September 2nd, 2008
ความเห็นสั้นๆ ต่อสถานการณ์การเมืองไทย & เหตุผลที่สมัครควรยุบสภา
ยังรู้สึกหดหู่ใจกับการเมืองมาก ขอโพสความเห็นสั้นๆ เพื่อแสดงความชัดเจนว่าคิดอย่างไร เพราะตอนนี้เจ้าของบล็อกถูกประณามจากทั้งสอง “ขั้ว” ในสังคมไทยแล้ว ตอนนี้บ้านเมืองเราแตกแยกกันรุนแรงน่ากลัวมากๆ
ก่อนอื่น ในฐานะคนที่เคยไปร่วมชุมนุม “กู้ชาติ” กับพันธมิตรเมื่อปลายปี 2548 (สมัยที่ยังเป็น “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ที่สวนลุมฯ อยู่) ต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2549 ผู้เขียนยังยืนยันและยึดมั่นในสิ่งที่เคยเขียนในบล็อกนี้แล้วว่า เหตุผลหลักที่ไปประท้วงคือ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของทักษิณหมดความชอบธรรมในการบริหารบ้านเมือง เพราะเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง แทรกแซงและครอบงำองค์กรอิสระและกลไกต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตยจนทำงานถ่วงดุล ตรวจสอบ และเช็กบิลไม่ได้เต็มที่ ตัวอย่างโพสก่อนๆ จากช่วงนั้นคือ –
- สนธิ vs. ทักษิณ : ฤาอารมณ์และความเชื่อ จะอยู่เหนือความจริงและเหตุผล
- วัฒนธรรมการประท้วง ประชาธิปไตย และเสรีภาพ
- ความเห็นเกี่ยวกับ “ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ชินคอร์ป”
หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สองปีกว่าผ่านไป พฤติกรรมทุจริตต่างๆ ก็ทยอยขึ้นสู่ชั้นศาล และศาลก็จะทยอยอ่านคำพิพากษาไปเรื่อยๆ
กระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินไป ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการประท้วง จะมีหรือไม่มีการนองเลือด
ตอนนั้นผู้เขียนไม่เคยคิดว่าพันธมิตรฯ มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การเปลี่ยนไปใช้ “ระบอบ” อื่นใดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผู้เขียนเพียงแต่คิดว่าพันธมิตรเป็น “กลไกคัดง้าง” นอกรัฐสภา (หรือที่หลายท่านเรียกว่า “พรรคฝ่ายค้านนอกสภา”) ที่ทำงานได้ดี และช่วยเปิดโปงกรณีไม่ชอบมาพากลทั้งหลายให้สาธารณชนได้รับรู้และตื่นตัว และดังนั้นจึงสมควรสนับสนุน
(จริงๆ ตอนที่พันธมิตรเริ่มอ้างมาตราเจ็ดขอ “รัฐบาลพระราชทาน” ผู้เขียนก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ แล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่คิดมากอะไร เพราะคิดว่าถึงอย่างไรเราก็กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ (ที่ต่อมา กกต. ประกาศว่าเป็นโมฆะ) อยู่แล้ว ถ้าใครจะด่าว่าผู้เขียนตอนนั้น “โง่” และ “ไร้เดียงสา” ที่มองไม่เห็นวาระที่แท้จริงของพันธมิตร ผู้เขียนก็ขอน้อมรับคำด่าแต่โดยดี)
แต่มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของพันธมิตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเปิดโปงและตรวจสอบการคดโกงในระบบอีกต่อไป การประกาศ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตร เท่ากับเป็นการประกาศความต้องการที่จะล้างไพ่หรือล้มกระดานอีกครั้งหนึ่งโดยไม่สนใจว่ากลไกในระบบปัจจุบันกำลังทำงานอย่างไร และความต้องการที่จะ “รื้อระบบ” ใหม่ทั้งยวง ให้เป็นระบบอะไรสักอย่างที่เป็นประชาธิปไตยน้อยลง (เช่น เสนอว่าระบบเลือกตั้งควรเป็นแบบ 70/30 ฯลฯ)
ถ้าจะต้อง “ล้างระบอบทักษิณ” ด้วยการเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยลง ผู้เขียนคิดว่าเราจะได้ไม่คุ้มเสีย และจริงๆ เราก็ไม่ควรจะต้องเลือกด้วย เพราะตอนนี้ศาลก็กำลังทยอยพิพากษาคดีความผิดต่างๆ ที่เกิดในสมัยทักษิณ ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วมิใช่หรือว่า กลไกในระบบอย่างน้อยบางส่วนก็กำลังทำงาน?
การชุมนุมในรอบนี้นั้น แรกๆ ก็ทำท่าว่าจะเข้าท่า เพราะพันธมิตรประกาศต่อต้านความพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ “ฟอก” ความผิดให้กับรัฐบาลชุดก่อน (ซึ่งเป็นจุดยืนที่ผู้เขียนเห็นด้วย คือถึงแม้ว่าจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเทียบกับฉบับปี 2540 ก็ไม่อยากเห็นรัฐบาลแก้เพื่อฟอกใคร)
พันธมิตรจึงมี “ความชอบธรรม” ทางสังคมที่จะชุมนุม และก็น่าปลื้มใจที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก
แต่วันที่พันธมิตรประกาศ “ยกระดับ” การชุมนุมไปเป็นการ “ไล่รัฐบาล” วันเดียวกับที่สมัครประกาศถอนญัตติแก้รัฐธรรมนูญตามที่พันธมิตรต้องการ – นั่นคือวันที่ “ความชอบธรรม” ทางสังคมของพันธมิตรเริ่มถึงจุดเสื่อมถอย
เพราะการเป็น “นอมินี” ให้ใครของรัฐบาลสมัคร ถึงจะน่าเกลียดแค่ไหน ก็ไม่ใช่ความผิดทางกฎหมาย
ประเด็นร้อนที่สุดและมีความไม่ชอบมาพากลที่สุดที่พันธมิตรหยิบขึ้นมาโจมตีรัฐบาล คือประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าขอบเขตที่รัฐบาลทำ “ผิด” จริงๆ นั้น อยู่ตรงไหน (เพราะต้องยอมรับว่าพันธมิตรกระพือเรื่องนี้ไปเยอะมาก) และ “ความผิด” นั้นสมควรต้องทำให้ ครม. ลาออกทั้งคณะเพื่อรับผิดชอบเลยหรือเปล่า
ประเด็นอื่นๆ ผู้เขียนไม่คิดว่ามี “เหตุผล” เพียงพอที่จะใช้เป็นเหตุผลในการขับไล่รัฐบาล จริงอยู่ รัฐบาลนี้ดำเนินนโยบายแย่ๆ หลายเรื่อง และ “หน้าด้าน” ค่อนข้างมากในการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เช่น การแทรกแซงและความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้บริหารของ ธปท. ก.ล.ต. ตลท. ฯลฯ
แต่ “ความร้ายแรง” ของเรื่องเหล่านี้ “แย่” จนถึงขนาดที่ประชาชนควรจะออกมาบุกทำเนียบ บุกทีวี ปิดสนามบิน ฯลฯ เรียกร้องให้นายกฯ ลาออกเลยหรือ?
ใครกล้ายืนยันหรือไม่ว่าระดับการ “ครอบงำ” และ “แทรกแซง” องค์กรอิสระและกลไกในระบบต่างๆ ของรัฐบาลนี้ (รวมทั้งศาลด้วย) เลวร้ายยิ่งกว่าหรือพอๆ กับในสมัยของทักษิณ ชินวัตร ช่วงกลางปี 2548?
ถ้าทักษิณสมัยนั้น “ลุแก่อำนาจ” และครอบงำระบบยิ่งกว่าสมัครสมัยนี้ เหตุใดตอนนั้นการประท้วงของพันธมิตรจึงกระทำอย่างสันติและอหิงสาได้ ไม่เห็นต้องไปบุกทำเนียบ บุกทีวี และการกระทำอื่นๆ ที่เป็น “อนารยะขัดขืน” มากกว่า “อารยะขัดขืน” ไปแล้ว?
ผู้เขียนคิดว่า การดื้อดึงชุมนุมในทางที่ “ไม่เป็นอารยะ” ขึ้นเรื่อยๆ ของพันธมิตร โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่บุกทำเนียบเป็นต้นมานั้น ไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ และไม่มี “เหตุผล” อะไรที่อธิบายได้จริงๆ ยกเว้นแต่เหตุผลข้อเดียวที่ว่า พันธมิตรจงใจยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพื่อ “สร้างเงื่อนไข” ให้ทหารออกมาทำรัฐประหารหรือจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ”
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะเรียกการกระทำที่จงใจเอาชีวิตประชาชนไปเสี่ยงกับความรุนแรง (โดยเฉพาะในเมื่อผู้ชุมนุมหลายคนเป็นคนแก่ เด็ก และผู้หญิง) เพื่อมุ่งไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลนอกกลไกการเลือกตั้ง ว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ได้อย่างไร?
