร่วมมือกัน” ที่ผู้เขียนได้รับเกียรติจากอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้ไปบรรยายในวันที่ 7 และ 8 กรกฎาคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เชียงใหม่
อาจารย์นิธิบอกว่าอยากให้มาบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือสองเล่มของผู้เขียน ได้แก่ To Think Well Is Good, To Think Right Is Better (เมษายน 2549) และ ตกน้ำไม่ไหล (เมษายน 2550) ซึ่งสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์กรุณารวบรวมและตีพิมพ์จาก 24 ตอนแรกของคอลัมน์ “คนชายขอบ” ในเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (http://www.onopen.com/)
โจทย์ของผู้เขียนคือ ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมร้อยเรื่องราวของนักปรัชญา นักคิด นักเศรษฐศาสตร์ นักเคลื่อนไหว นักธุรกิจ และนักอื่นๆ อีกหลายคน เข้าเป็น “เรื่อง” เดียวที่สอดคล้องกันในทุกมิติบนระนาบเดียวกัน ให้ภาพรวมของ “โลกใหม่” ที่พวกเขาใฝ่หา และยกกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วในโลกแห่งความจริง
ผู้เขียนพบว่า ไม่ว่าจะแตกต่างกันเพียงใด “คนชายขอบ” เหล่านี้ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่าเดิมโดยไม่ต้องสละประสิทธิภาพของระบบตลาด โลกที่ผู้มีอำนาจในระบอบเศรษฐกิจและการเมืองมีความรับผิดและแสดงความรับผิดชอบ โอบอุ้มความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ อ่อนโยนต่อธรรมชาติ และเอื้ออาทรต่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม
กล่าวโดยสรุป พวกเขาอยากเห็นโลกที่ระบอบทุนนิยมมีหัวใจ และเชื่อมั่นว่าโลกแบบนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะพวกเขากำลังลงแรงเป็นส่วนเล็กๆ ที่จะช่วยสร้างโลกใหม่ใบนั้นแล้วด้วยสมองและหัวใจของตัวเอง
โลกเราปัจจุบันมีแนวคิด เทคโนโลยี เครื่องมือ และสถาบันใหม่ๆ มากมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ปัจเจกชนเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” นักธุรกิจใจดีมีแรงจูงใจและ “ตัวช่วย” มากขึ้นในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และนักธุรกิจที่เห็นแก่ตัวมีข้ออ้างน้อยลงที่จะทำธุรกิจแบบไม่รับผิดชอบ
บิล เกตส์ ใช้คำว่า “ทุนนิยมสร้างสรรค์” (creative capitalism) ในการวาดภาพยุคใหม่ของทุนนิยมที่เขาพยายามผลักดัน แต่ผู้เขียนชอบคำว่า “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” มากกว่า เพราะถ้าทุนนิยมสร้างสรรค์นั้นสร้างสรรค์เพื่อคนจำนวนหยิบมือเดียว วงจรอุบาทว์แห่งการ “วิ่งแข่งไปสู่จุดเสื่อม” (race to the bottom) ที่เป็นปัญหาใหญ่ของทุนนิยมกระแสหลักในปัจจุบัน ก็อาจหวนคืนมาอีกรอบหนึ่ง
ผู้เขียนเชื่อว่า ก่อนที่ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในประเทศไทย มีผู้ร่วมอุดมการณ์มากพอให้เราเรียกว่า “กระแส” ที่พัดแรงจนเชื่อมโยงกันเป็น “ระบบ” ได้ คนจำนวนมากพอจะต้องมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องของระบอบทุนนิยมกระแสหลักในปัจจุบัน เรียกร้องให้บริษัทที่ทำตัว “อันธพาล” และ “มักง่าย” ทั้งหลายหยุดรังแกผู้ด้อยโอกาสในสังคม มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างชาวบ้านที่อยู่ต้นน้ำกับคนเมืองที่อยู่ปลายน้ำ ตระหนักในคุณค่าของระบบนิเวศ เคารพในภูมิปัญญาชาวบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ไม่หลงใหลแบบโรแมนติกไร้เดียงสาเสียจนนำภูมิปัญญานั้นมาเชื่อมกับเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านไม่ได้ เลิกยึดติดในค่านิยมเหลวแหลกที่ส่งเสริมพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก มักง่าย เห็นแก่ตัว และกำจัดทัศนคติคับแคบที่ไม่เคารพในความเห็นต่าง และ “พูด” มากกว่า “ทำ”