(ประเด็นนี้ผู้เขียนคิดว่าเป็นประเด็นที่แยก “แฟนพันธุ์แท้พันธมิตร” ออกจากกลุ่มอื่นๆ ได้ดี คือแฟนพันธุ์แท้ดูจะไม่สนใจว่าพันธมิตรจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็น เพราะไม่เชื่อว่าประชาธิปไตย “เหมาะสม” กับประเทศนี้อยู่แล้ว อยากได้ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” มากกว่า แฟนพันธุ์แท้จึงคิดว่าถึงอย่างไรพันธมิตรก็มีความชอบธรรม แตกต่างจากผู้สนับสนุนแบบ “แฟนขาจรที่ยินดีร่วมอุดมการณ์เมื่อมีเป้าหมายเฉพาะหน้าตรงกัน” อย่างผู้เขียน ที่พร้อมจะถอนตัวออกจากการชุมนุมเมื่อใดก็ตามที่มองว่าพันธมิตรเริ่มใช้วิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือตั้งเป้าที่ระบอบอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาธิปไตยเจือจางลง)
ถ้าเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ 1) ระงับสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจปะทุได้อีกทุกเมื่อระหว่างคนไทยด้วยกัน อันจะนำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้ออย่างแน่นอน และ 2) หลีกเลี่ยงเงื่อนไขใดๆ ก็ตามที่อาจนำไปสู่การเกิดรัฐประหารหรือรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากข้อแรก)
“ทางออก” ที่ดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ (ซึ่งอาจแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อดูจากนิสัยและพฤติกรรมที่ผ่านมาของสมัครและรัฐบาล แต่อย่างน้อยผู้เขียนคิดว่ามันก็เป็นไปได้ที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ที่เป็น “อุดมคติ” ยิ่งกว่า) คือ สมัคร สุนทรเวช ในฐานะผู้นำรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือ ควรตัดสินใจเสียหน้าและเสียสละเพื่อชาติ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ระบอบประชาธิปไตยจะได้เดินต่อไปได้
ตอนนี้การรักษาเลือดเนื้อคนไทยด้วยกัน สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
อะไรจะเกิดขึ้นในระยะยาว ก็ค่อยมาว่ากันอีกที.
Popularity: 7% [?]










September 2nd, 2008 at 11:35 pm
เห็นจั่วหัวว่าสั้นๆ เลยหลงอ่านตามจนจบเลยครับ :p
ผมคิดว่ามนุษย์เราขับเคลื่อนด้วยอารมย์มาแต่ไหนแต่ไร จะให้ใช้เหตุผลเป็นเรื่องที่ต้องฝึกกันนาน เห็นคุณ Fringer อธิบายที่มาที่ไปของความคิดได้แบบนี้ ขอถือเป็นแบบอย่างเลยนะครับ
September 2nd, 2008 at 11:41 pm
ตรงใจและเห็นด้วยมากครับ
ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่อีกคนหนึ่งครับ
September 3rd, 2008 at 12:08 am
Non-A, non-B and finally non-AB
แบบนี้เค้าเรียก คนหมู่เลือดโอ ครับ
ไม่แดง ไม่เหลือง
ไม่ส้มด้วย
September 3rd, 2008 at 12:19 am
ช่วงเย็นวันนี้ผมลองคิดเล่นๆ ดูว่าถ้าทำให้นายกฯ พ้นสภาพและเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย น่าจะทำให้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรสงบลงได้
แนวทางหนึ่ง (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่?) คือการเร่งรัดกระบวนการทางตุลาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสถานภาพของนายกรัฐมนตรีและคดียุบพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายร่วมรัฐบาล
เร่งรัดไม่ได้หมายความว่าข้ามขั้นตอนนะครับ
อาจจะระดมทรัพยากรตุลาการมาดำเนินการในเรื่องนี้ตามขั้นตอนปกติ แต่ทำกันทั้งวันทั้งคืน มีผู้พิพากษาและพนักงานศาล 3 กะ เหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานกัน 24 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ได้ผลสรุปในเร็ววัน (ซึ่งน่าจะเร็วขึ้นประมาณ 3 เท่าเป็นอย่างต่ำ)
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมว่างานอื่นก็หยุดก่อน มาสะสางคดีพวกนี้แทน
ถ้าผลออกมาว่านายกฯ พ้นสภาพ / พรรคร่วมรัฐบาลถูกยุบไปสัก 2-3 พรรค ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
แต่นี่ก็คงเป็นทางเลือกในอุดมคติอีกนั่นแหละใช่ไหมครับ?
September 3rd, 2008 at 12:24 am
ถูกครับ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ คุณสมัครไม่ควรจะดื้อดึง ควรจะนึกถึงประชาชนไว้ก่อน ส่วนอนาคตก็คงต้องมาว่ากันอีกที ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร
September 3rd, 2008 at 12:51 am
บทความตอนนี้ชัดเจนและตรงกับใจที่สุดแล้วครับ
ขอบคุณที่ช่วยสื่อสารออกมาเป็นตัวอักษรอย่างสละสลวย
ขอบคุณมากๆ ครับ
(ขออนุญาตนำลิงก์ไปเผยแพร่จ้ะ)
September 3rd, 2008 at 2:01 am
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยอมรับว่าเหนื่อยมากที่จะต้องพูดอธิบายเรื่องความคิดของตัวเอง ในจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะไม่ว่าจะพูดด้านไหน อีกฝ่ายก็พยายามผลักเราให้ไปอยู่ในอีกขั้วตรงข้าม..
ทำให้คิดถึงงานของอ.เสกสรรค์ จากหนังสือ “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” ที่ว่า
ตัวตนที่เราสมมุติกันขึ้นมา ทำให้เรายืนประจันทุกอย่างที่ไม่ใช่เรา และทุ่มเทพลังไปสู่ผู้อื่นสิ่งอื่นที่สอดคล้องกับอุปาทานที่ห้อมล้อมสภาวะสมมุติดังกล่าว เช่นนี้แล้ว โลกแห่งอัตตา(ทั้งในระดับปัจเจกและอาจขยายเป็นรวมหมู่) จึงเป็นโลกแห่งความขัดแย้ง เป็นสนามรบเพื่อช่วงชิงฐานะครอบงำ..
ยามใดที่เรารู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูก ยามนั้นหากไม่ระวัง การยึดติดในตัวตนก็จะยิ่งเติบใหญ่ขยายกว้าง และประเด็นที่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นมิจฉาทิฐิได้ …อย่างมากที่สุดก็ได้แค่สูดดมความรู้สึกที่จินตนาการเอาเองว่าเราสูงส่งกว่าผู้อื่น มันเป็นโซ่ตรวนอีกแบบหนึ่งซึ่งแม้จะห้อยแขวนสิ่งที่ดูสวยงามเอาไว้ แต่ก็นับเป็นโซ่ตรวนอันหนักอึ้ง..
ถ้าทั้งสองฝ่ายคิดพิเคราะห์สักนิดว่า ท่ามกลางความแตกต่างทั้งปวงที่เราเผชิญและอ้างถึงอยู่นี้ เรามีสิ่งที่เหมือนกันเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้ ว่าเราต่างก็เป็นเพียงแค่ ฟองเวลา ที่ปุดขึ้นมาแล้ววูบหายไปตามลมหายใจเข้าออกของจักวาล..
September 3rd, 2008 at 2:18 am
ผมเห็นด้วยนะ แต่ก็ยังมีข้อติดค้างในหัว
ผมไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนการปกครอง 70/30 ของ พธม. เพราะนำไปวิเคราะห์ยังไง มันก็แปลกและไม่มีเหตุผลมารองรับเพียงพอเลย
แต่ในขณะเดียวกันผมยังไม่สามารถคิดผ่านไปได้ในกรณีที่เราจะให้เกิดเลือกตั้งใหม่วันนี้ ไม่ว่าพรรคไหนจะได้จัดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะไม่เกิดปัญหาแบบเดียวกันนี้ภายใน 6 เดือน - 1 ปีหลังการจัดตั้งรัฐบาลได้หรือครับ… สุดท้ายมันจะกลายเป็นเกมเลือกตั้งที่เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่างหรือเปล่า เพราะเราแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมแบบนี้มาหลายปีแล้ว
แต่ถ้าเรายอม”เปลี่ยน” ยอมเจ็บสักพักที่จะเดินนอกกรอบที่เคยทำ เพื่อแก้ปมอิรุงตุงนังที่สะสมมาหลายปีที่ผ่านมานี้ แล้วค่อยกลับมาเดินตามรูปตามรอยจะเป็นไปได้หรือเปล่า
ถ้าเราขอใช้เวลาจัดระเบียบและแก้ไขข้อปัญหาค้างคาของตัวเองทั้งหมด เช่น กระบวนการยุติธรรมในตัวทักษิณ และคดีพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงคดีแกนนำพธม. และปฎิรูปองค์กรอิสระให้สามารถตรวจสอบได้จริง และถูกแทรงแซงจากรัฐบาลใดๆ ในอนาคตให้น้อยที่สุด ในกรอบเวลา 1 - 2 ปี ในช่วงกรอบเวลานี้เราอาจจะใช้รัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่ดูเป็นประชาธิปไตยเต็มใบเท่าไหร่ เช่นเดียวกับรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่เรากำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน เพื่อสางปัญหาภายในบ้านที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการมีรัฐบาลแบบแบ่งข้าง เมื่อถึงเวลานั้นเราจึงกลับมาเลือกตั้งอีกครั้ง…
จริงๆ ไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย แต่ผมว่าอย่างน้อยเราก็ไม่ต้องมีรัฐประหารในการได้มาซึ่งรัฐบาลไม่ประชาธิปไตยแบบนี้ แต่ให้แต่ละฝ่ายถอยได้ แล้วแก้ไอปมที่มัีนผูกมัดกันอีรุงตุงนังที่บางครั้งเหมือนจะมีคนมาขัดขวางการแก้ปมเหล่านี้อยุ่เรื่อยๆ
ผมก็ไม่รู้ว่าวิธีที่ว่ามันอุดมคติเกินไปมั๊ย และจะดูขัดใจคอประชาธิปไตยเกินไปหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันเป็นกลางที่สุดเท่าที่ผมเห็นได้ตอนนี้ และอยากลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดูครับ
September 3rd, 2008 at 2:58 am
เป็นบทความที่อ่านแล้วใกล้เคียงความเป็นตัวเองที่สุด อ่าน blog นี้แล้วสบายใจจริงๆ เพราะหลายเรื่องเห็นพ้องต้องกัน แต่การให้สมัครลาออกนี่ คือการแก้เฉพาะหน้าใช่ไหมครับ เอาไว้หลั่งเลือดกันรอบหน้าดีกว่า? ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ข่มขู่กันลักษณะนี้ต่อไปหรือครับ หรือคิดแล้วแต่จะว่าไปแล้วจะให้ทำอย่างไรได้ พูดไปผมก็หาทางออกไม่ได้เหมือนกันแหะ
September 3rd, 2008 at 5:19 am
I’m PAD but not a big fan. I also disagreed with 70/30 and this movement to NBT and Govt House. I thought it’s too early. Samak won’t survive the “รายการชิมไปบ่นไป” case anyway.
I also don’t like the current election system. It doesn’t seem to filter bad people out. For example, the party list, they can put very good looking people on top ten and put suckers after that. Once the result come out, we all get the suckers (ติดร่างแห).
September 3rd, 2008 at 5:36 am
[…] good read http://www.fringer.org/?p=381 . […]
September 3rd, 2008 at 6:48 am
ปัญหาของ Fringer ก็คือมองแต่ในแง่ของตัวบทกฏหมาย จริงอยู่รัฐบาลตอนนี้ยังไม่สามารถเอาผิดในศาลได้เนื่องจากกระบวนการต่างๆ ยังอยู่ในการดำเนินการ แต่ในแง่ของจริยธรรมทางการเมืองแล้ว รัฐบาลชุดนี้ได้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปนานแล้ว พฤติกรรมสามานต์ของตัวนายสมัครและคณะเองนั้นได้ถูกพิสูจน์และเปิดโปงเรื่อยมา ทุกเรื่องนั้นผิดจริยธรรมร้ายแรงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณี การจ้องล้มล้างสถาบันกษัตริย์ การแก้ ร.ธ.น.และโยกย้ายข้าราชการเพื่อล้างผิดอดีตนายก การคอรัปชั่นในโครงการรัฐต่างๆ การเข้าครอบครองตลาดทุน การใช้วาจาและกำลังเข้าข่มขู่ผู้ชุมนุม ฯลฯ อีกมากมาย
ถ้าเข้าใจเรื่องพวกนี้แม้เพียงเรื่องเดียว แล้วคิดว่าประชาชนไม่มีสิทธิออกมาประท้วงต่อต้านขับไล่รัฐบาลแล้ว อย่าเรียกระบบเราว่าประชาธิปไตยอีกเลยครับ ไม่เคยเถียงว่าการประท้วงของพันธมิตรถูกทุกเรื่อง และพวกเค้าไม่ใช่ศาลที่จะมาตัดสินถอดถอนใครได้ แต่เค้าเป็นกลุ่มตัวแทนของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ให้หลุดจากระบบ ‘การเมืองทุนนิยม’ ไปสู่ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่เปลี่ยนขั้วไปพรรค ป.ช.ป. ในแง่กฏหมายนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมอาจดูไม่มีประโยชน์ในสายตา Fringer แต่นี่คือพลังที่แท้จริงที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองเราได้ทั้งหมดด้วยการเรียกร้องหาจิตสำนึกใหม่ให้การเมืองไทย
September 3rd, 2008 at 6:49 am
ถ้าศึกษาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยความรุนแรงไม่สามารถ ช่วยแก้ปัญหาได้ ตอนนี้เราต้องใช้สติและปัญญามาช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่อารมณ์ มาใช้กัน มันทำให้คนไทยทำร้ายกันเองมากกว่า อย่างตอนนี้ต้องให้ผู้นำประเทศเสียสละ หรือ ศาลเขาช่วยแล้วมันจะได้เบาลง เกมการเมืองเราตามนักการเมืองไม่ทันหรอก แต่ต้องห้ามใช้อารมณ์มาตัดสินกัน มันมีแต่จะแย่ลง
ขอบคุณ
September 3rd, 2008 at 6:56 am
ผมว่าหลายคนคงได้เห็นข้อเสีย(ข้อดีมีแต่ผมไม่พูด) ของการร่วมขบวนการที่เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการแล้วนะครับ อยากได้ของอย่างเดียวกัน แต่ด้วยวิธีได้มาที่เราเองก็รับไม่ได้ ผมไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับ คมช. รสช. รัฐธรรมนูญ 50 และ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมก็ไม่ไปร่วมกับนปก ที่วิธีการอุบาว์(พอกับอีกฝั่งหนึ่ง โดยใช้ข้อมูลมั่วซั่วครึ่ง ๆ กลาง ๆ หลอกคนมาเยอะ ๆ) เพราะผมเดาได้ว่า ถ้าคนเข้าร่วมบ่อย ๆ มันเป็น positive feedback อ่ะครับ โดยเฉพาะคนที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีการศึกษาแล้ว ยิ่งไม่ควรร่วมขบวนการที่เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการอ่ะครับ(ถ้าคุณเห็นด้วยกับวิธีการก็ไปร่วมไม่ได้ว่าอะไร) เพราะในที่สุดคนจะเข้าใจแค่ว่า เห็นไหมคนนั้นคนนู้น ฉลาดอย่างนั้นฉลาดอย่างนู้น เรียนจบนั่นนู่นนี่ ยังเข้าไปร่วมเลยเพราะฉะนั้น ขบวนการนี้ดี โดยคนจะไม่สนใจรายละเอียดปลีก ว่าเราเข้าไปทำไม แล้วในที่สุดขบวนการนี้คนก็เพิ่ม ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วในที่สุดก็อ้างความชอบธรรมที่จำนวนคน ไม่ใช่วิธีการ
แต่ผมว่าที่ประกาศ state of emergency ก็เพราะ จะได้เอานปกไปเก็บอ่ะครับ ประท้วงฝั่งเดียวคงไม่มีใครให้ตีด้วย และ ไม่มีใครมาตี อ่ะครับ นั่นคือผมว่าไม่มีคนมาตีกันให้ดูแล้วอ่ะครับ แล้วทหารก็พูดดีนะครับ ว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องคาบเกี่ยวการแสดงออกทางการเมือง
แต่ผมกลับไม่เห็นว่าควรยุบสภาแหละครับ ยุบแล้วยังไงอ่ะครับ พันธมิตรก็ไม่ไปไหนอยู่ดี พันธมิตรก็ยังเรียกร้องอะไร ประหลาด ๆ เหมือนเดิมอยู่ดี ถ้าจะยุบก็ต้องยุบด้วยระบอบรัฐสภา ลงชื่อถอดถอน(หน้ารัฐสภา รวม ๆ ชื่อให้เซ็นแล้วก็กลับบ้านกันไปซะ) แล้วก็ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ/ถอดถอน กันในรัฐสภา หรือทำประชามติก็ว่ากันไป รอศาลตัดสินคดียุบ พปช
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นในหมู่ม็อบทั้งคู่ นั่นคือ ความเกรงใจ คนที่ร่วมประเทศกับพวกเค้าอยู่แต่เห็นต่างจากเค้า(ปิดถนนบ้าบอคอแตกเป็นว่าเล่น ตะโกนเสียงดังหนวกหูชาวบ้าน) และ ความพยายามที่จะเข้าใจ คนที่ไม่เห็นด้วยกับเขา ผมอยากให้มีสองอย่างนี้ ในม็อบทั้งสองฝ่าย แล้วเราก็จะประท้วง ตรวจสอบกันได้อย่างสงบ (ชอบนะมีม็อบนอกสภาเนี่ยแปลว่ามีคนสนใจตรวจสอบอยู่)
วันนั้นเดาพลาดเรื่อง ว่าที่กษัตริย์คนใหม่ดันไม่คว้าโอกาสนี้เพิ่ม rating เสียดายแทนเค้านะเนี่ย
September 3rd, 2008 at 7:14 am
คุณ zzzzzz: ขอโทษจริงๆ นะคะ แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าถ้าคุณอ่านโพสนี้ จะคิดว่าคนเขียนเชื่อว่า “ประชาชนไม่มีสิทธิออกมาประท้วงต่อต้านขับไล่รัฐบาล” ได้อย่างไร เรากำลังพูดเรื่อง “ความชอบธรรม” และ “ความเหมาะสม” ของการที่ผู้ชุมนุมเลือกใช้วิธี “อนารยะขัดขืน” อย่างการบุกทำเนียบ ทุบตี นปก. ฯลฯ ในการ “จัดการ” กับ “ปัญหาทางจริยธรรม” ต่างๆ ของรัฐบาลนะคะ ทำไมคุณต้องกลับไปที่เรื่องพื้นๆ อย่างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมทุกที ในเมื่อเราเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว? และโพสนี้ก็ไม่ได้พูดเรื่องนั้นเลยด้วย (หรือคุณจะมองว่าในเมื่อผู้ชุมนุมมี “สิทธิ” ในการชุมนุม และอยู่ข้างความถูกต้อง ดังนั้นจะชุมนุมแบบไหนยังไงก็ได้? คิดแบบนี้ไม่ตื้นเกินไปหน่อยเหรอคะ)
ส่วนเรื่อง “จิตสำนึกใหม่” นั่นก็เหมือนกัน แกนนำพันธมิตรไม่ได้กำลังทำแค่เรียกร้องจิตสำนึกนะคะ พวกเค้ากำลังเรียกหา “ระบอบการเมืองใหม่” ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยลง และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะทำให้เมืองไทยกลับไปอยู่ใต้อำนาจ “อำมาตยาธิปไตย” แบบล้าหลัง ทำให้เราเดินถอยหลังไปอีกนานเลยนะ ถ้าคุณชอบระบบนี้มากกว่าประชาธิปไตยก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าอำพรางเจตนาที่แท้จริงของพันธมิตรด้วยการใช้ศัพท์สวยๆ อย่าง “จิตสำนึกใหม่” เลยค่ะ
เวลาคุยกับคุณนี่หลายครั้งมีความรู้สึกเหมือนกับพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์เลยค่ะ เพราะคุณไม่ได้คุยบนฐานว่าเราพูดอะไรกันอยู่ …ดูเหมือนว่าทุกครั้ง คุณเขียนความเห็นออกมาจาก “ภาพ” ที่คุณสร้างเองในหัวว่าเจ้าของบล็อกนี้เป็นคนยังไง คิดอะไร ฯลฯ เท่านั้นเอง เราถึงได้คุยกันไม่ไปไหนซักทีไงคะ