สำหรับท่านผู้อ่านที่สงสัยว่า ธุรกิจที่มีหัวใจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสนามแข่งขันจริงหรือ ผู้เขียนคิดว่าคำตอบขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในประโยชน์ของทุนนิยมที่มีหัวใจ และความมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างมันขึ้นมา ผู้เขียนเองชอบคำพูดของ จอห์น แมคคีย์ (John Mackey) นักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัท Whole Foods Markets บริษัทค้าปลีกผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา นักธุรกิจคนแรกๆ ที่เชื่อมั่นในคุณค่าและความเป็นไปได้ของระบบทุนนิยมที่มีหัวใจ เขากล่าววาทะด้านล่างนี้ในวงวิวาทะเรื่อง “Rethinking the Social Responsibility of Business” (คิดใหม่เรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม) ระหว่างเขากับ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักผู้ทรงอิทธิพลที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และ ที. เจ. ร็อดเจอร์ส (T. J. Rodgers) กรรมการผู้จัดการบริษัท Cypress Semiconductor ในปี 2005 ซึ่งท่านสามารถอ่านฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์ http://www.reason.com/news/show/32239.html -
“ไอเดียที่ผมกำลังอธิบายอยู่นี้จะนำไปสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าโมเดลธุรกิจแบบแสวงหากำไรสูงสุดที่มันต่อสู้ด้วย เพราะมันส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจที่มีพลังมากกว่าความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว ในที่สุดไอเดียเหล่านี้จะมีชัยชนะ ไม่ใช่ด้วยการหว่านล้อมปัญญาชนและนักเศรษฐศาสตร์ในการถกเถียง แต่ด้วยการเอาชนะในตลาดที่มีการแข่งขัน วันหนึ่ง ธุรกิจอย่าง Whole Foods ที่ยึดมั่นในโมเดลผู้มีส่วนได้เสีย เชื่อว่าธุรกิจมีเป้าหมายอันสูงส่ง[กว่าการทำกำไรสูงสุด] จะเป็นผู้นำในระบอบเศรษฐกิจ มารอดูกันนะครับ.”
ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนทุกท่าน ที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนถ่ายทอดและร้อยเรียงความคิดของ “คนชายขอบ” ในดวงใจทั้งหลายออกมาเป็นเรื่องราวเดียวกัน อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ที่ได้กรุณาคิดคำว่า “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” แทนหัวข้อเดิม เมื่อเชิญให้ผู้เขียนไปบรรยายซ้ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2550 คุณพิณัฐฐา อรุณทัต และกอปรทิพย์ อัจฉริยโสภณ ที่ได้กรุณาช่วยเรียบเรียงและขยายความบทบรรยายของผู้เขียนให้มีความสละสลวยและอ่านง่ายกว่าบทพูดหลายเท่า และคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และสมาชิกสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจทำงานเพื่อ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ” ในประเทศไทย ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ อยู่ ก็เป็นส่วนเสี้ยวที่เจิดจ้าและจรรโลงสังคมในทางที่มิอาจตีค่าเป็นตัวเงินได้…
พร้อมกันนี้ก็ขอฝากหนังสือเล่มอื่นๆ ของผู้เขียน ไว้ในการพิจารณาของนักอ่านทุกท่านด้วยค่ะ ผู้เขียนเองจะไปงานหนังสือวันนี้ (11 ต.ค.) แทบทั้งวัน (วนเีวียนอยู่แถวๆ สามบูธข้างบนที่ช่วยขายหนังสือให้ สนพ. ชายขอบนั่นแหละ) แล้วก็คงแวะเวียนไปทุกวันสองวันตอนเย็นๆ ไปจนกว่างานจะเลิก ตามประสาหนอนหนังสือที่พยายามสะกดใจตัวเองทุกปีแต่ไม่เคยทำสำเร็จเสียที (รอบนี้ตั้งใจว่าจะซื้อหนังสือน้อยลงให้ได้! เพราะที่บ้านไม่มีที่เก็บแล้ว!)
แล้วพบกันในงานหนังสือค่ะ
Popularity: 7% [?]












November 9th, 2008 at 8:13 pm
เสียดายครับ ไม่ได้ไปซื้อ ฮืออๆๆๆ