คุณ X Saint: ปัญหาคือ ถ้าเรายอมรับ “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือการ “เดินนอกกรอบ” แบบอื่นๆ (ซึ่งก็คิดไม่ออกค่ะว่าจะมายังไง) ที่คุณบอกว่าจะให้เวลาเรา “จัดระบบ” นั้น มันจะมีปัญหาความชอบธรรมในตัวเองทันทีเพราะไม่ได้อยู่ในกรอบ (เหมือนรัฐประหารนั่นแหละค่ะ) เราจะรู้ได้ยังไงว่า “ใคร” ควรมีอำนาจจัดระบบ (และคุณก็รู้ๆ อยู่ว่าสุดท้ายแล้วมันก็กลับไปหา “เทวดา” กลุ่มเดิมอีกนั่นแหละ) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าใช้วิธีนอกกรอบใดๆ ก็ตาม ประชาชนฝั่งที่เชียร์ทักษิณไม่มีทางยอมรับได้เลยค่ะเพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าเป็นฝ่ายที่ “เป็นประชาธิปไตย” (ซึ่งตอนนี้เขาก็เป็นประชาธิปไตยกว่าจริงๆ) ถ้าทำแบบนี้ ความรุนแรงมีแต่จะขยายตัว ทีนี้ นปก. จะได้พรรคพวกเพิ่มอีกมหาศาลเลย
ส่วนตัวเลยมองว่า การยอมรับการเลือกตั้งใหม่ (ที่ซื้อเสียงและมีปัญหาสารพัดนั่นแหละ) เป็นทางออกทางเดียวที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะยอมรับได้และหลีกเลี่ยงความสูญเสียในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยก็เป็นกลไกในระบบ จะพัฒนาจะแก้รัฐธรรมนูญหรืออะไรก็ต้องทำในระบบค่ะ ถ้าคราวนี้พลังประชาชนจะชนะได้เป็นรัฐบาลอีก เราก็ต้องทำใจ (แต่กว่าจะถึงตอนนั้นหลายๆ คดีคงมีคำตัดสินแล้ว นักการเมืองโกงหลายคนน่าจะลงเลือกตั้งไม่ได้ แล้วก็ไม่แน่ สมัครอาจจะไปตั้งพรรคใหม่กับเนวินหรือสมศักดิ์ก็ได้)
คิดว่าประชาธิปไตยที่ “ดี” นั้นมันไม่มีทางลัดหรอกค่ะ ปัญหาของเราคือเราชอบหาทางลัดที่มักง่ายและไม่สนใจหลักการ เราก็เลยไม่ “โต” จริงๆ ซักที
คุณ Tee: การยุบสภาน่าจะเป็นสิ่งที่กดดันให้พันธมิตรเลิกชุมนุมอย่างน้อยก็ชั่วคราวค่ะ เพราะถ้าขืนชุมนุมต่อทั้งๆ ที่รัฐบาลเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ ยอม “ออก” โดยปริยายตามที่พันธมิตรเรียกร้อง ความชอบธรรมของการชุมนุมก็จะเหลือศูนย์จริงๆ แล้วต่อไปหลังเลือกตั้งถ้าอยากชุมนุมอีก เชื่อว่าคนก็จะมาร่วมน้อยลงเรื่อยๆ จนทำให้หมดพลังที่จะเรียกร้องอะไรอีกค่ะ
แต่ที่สำคัญที่สุดคืออย่างที่โพส… ถ้าคุณคิดว่าตอนนี้การรักษาชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์และหยุดสร้างเงื่อนไขให้ “เทวดา” มาแก้ปัญหาให้เราอีกนั้นเป็นเป้าหมายที่เร่งด่วนที่สุด เชื่อว่ารัฐบาลต้องยอมเสียสละค่ะ เพราะเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือ และก็ชัดเจนแล้วว่าแกนนำพันธมิตรไม่ยอมเข้ามอบตัวตามที่ศาลสั่ง (คือพวกเขาไม่ยอมรับระบบนี้แล้วไง เพราะมองว่ามัน “เลวเกินแก้” ไปแล้ว)
คุณ tee: ใช่ค่ะ คิดว่าการยุบสภาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง แต่มันก็ต้องแก้ ไม่งั้นจะแย่กว่านี้หลายเท่า ถ้าเรามัวแต่หาทางออกที่จะ “ดี” ในระยะกลางหรือระยะยาวด้วย ปัญหาเฉพาะหน้าก็อาจบานปลายจนสายเกินแก้ไปเลย
แล้วก็ ไม่คิดว่ามีหรอกค่ะทางออกแบบ “ทางลัด” ที่จะทำให้ทุกอย่าง “จบ” เพราะความขัดแย้งรอบนี้เป็นความขัดแย้งขั้นพื้นฐานระดับ “หลักการ” ของประชาธิปไตยเลยทีเดียว มันไม่หายไปไหนง่ายๆ หรอก กว่าจะ “จบ” ได้จริงๆ คงใช้เวลานานหลายปี และอาจจะต้องผ่านการปะทะกันจริงๆ เสียก่อน
September 3rd, 2008 at 9:23 am
เห็นด้วยกับคุณ fringer ต้องยุบก่อนเพื่อหยุดความรุนแรงการเสียเลือดเนื้อ เห็นด้วยกับคุณ natsima “ทางเลือกในอุดมคติ” อิอิ ต้องเปิดเป็นโรงงานใช้แรงงาน (นรก) ซะก่อน เพื่อเร่งสะสาง แต่ไม่ใช่ลัดหรือข้ามขั้นตอน ถ้าผลปรากฎเร็วขึ้นสักสามเท่า ก็บรรเทาบรรยากาศไปได้นะ
September 3rd, 2008 at 9:59 am
อืม มานึกอีกทีการข่มขู่ของพันธมิตรลักษณะนี้อาจไม่เกิดในรัฐบาลสมัยหน้า เพราะความชอบธรรมจะลดลงไปอีก แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันเพราะกลุ่มแฟนเหนียวแน่นขนาดนี้
ผมอยากให้คุณ fringer ช่วยวิเคราะห์หน่อยอ่ะครับว่า จุดยืนของพันธมิตรเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้นหรือ แต่ก่อนนี้ผมติดตามทั้งเมืองไทยรายสัปดาห์แและยามเฝ้าแผ่นดิน สนธิยังยืนยันเสมอว่าจะขอทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้าน แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น
มีเรื่องจะบอกคุณ Tee ครับ (T ใหญ่) เว็บ http://www.growlichat.com/blog/2008/08/27/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8F/ เป็นของคุณใช่ไหมครับ ผมพยายามจะ post ข้อความมัน error ว่า
get_list: Failed to get blacklist entries of type: rbl_server_uri. Query: SELECT * FROM `sk2_blacklist` WHERE `type` = ‘rbl_server_uri’
SQL error: Lost connection to MySQL server during query และยาวๆ
แค่จะ post ว่าผมสนับสนุนความคิดนั้น และแจ้ง bug มาเพื่อทราบ
September 3rd, 2008 at 10:45 am
เห็นด้วยว่าข้อหา “กบฏ” นี่มันแรงเกินไปมากจริงๆ และ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี่ก็เป็นกฎหมายห่วยๆ ที่ไม่ควรผ่าน สนช. เลยตั้งแต่ต้น คิดว่าเป็นกฏหมายที่แย่ที่สุดแล้วที่ผ่านสมัย คมช. ครองเมือง ดีที่มีคนออกมาคัดค้านเปิดโปงร่่างกฎหมายนี้เยอะมาก ไม่อย่างนั้นกฎหมายจะเลวกว่านี้อีก (ร่างแรกๆ ของกฎหมายนี้มีเรื่องงี่เง่าที่ไม่น่าเชื่อว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ทั้งหลายใน สนช. ที่อ้างว่าสนับสนุนประชาธิปไตยจะเห็นดีเห็นงามด้วยเลย เช่น มีข้อยกเว้นให้ทหารที่บังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ต้องรับมีความผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ให้ใครฟ้องขึ้นศาลได้!)
พันธมิตรทำไม่ถูก แต่รัฐบาลเองก็ทำแต่เรื่องแย่ๆ ที่ยั่วยุให้คนโกรธแค้นขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เฮ่อ เวรกรรมของประเทศไทย
September 3rd, 2008 at 11:19 am
ผมลองโพสต์แล้วมันขึ้นอ่ะครับ แต่เดี๋ยวดูให้ครับ
September 3rd, 2008 at 12:53 pm
ผมเพิ่งฟังคำสัมภาษณ์ของคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งใน 5 แกนนำ ว่า ต่อให้สมัครลาออก, แต่เอาคนอื่นในพรรคร่วมปัจจุบันขึ้นมา, หรือเปลี่ยนขั้วแต่พิจารณาแล้ว(ในความเห็น พธม.) ว่าไม่ดี ก็จะประท้วงต่อ
ส่วนตัวในขณะนี้ ผมเชื่อว่า ต่อให้สมัครลาออก, ยุบสภา ก็เพียงแต่จะชะลอปัญหาและการปะทะกันออกไปในอนาคตเท่านั้น
“คนชั้นกลาง” ในที่นี้หลายท่านอาจไม่เคยฟังวิทยุชุมชน ที่กระจายเสียงไปยังชนชั้นล่าง จะพบว่าอารมณ์ของพวกเขา ไม่น้อยกว่ากลุ่ม “คนชั้นกลาง” ที่กำลังชุมนุมที่ทำเนียบหรอกครับ
สถานการณ์คราวนี้ไม่เหมือน 14 ตุลา, 17 พฤษภา ที่เป็นเรื่องของ “ประชาชน” และ “รัฐบาล” โดยตรง แต่เป็นเรื่องของ มวลชนแต่ละกลุ่มซึ่งแตกแยกอย่างร้าวลึก
ขออภัยนะครับที่ผมไม่มองว่ามีทางออกที่เราพึงใจเท่าใดนัก
September 3rd, 2008 at 12:59 pm
with all due respect นะครับ
ไม่ว่าจะมองการเมืองช่วงนี้อย่างไร ผมก็ไม่สามารถมองให้หยุดแค่เพียงสะพานมัฆวาน ทำเนียบ ยุบสภา หรือลาออก ได้จริงๆ
เพราะถ้าถือว่า “ตรรกะ” ที่ว่าพันธมิตรไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นจริงแล้ว
คำถามต่อไปก็คือ “ใคร” ที่จะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของพันธมิตร
โดยไม่ต้องถกเถียง ทั้งพันธมิตรและรัฐบาล (ระบอบทักษิณ) ต่างก็ทำสิ่งแย่ๆด้วยกันทั้งนั้น
แต่คำถามที่ต้องคิดให้หนักต่อไปก็คือ “ใคร” ที่อยู่เหนือ “ตัวหมาก” เหล่านี้
ทำไมพันธมิตรจึงเสนอการเมืองใหม่ ?
หากการเมืองใหม่เกิดขึ้นจริง แล้วใครจะได้ประโยชน์ ?
เราเห็นกันชัดๆแล้วว่า “ระบอบทักษิณ” เลวร้ายอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากมันบ้าง แต่เราเห็นหรือยังว่า “ระบอบพันธมิตร” เป็นเช่นไร ?
ถ้าเราไร้เดียงสาเกินไปที่จะมองเห็น “วาระซ่อนเร้น” ของพันธมิตรภาค 1 ที่ออกมาเรียกร้องนายกฯมาตรา 7 ในวันนั้น ผมคิดว่าวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วที่คนไทย ควรมองให้เห็น “วาระซ่อนเร้น” ของทุกฝ่าย เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเช่นวันนี้ ที่เราต้องเสียใจที่มองไม่เห็นวาระซ่อนเร้นของพวกเขาในวันนั้น
แน่นอนว่าการ “รู้ทันทักษิณ” เป็นสิ่งสำคัญ
แต่การรู้ทัน “พันธมิตรและใครบางคน” ก็สำคัญด้วยเช่นกัน
บางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เราเห็นง่ายๆในสังคมทุกวันนี้ เป็นเพียงการสู้รบกันของ “หมาก” บนกระดานเท่านั้น
ฐานล่างของภูเขาน้ำแข็ง ยังคงจมอยู่ใ้ต้น้ำ และมีขนาดใหญ่กว่ายอดภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นมากมายนัก …
September 3rd, 2008 at 1:10 pm
รู้จักคูรสฤณีครั้งแรกจาก GM ตุลาคม 2006 และได้ติดตามงานเงียนทางบล็อกเป็นระยะๆ รวมถึงพ็อคเก็ตบุ๊ค (มีไม่ครบและยังไม่ได้อ่าน)ได้อ่านการตอบความเห็นในเอนทรีก่อนหน้าและเรื่องในเอนทรีนี้ ถ้าเปรียบการแสดงความเห็นของคุณสฤณีเป็นดั่งแว่นขยาย ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้นเป็นแว่นขยายที่ “ใส” และ “คมชัด” มีอคติในการแสดงความเห็นน้อยมาก มีการจัดระบบความคิดและการให้เหตุผลที่ดีสมราคา เศรษฐศาสตร์บัณฑิตจาก Harvard และ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิตจาก Stern NYU
ต้องการจะโพสท์บอกว่าขอเป็นกำลังใจให้ผลิตงานแสดงทัศนะดีๆ ต่อไป
September 3rd, 2008 at 1:22 pm
การตอบความเห็นในเอนทรีก่อนหน้าคือ “ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ”
ขออภัยที่กระโดดข้าม
September 3rd, 2008 at 1:35 pm
พันธมิตรเคยเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ค่อนข้างหลวมนะครับ ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าแต่สองปีก่อน เป็นแค่ขบวนการไม่เอาทักษิณและรังเกียจคนโกง
แต่ตอนนี้พอรวมเอากลุ่มต่างๆเข้ามามากๆ ดูเหมือนสิ่งที่ขบวนการอยากได้มันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ: ปฎิเสธ ทุนนิยมและการแปรรูป (คุณรสนา มหาจำลอง และสหภาพ) ปฎิเสธการกระจายสวัสดิการบางอย่าง (กลุ่มหมอกับ 30 บาทรักษาทุกโรค)จนตอนนี้ เป็นการปฎิเสธ ประชาธิปไตยไปเลย (ประชาชนทั้งประเทศเลือกได้แค่ 30% จริงๆถ้าได้แค่นี้ก็ไม่ต้องเลือกหรอกครับ)
ถ้า agenda รวมๆเป็นแบบนี้ต่อให้รัฐบาลใหม่เป็นประชาธิปัตย์มันก็ไม่จบหรอกครับ
September 3rd, 2008 at 2:30 pm
คุณ Observer & สหายสิกขา: เห็นด้วยกับทั้งหมดที่พูดมานะ ถึงได้พยายามเขียนเน้นว่า การยุบสภาเป็น “ทางออกฉุกเฉิน” ที่ไม่ใช่ทางออกจริงๆ และไม่ได้ทำให้อะไร “จบ” ด้วย (เพราะอย่างที่บอกว่า มองไม่เห็นทางออกอะไรที่ ideal & practical เหมือนกัน) แต่ก็ยังดีกว่าทำอย่างอื่นหรือไม่ทำอะไรเลย ถ้าคุณเห็นด้วยว่าเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดของเราตอนนี้คือ ทำอย่างไรไม่ให้คนไทยด้วยกันยกพวกตีกันจนตายอีกในอนาคตอันใกล้เท่านั้นค่ะ เพราะยิ่งปล่อยไป ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์แบบวันก่อนก็มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนก็จะ “เลือกข้าง” กันไม่หยุด และเลือดขึ้นหน้าแบบไม่ฟังเหตุผลกันแล้ว ในฐานะที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ สมัครควรเสียสละยุบสภาเพื่อป้องกันการนองเลือดค่ะ
นอกจากนี้ การยุบสภาจะเป็นการบังคับให้ “ขุน” ที่อยู่เหนือ “เบี้ย” ทั้งหลาย (ถ้า “ขุน” กระโดดลงมาเล่นจริงๆ นะคะ) ต้องเดินตาม “เกม” ในระบบไปอีกสักพักด้วย (อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะมีรัฐบาลใหม่) …เพราะอย่าลืมว่า “ขุน” ก็อาจมีฝีมือในการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงเหมือนกัน การยกพวกตีกันวันก่อนอาจเป็นการ “จัดฉาก” ของตัว “ขุน” เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิด “ทางออกนอกระบบ” อย่างเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ได้ค่ะ
คุณ kilroy: ขอบคุณที่ชมนะคะ แต่ไม่ต้องยกสถาบันที่จบมาก็ได้ค่ะ อาย ฮ่าๆ (ซื้อหนังสือก็พอแล้ว
) เพราะคนที่จบสถาบันเดียวกันมีความหลากหลายมาก คนที่ไม่ชอบประชาธิปไตยก็มี คนที่คิดเก่งกว่าก็เยอะแยะไปแต่หลายคนไม่มีเวลาเขียนหรือไม่ก็ไม่ชอบเขียนเท่านั้นเอง
คุณ tee & Man: วันหลังจะลองเขียนวิเคราะห์ “การเปลี่ยนไป” ของจุดยืนพันธมิตรดู แต่เห็นด้วยกับ Man และคิดว่าเหตุผลหลักๆ ของ “การเปลี่ยนไป” นั้นคือ พอประท้วงไปได้ถึงจุดนึง แกนนำพันธมิตรก็ตกลงกันว่า “โหนกระแส” นิยมสถาบันเจ้าและพวกจารีตนิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “รับ” แนวคิดหลักๆ ของฝ่ายนั้นมาเป็น “เป้าหมาย” ในการเคลื่อนไหวของตัวเองด้วย ถึงจะระดมคนได้ (เพราะมันสร้าง “ความแตกต่าง” จาก “ทุนสามานย์” แบบทักษิณได้ชัดเจนว่าเป็นคนละขั้ว) ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเสียดายค่ะ เพราะพันธมิตรก็มีเอ็นจีโอที่ไม่น่าจะเป็นพวก “อนุรักษ์นิยมจ๋า” (เช่นคุณพิภพ ธงไชย สุริยะใส กตะศิลา ฯลฯ) เป็นแกนนำอยู่หลายคน แต่กลับทัดทานกระแสโหนเจ้าของสนธิและจำลองไม่ได้เลย …จริงๆ ลองอ่านบทความวิเคราะห์ในเว็บประชาไทดูสิคะ เพราะมีหลายคนวิเคราะห์ได้น่าสนใจและรู้อะไรๆ มากกว่าเจ้าของบล็อกนี้หลายเท่า
September 3rd, 2008 at 3:10 pm
รบกวนคุณ fringer ชี้แจงด้วยว่าการแก้ปัญหาโดยใช้ “ทางออกฉุกเฉิน” อย่างการยุบสภาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมทีุ่สุดด้วยเหตุผลใด
ที่อยากทราบความเห็นเรื่องนี้ก็เพราะฝ่ายพันธมิตรได้ยืนยันหนักแน่นอยู่แล้วว่าจะยังคงชุมนุม (หรือรวมตัวกันชุมนุมอีกหลายครั้ง) หากผู้ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ “ไม่เหมาะสม” ในสายตาของเขา
ฉะนั้น การใช้ “ทางออกฉุกเฉิน” ตามที่นักวิชาการหลายๆ ท่านเสนอ มันต่างกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบไทยๆ ที่เคยทำกันมาอย่างไร?
โดยส่วนตัวมองว่า วิธีนี้ก็แค่วิธีการ “เลื่อน” เวลาการนองเลือด(คำที่คุณ fringer ใช้) ออกไประยะหนึ่งเท่านั้น และเหตุการณ์ชุมนุมก็น่าจะเกิดอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะคาดการณ์ได้เลยว่า นักเลือกตั้งที่จะกลับมาอีกครั้งคือกลุ่มใด
ขอรบกวนเพียงเท่านี้ ด้วยความเคารพ
September 3rd, 2008 at 3:20 pm
คุณ ผู้สังเกตุการณ์: การยุบสภาไม่แตกต่างอะไรเลยค่ะกับวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบไทยๆ ในอดีต ก็เพราะมันเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ยืนยันว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลยค่ะ (และดีกว่าถ้ารัฐบาลจะยืนกระต่ายขาเดียวอ้างว่าฉันทำถูกกฎหมาย ฯลฯ ไปเรื่อยๆ เลยด้วย) ถึงแม้ว่าพันธมิตรอาจจะชุมนุมต่อจริงๆ ถ้ายุบสภา (ตามที่พวกเขาประกาศ) แต่อย่างน้อย “ความชอบธรรม” ในการชุมนุมของพวกเขา (ซึ่งตอนนี้คิดว่าเป็นศูนย์แล้้ว) จะลดลงจนติดลบ เพราะการยุบสภาเป็นการ “คืนอำนาจ” กลับไปสู่มือประชาชนแล้วตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าแกนนำพันธมิตรดื้อดึงไม่ยอมรับ ก็แปลว่าไม่ยอมรับมติมหาชน ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนค่ะ
(เหตุผลเดียวที่พันธมิตรอาจยกมาอ้างหรือกลบเกลื่อนจุดยืนไม่เอาประชาธิปไตย เพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับตัวเอง คือต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกในระบบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นศาล ฯลฯ พิกลพิการทำงานไม่ได้ไปหมดแ้ล้ว ซึ่งมันก็ไม่เป็นความจริงแน่ๆ ค่ะ เพราะเราก็เห็นแล้วว่าศาลไม่ได้ถูกครอบงำ (ในบางคดีศาลตัดสินแบบ “ตุลาการภิวัตน์” เอียงเข้าข้างพันธมิตรจนเกินเลยด้วยซ้ำไป) ดังนั้นถ้ายุบสภาไปแล้วพันธมิตรยัง “ไม่เอา” อีก ทุกคนก็น่าจะเห็น “ลิ้นไก่” แล้ว)
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าการยุบสภาอาจเป็นแค่การ “ชะลอ” การนองเลือด อย่างน้อยมันก็เป็นการ “แสดงสปิริต” ของสมัครและรัฐบาลนี้ ว่ายินดี “เสียสละ” อำนาจเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน (ส่วนจะปกป้องได้จริงๆ หรือเปล่าตอนนี้คงไม่มีใครตอบได้ แต่ไม่ควรเอาความไม่แน่นอนตรงนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ทำค่ะ)
ถ้าใช้ภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ การยุบสภาเป็นการ “เพิ่มต้นทุน” ให้กับคนที่คิดจะใช้ “กลไกนอกระบบ” มาตัดสินปัญหาบ้านเมืองของเราค่ะ (เพราะเท่ากับบอกว่า นี่ไง ระบบเราเปิดช่องให้คุณแล้ว ถ้าคุณยังปฏิเสธมันอีก ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่อยากได้ประชาธิิปไตย ไปอธิบายกับประชาชนเอาเองนะ)
เห็นด้วยทุกประการว่าการยุบสภาก็เป็นเพียงการ “เลื่อน” การนองเลือดออกไปเท่านั้น แต่เลื่อนได้ก็ดีกว่าไม่เลื่อนไมใช่หรือคะ?
ในสถานการณ์ที่เราไม่มีตัวเลือกในอุดมคติ รัฐบาลมี “หน้าที่” ปกป้องชีวิตประชาชนและประคับประคองระบอบประชาธิปไตยค่ะ ถ้ารัฐบาลมีความรับผิดชอบจริงๆ จะต้องทำหน้าที่นี้ให้ถึงที่สุด ถึงแม้ว่าตัวเองอาจจะไม่ได้ทำอะไร “ผิด” ในแง่กฎหมายเลยก็ตาม
September 3rd, 2008 at 3:57 pm
นายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า
..ในหลวงทรงร้องให้..เห็นบ่อย
ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย
รู้จำคำว่าว่า’หน้าที่’มากกว่า’สิทธิ’
เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ…จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้…ให้มาตลอด
เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่
เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง… ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย
กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน
อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระ
พลานามัยที่แข็งแรง…เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า
.ในหลวงทรงร้องไห้
ความสุขของพระมหากษัตริย์
หนึ่งปีที่ผ่านมา
เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง
คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ
หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที
วันนั้น
ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเรา
ได้
แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ
ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ
พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
….สิบสองปีที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป
ในขณะเดียวกัน
สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม
พระราชชนนี
ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ
และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ
เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? …. 34 ปีที่ผ่านมา
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด
วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล
เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน
ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า
‘ คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ‘
คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า
“คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน”
และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า
“เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?”
ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ
ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น ‘SOUL OF THE NATION’
หรือ“จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ” ยังจำกันได้ไหม?
แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่
เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด
เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส
เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ “สิทธิ” แต่ลืมคำว่า “หน้าที่”
เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้
เราสร้าง “กฎหมู่” ให้เหนือ “กฎหมาย”
เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย
เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่
เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?
แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง
สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะ
เหรอ
80 ชันษาของพระองค์ท่าน
หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ
ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80
ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ
ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์
พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ
ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้
ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม
ด้วยข้าราชบริพาร
หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ
เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน
รู้จักความ พอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง
แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา?
September 3rd, 2008 at 7:07 pm
บอกตรงๆ ผมอ่านประชาไทอยู่เป็นประจำอยู่แล้วแต่ประชาไทก็เสนอด้านเดียวเช่นกัน (ยังไม่รวมพวกแสดงความคิดเห็น) ทุกวันนี้แค่เห็นหัวข้อก็รู้แล้วครับว่าเนื้อในจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมว่าประชาไทก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
September 3rd, 2008 at 7:57 pm
ผมชอบคำว่า “การเมืองใหม่” กับ “จิตสำนึกใหม่” มากๆครับ
ชอบที่ว่าความจริงสิ่งที่พันธมิตรมาใช้อธิบายมันกลับเป็นการเมืองเก่า และจิตสำนึกที่เรียกได้ว่า เก่ามากๆ
จะเอานายกแต่งตั้ง จะเอาสภาทหารกับข้าราชการ จะไม่ให้มีตลาดทุน จะต้องลงโทษฝ่ายตรงข้ามให้ทันใจกว่า ให้ถึงใจกว่าการผ่านกระบวนการศาล
ขอโทษเถอะครับ นี่มันสมัยนายกธานินทร์รึเปล่า 30 ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยนะครับ
ที่สยองไปใหญ่คือขวาพิฆาตซ้ายกับขวาพิฆาตทักษิณนี่เป้าหมายต่างไปแต่กระบวนการเหมือนเดิมเลยนะครับ พวกคนวางแผนเคลื่อนกำลังก็คนเดิมๆ…
September 3rd, 2008 at 9:16 pm
ใช่หรือไม่ว่า ข้อเรียกร้องจากสารพัดนักวิชาการและองค์กรต่างๆ ให้นายกฯลาออกหรือยุบสภา คือการยอมจำนนต่อกฎหมู่ ?
คือการละเมิดหลัก Majority Rule คือการล้มหลักประชาธิปไตย คือการยอมให้พันธมิตรฯ -กลุ่มคนส่วนน้อย-กำหนดชะตากรรมของไทย
เมื่่อครั้งไล่ทักษิณ พันธมิตรฯว่า ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่ทักษิณ ทักษิณออกไปคนเดียว ก็จบ –ถึงวันนี้ จบไหมครับ ??
บนเวทีพันธมิตรฯประกาศว่า 1.ให้สมัครลาออก+ไม่เอาคนจากพปช. 2.ไม่แก้รธน.50 3.เอาการเมืองใหม่
สมัครไป สมชาย หมอเลี๊ยบ บรรหาร ก็ไม่เอา ต้องอภิสิทธิ์
เรากำลัง-ละทิ้งระบอบประชาธิปไตย-ละทิ้งหลักนิติรัฐ-เพียงเพื่อจะเอาใจพันธมิตรฯให้เลิกชุมนุม ใช่หรือไม่ ???
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันบุกโปแลนด์ อังกฤษ-ฝรั่งเศษไม่ต่อต้าน หวังว่านาซีจะพอใจและหยุดแค่นั้น ผล-ไม่จบ ???
หนทางคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องลดทิษฐิมานะ เข้าสู่โต๊ะเจรจาประนีประนอมกัน ตกลงกันให้ได้ด้วยสันติวิธี
ผมแปลกใจมาก ที่่สารพัด-องค์กร NGO-นักวิชาการ-อจ. ออกมาเรียกร้องให้นายกฯลาออกหรือยุบสภากันใหญ่ นั่นเป็นเพราะ พันธมิตรฯ จับไทยเป็นตัวประกัน ใช่ไหม?
….
เห็นคนชายขอบ ออกมาเปิดใจแล้ว แต่กลับไปเรียกร้องให้ยุบสภา เสียนี่
เฮ้อ -แต่นั่นอาจเป็นการเต้น ตามเพลงของพันธมิตรฯ ?
ที่มา - http://arayachon.org/sansab/20080903/637
September 3rd, 2008 at 10:31 pm
เชื่อว่าตอนนี้เราจำเป็นต้อง “เต้น” ตามเพลงของพันธมิตรถ้าคุณคิดว่าผู้ชุมนุมไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็เป็นผู้บริสุทธิ์ที่กำลังเป็น “หมาก” ในการ “สร้างเงื่อนไข” ที่จะนำไปสู่การล้มกระดานแบบนอกเกมอีกครั้งหนึ่ง และถ้าคุณเชื่อว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องชีวิตประชาชนและระบอบประชาธิปไตย เหนือสิ่งอื่นใด (รวมทั้งความชอบธรรมของตัวเองด้วย ..ถึงได้ใช้คำว่า “เสียสละ” ไงคะ) การยุบสภาไม่ใช่สิ่งที่อยู่ “นอกระบบ” นะคะ ไม่ใช่การ “ล้มหลักประชาธิปไตย” แน่นอนด้วย การยุบสภาเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน ผิดหลักตรงไหนเหรอคะ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้อยากเลือกสมาชิกของรัฐบาลนี้กลับมาบริหารประเทศอีก พวกเขาก็ทำ่เช่นนั้นได้ในวันเลือกตั้ง อย่าลืมว่ารัฐบาลตั้งหลายชุดที่ผ่านมายุบสภาด้วยเหตุผล “งี่เง่า” กว่านี้เยอะแยะ (อย่างตอนที่ทักษิณยุบสภาหนีการซักฟอกเป็นต้น)
ที่บอกว่า “หนทางคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องลดทิษฐิมานะ เข้าสู่โต๊ะเจรจาประนีประนอมกัน ตกลงกันให้ได้ด้วยสันติวิธี” นั้นมันก็ฟังดูดีอยู่หรอกค่ะ แต่มี “ความเป็นไปได้” ขนาดไหนคะ? ถ้าจะให้ชัดกว่านั้นคือ - ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจยอมมานั่งโต๊ะเจรจากัน คุณคิดว่าพันธมิตรจะยอม “ประนีประนอม” แบบไหนเหรอคะ คิดว่าไม่มีทางที่จะได้ “ข้อตกลง” อะไรเลยนะ
ตอนนี้สถานการณ์เราคับขันมากๆ จนไม่สามารถ “เลือก” ทางออกประเภท “อุดมคติที่ฟังดูดีแต่ไม่มีวันเป็นจริง” ได้เลยค่ะ …เพราะถ้าเรา “เลือก” ทำอะไรที่เป็นไปไม่ได้จริง มันก็มีค่าไม่ต่างจากถ้าเราอยู่เฉยๆ ไม่ได้เลือกอะไรเลยแม้แต่น้อย :/
September 3rd, 2008 at 10:45 pm
[…] นอกจากนี้ ความเห็นสั้นๆ ต่อสถานการณ์การเมืองไทย & เหตุผลที่สมัครควรยุบสภา ของคนชายขอบ ก็เป็นอีกที่หนึ่งในตอนนี้ที่ผมแนะนำให้ไปอ่านกันมากๆ ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณ fringer มากๆ อ่าน comment อาจารย์ @jittat แล้วเห็นอะไรชัดขึ้นมากครับ แต่เห็นต่างนิดหน่อยครับ คือผมอ่านแล้วเข้าใจว่า เราควรจะตั้งกรอบก่อน ค่อย dabate กัน แต่ผมคิดว่าเราเริ่มด้วยการตั้งกรอบไม่ได้ (– จะเอากรอบอะไรมา ก็ต้องใช้อีกกรอบลึกลงไปมาตัดสินอีก) วิธีเดียวที่จะตั้งได้ก็คือ คุยกันก่อนเพื่อเอากรอบเดิมของแต่ละคนมาดูกัน แล้วเรียนรู้-ตีค่ากันไป คุยๆ กันไปเพื่อให้อยู่ๆ อีกคนย้ายมากรอบเรา หรือปิ๊งไอเดียเกิดกรอบใหม่ที่ใช้ร่วมกัน ตราบใดที่ยังไม่อยู่กรอบเดียวกัน ก็ไม่ได้ข้อสรุป ก็ต้องเรียนรู้กรอบของแต่ละคนกันไป (ถ้าขี้เกียจจะรอให้มาอยู่กรอบเดียวกัน ก็โหวต) ทุกคนที่นี้ไม่ได้อยู่ในกรอบเดียวกัน ก็ได้มาแลกเปลี่ยนตีค่ากรอบของแต่ละคน ซึ่งก็ขอบคุณมากครับ ผมเรียนรู้อะไรเยอะโคตรเลย ปล. ผมนับถือความ harsh ของ @mk กล้าดีครับ ขอคารวะ แต่ก็นับถือ @เนย @mikey และคนอื่นๆด้วยที่ประทานความรู้ความเข้าใจมาให้ […]
September 3rd, 2008 at 11:45 pm
เห็นด้วยอย่างที่สุดค่ะ กับที่ว่า ประชาธิปไตยไม่มีทางลัด และ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเคารพ สิทธิและเสียง ของคนอื่นๆ ในสังคมที่เค้าตัดสินใจเลือกแล้ว ไม่ว่าการเลือกนั้นจะทำด้วยเหตุผลใด
September 4th, 2008 at 12:06 am
ชอบข้อความที่ยกมาของคุณ tentty ( fringer.org/?p=381#comment-192605 ) มากๆค่ะ
สุดท้ายชีวิตคนเรามันก็แค่นี้
September 4th, 2008 at 12:18 am
ผมเห็นว่า สส. เป็นตัวแทนของเราแค่การออกเสียงเท่านั้น
แต่กลับไม่ได้เป็นตัวแทนที่สามารถดูแลภาษีของเราได้
ผมว่าปัญหามาจากเงินภาษีที่เราเสียไป แล้วโดนนักการเมืองโกงกิน
ยิ่งโกงไปแล้วไม่ได้ทำอะไรให้พื้นที่ของเราพัฒนา
ผมสงสัยว่ามีประเทศไหนบ้างไหมครับที่เราสามารถเลือก สส.
ที่จะมีดูแลเงินภาษีของเราได้บ้าง
คือเงินภาษีเรา เราน่าจะเลือกได้สัก 30% ว่าให้ สส. คนนี้ดูแล
เค้าสามารถเอางบประมาณตรงนี้ไปพัฒนาพื้นที่ที่เค้าเป็น สส. ได้เลย
ส่วนที่เหลือ ก็ถือว่าเรายังอยู่ในประเทศไทย ก็ถือว่าจ่ายค่าบริการสาธารณะไป
ถ้า สส. โกงแม้ว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนจนเอาผิดได้
แต่ถ้ามีคนรู้ เค้าจะได้ไม่เลือกให้ สส. คนนั้นดูแลเงินภาษีของเรา
ถ้าคนต่างจังหวัด มาทำงานใน กทม. อาจจะย้ายที่อยู่ด้วย
แต่อยากให้ สส. ที่บ้านตัวเองเอาเงินไปพัฒนาภูมิลำเนาก็ทำได้ด้วย
คล้ายๆโครงการสำนึกรักบ้านเกิดอะไรอย่างนั้น
เพียงแต่ถ้าเรากลับภูมิลำเนาไป ไม่งานอะไรที่เราถนัดทำ ก็เป็นเงินภาษีทำแทน
ในเมื่อเราต้องเสียภาษีกันทุกปีอยู่แล้ว ตอนเสียภาษีนั้นแหละ
ระบุไปเลยว่าเราอยากให้ สส. คนไหนดูแลเงินภาษีของเรา
คิดว่าแนวคิดนี้พอจะเป็นไปได้ไหมครับ?
September 4th, 2008 at 12:44 am
and what happen after samak resign?
if PPP wins?
or wait till someone disband PPP?
Or if PPP back then make a greater mob than latest time?
Sound bs. IMHO
September 4th, 2008 at 12:50 am
In case you didn’t see this.
http://killerpress.wordpress.com/2008/09/03/%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84/
PAD is not violence, ha s_cks.
September 4th, 2008 at 7:17 am
Khun rathwjj: if you continue to make comments that make it clear you didn’t even read what I wrote (and watch the video that I link), I’ll just ignore your comments na ka. I’m sorry, but it is pointless to talk with someone who’s not even listening to what I say (strangely enough and quite amusingly, you are almost like Khun zzzzzz in the way you are argue, except that the two of you are from totally opposite sides
)
คุณ Gaiz: เท่าที่ทราบ จริงๆ แล้วหลายประเทศไม่ได้ทำแบบที่คุณว่ามาเสียทีเดียว แต่ ส.ส. ของเขาก็มี “อำนาจ” การคุมเงินที่จะลงไปพัฒนาท้องถิ่นน้อยกว่า เน้นการทำหน้าที่ในระดับนโยบายมากกว่า เพราะรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจและเป็นอิสรภาพจากส่วนกลางมากกว่าของเรา และใช้กลไก “ประชาธิปไตยทางตรง” ในระดับท้องถิ่นมากกว่ากันเยอะ เช่น เทศบาลมีอำนาจจัดเก็บและจัดสรรภาษีท้องถิ่นมากกว่า (ทั้งในแง่ของประเภทและสัดส่วน) และเวลารัฐหรือเอกชนจะทำโครงการอะไรที่มีผลต่อท้องถิ่น ก็จัดให้ประชาชนลง “ประชามติ” จริงๆ ไม่ใช่แค่ทำประชาพิจารณ์เฉยๆ
คิดว่าปัญหาหนึ่งของเราคือเวลาเราพูดเรื่อง “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เรามักจะพูดถึงการกระจายเงิน ไม่ได้กระจายอำนาจลงไปจริงๆ และรัฐบาลกลางก็ยังไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะ “ฉลาดพอ” ก็เลยใช้วิธี “ตั้งสาขา” ของรัฐบาลกลาง (เช่น กระทรวงศึกษาฯ ส่งคนจากส่วนกลางไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ) แทนที่จะให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองจริงๆ แต่เรื่องนี้ไม่มีความรู้เลยค่ะ ต้องระดมความคิดกันเยอะๆ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นควรใช้วิธีอะไร (จริงๆ มีคนทำงานวิจัยเรื่องนี้หลายคนเลยนะ) แต่ที่แน่ๆ คือ เรามี “ทางเลือก” ในการใช้ “ประชาธิปไตยทางตรง” มากมายกว่าที่จะคิดแค่ว่า เราควร “คุม” ส.ส. จังหวัดโน้นจังหวัดนี้ยังไงค่ะ
September 4th, 2008 at 7:41 am
Oh sorry I just see your youtube link.
but in the end I don’t think your answer that asked Samak to resign should be the answer. Just that
September 4th, 2008 at 7:48 am
Well, in a very dire situation where there is no answer that we like, we have to choose one that that we abhor the least, and has some chance of averting disaster, even if it’s just prolonging it. As I said, we are now in an emergency that must be addressed first, before more people get hurt, before we think of long-term (and “long-term” here is just a matter of 2-3 months).
I think we Thais too often spend too much energy and time looking for one single “perfect solution” that will solve all our problems, both short-term and long-term, all at once (this is what I mean by “มักง่าย” also). That kind of solution does not exist. In the real world, what works is a series of small little fixes that make things better a little bit at a time.
September 4th, 2008 at 8:44 am
I’m just wondering, why most of the Lecturer in TU (actually I grad from TU but cannot call them my teachers. Most of them that claim themselves “TU” fail me); or you try to blame PAD for that seriously. Even you all knew that PAD do too much. Or it just easier to ask PPP to resign?
In some case; if NorPorKor (I don’t know their actual abbrev) more setup than this; If they really have money; I don’t think the causality of wars just only few dead like this.
September 4th, 2008 at 8:49 am
You misunderstand what the most important issue now is. This is not the time to argue who is “more right” or “more wrong” than the other side. The most urgent issue is: what the government, as the top body in this land that holds executive power, must do to avert more violence among Thais. Remember, the government’s #1 priority in democracies everywhere is to protect people’s lives and uphold democratic system for as long as possible.
Also remember, governments worldwide have resigned for far less life-or-death reasons than this (often to “take responsibility” for some incident that’s clearly not their fault).
Sadly, we are forgetting what the government’s “responsibility” and “ความสง่างาม” should mean. That’s why so many politicians can be so “หน้าด้าน” for so long.
September 4th, 2008 at 8:59 am
กลับไปนอนคิดหนึ่งคืนหลังอ่านคำตอบคุณ Fringer
ขออนุญาตทำตัวเป็เจ้าหนูจำไมถามประเด็นบางเรื่องที่คิดไม่ตกเพิ่มเติม
1.หากเหตุการณ์นี้จบลงแล้ว(คาดว่าจะจบด้วยการสลายตัวเองของรัฐบาล) ระบบกฎหมายและศาลของไทยควรมีการปรับอะไรหรือไม่และควรทำอย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าสองสิ่งนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์
2.มาถึงเวลานี้ เรายังจะพูดได้เต็มปากหรือว่า ระบบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์อย่างทีเ่ป็นอยู่เหมาะสมกับบุคลิกลักษณะของคนไทย มีรูปแบบการปกครองอื่นหรือไม่ที่น่าจะเหมาะกับสังคมไทยของเรา
3.นักวิชาการ(หรือผู้ที่สื่อเรียก+ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการ)ควรวางบทบาทของตัวเองอย่างไรต่อไป ความเป็นกลางของนักวิชาการมีจริงหรือไม่อย่างไร
โดยส่วนตัวกำลังสับสนงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันมาก และคิดว่าหลังทุกอย่างจบลงแล้ว อาจต้องโยนทิ้งสิ่งที่เคยคิดและเคยเชื่อทั้งหมดทิ้งเพราะไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ตอนนี้ได้เลย
September 4th, 2008 at 9:09 am
Ok in that case I agreed; but (again hahaha) How we sure that after Samak resigns everything will get better; As you said; Const 50 is the most ugliest constitution. And even now I cannot see the good represent to end the problems after Samak resignation.
September 4th, 2008 at 11:23 am
Khun rathwjj: We can’t be sure of anything. We can only know what we can possibly do given the current situation (and saying “what should happen” is NOT the same as “doing” something). If we have to be “sure” before doing anything that it will “work” as we hope, then we can never decide to do anything because everything has risks. The world is an uncertain place. All we can do is assess all the risks the best we can, and do the best thing we can do that may not be “absolute best,” but “best under the circumstances and constraints, and considering both principles and practicality.”
The problem with many academics, in my view, is that they focus on “principles” too much to consider the issue of “practicality.” It’s easy to write “ideal solutions” that sound wonderful and convincing. Many people can do it; I can probably do it too. But the question is: what’s the chance that those ideal solutions can be implemented? If people do things according to ideals and principles all the time, we wouldn’t be in such a mess. Any “solution” that is impossible to implement is not a real solution at all - only empty rhetoric. And right now, advocating that PAD leaders should surrender or come to the negotiation table is like expecting that insane people will listen to reason and do what you want. Why would they?
คุณ ผู้สังเกตุการณ์: ถามยากจังเลยค่ะ ขอเวลาสองสามวันไปคิดคำตอบเท่าที่คิดได้ แล้วจะมาตอบในโพสใหม่นะคะ
September 4th, 2008 at 11:54 am
อ่านแล้วมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ
ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ชอบ พธม. ผมไม่ชอบ นปก. ผมไม่ชอบ ปชป. ผมไม่ชอบ พปช.
แต่อึดอัดมาก ๆ กับทุกฝ่ายที่ใช้วิธีการนอกกติกา แต่
1. ถ้ายุบสภาไป ต่อไปฝ่าย นปก. เอาแบบอย่างนี้บ้างจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้างโน้น เค้าไปยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน เรียกร้องให้อีกข้างยุบสภา มันก็ไม่จบอีก
2. ถ้าสมัครลาออก ตั้งใครสักคนในฝากรัฐบาลตอนนี้มาเป็นนายก (ก็คงในพรรค พปช.) พธม. ก็ไม่ยุติอีก ก็ยือเยื้อต่อไปประเทศนี้ก็ย่ำแย่ ไม่แน่นอนใจว่าท่าเรือนัดหยุดงานกันหรือยัง ถ้าหยุดแล้วไม่อยากคิดถึงความเสียหาย
3. ถ้าไม่ออก ไม่ยุบ ก็เข้าข้อ 2 อีก
4. สลายม๊อบ ก็นองเลือด ไม่แน่คนจะออกมาชุมนุมมากขึ้นอีกหรือเปล่า ก็เข้าข้อ 2 อีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเราไม่มีที่จะยื่นหายใจ ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหนในแผ่นดินนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ถ้อย
ฝ่ายโน้นก็ไม่เจรจาถ้าอีกฝั่งไม่ออก
ฝ่ายนี้ก็ไม่เจรจาเพราะยังไงก็ไม่ออก (เพราะออกก็จะไปเข้าข้อ 1 กับ 2 อีก)
สุดท้ายไม่ว่าใครชนะ ใครแพ้ คนไทยทุกคนก็แพ้อยู่ดี
September 4th, 2008 at 11:57 am
ผมไม่ได้หมายถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นครับ
ถ้าภาษีท้องถิ่น อย่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น แคนาดา หรือ อเมริกาก็จะมีการเก็บภาษีใน province/state
แล้วเอาเงินไปพัฒนา province/state
แต่แนวคิดผมคือ เราเลือก สส. ที่ดูแลเงินภาษีของเรา เพื่อเอาเงินไปพัฒนาประเทศ
สส. ที่เราเลือกตอนเราจ่ายภาษี จะมีสิทธิ 30% ในภาษีของเรา
เค้าสามารถตัดสินใจเอาภาษีส่วนนั้นไปพัฒนาอะไรก็ได้ ก็ได้ในประเทศไทย
หรือจะเอาภาษีส่วนนี้ไปรวมกับ สส. คนอื่นเพื่อพัฒนาอะไรก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น สส. กลุ่มนึง อาจจะเอาเงินภาษีส่วนนี้มารวมกัน
แล้วทำโครงการอาหารกลางวันเพื่อเด็กนักเรียนในชนบท
ประเด็นคือเค้าดูแลภาษีเรา เอาเงินเราไปพัฒนาอะไรก็ได้ที่เป็นของประเทศ
พัฒนาที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย
แนวคิดนี้ไม่ได้ใช้เพื่อคุม สส. เพราะเค้าจะเอาไปทำอะไรก็ได้
เพียงแต่เราอยากให้เค้าเป็นตัวแทนของเรา เพราะเราไว้ใจ และเชื่อใจว่าจะนำไปทำประโยชน์ได้
ที่ผมเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมาเพื่อให้เรามีสิทธิในการดูแลเงินภาษีของเรา
เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในการควบคุมของ พวก สส. ที่เรารู้ว่าเค้าโกง
แถมไม่ทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติอีก
September 4th, 2008 at 1:33 pm
จำได้ว่าเคยอ่านข้อเสนอนี้ที่ไหนสักแห่ง ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแถลงการของอาจารย์ของมธ. รึเปล่านะครับ
ถ้าสมัครจะลาออกและให้มีการยุบสภา พันธมิตรก็ควรจะยอมสลายตัวและทำตามกฏหมายเพื่อรักษาระบอบการปกครองเอาไว้ อย่างน้อยแกนนำพันธมิตรควรมอบตัวสู้คดี … ถ้าหากต้องการให้ข้อเรียกร้องต่างๆเกิดผลจริงก็ควรมีการตั้งพรรคการเมืองมาต่อสู้ตามหลักประชาธิปไตย
ไม่แน่ใจว่าข้อเสนอนี้ตกหล่นไปที่ไหน หลังๆไม่เห็นมีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนพูดถึง
โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าจะไปรอนสิทธิชาวบ้านว่าต่อไปคุณเลือก สส. ได้แค่ 30% นะ ก็ควรจะไปถามเขาก่อนว่าเขาจะยอมรึเปล่า คนไทยเราอยู่ด้วยกันทั้งประเทศความจริงก็เหมือนเพื่อนบ้านกันนะครับ จะทำอะไรที่ไปรอนสิทธิเขา จะไปแย่งของๆเขามาให้คนอื่นหรือตัวเองก็แล้วแต่ มันดูยังไงก็ไม่สมควร ถ้าบอกกันแล้วขอเขาแล้วบังเอิญเขายอมก็อีกเรื่อง
September 4th, 2008 at 5:04 pm
การยุบสภา ตามหลักการประชาธิปไตย เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อเลือกตั้งใหม่ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับสภา หรือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง หรือเมื่อฝ่ายบริหารเห็นว่า มีเหตุสมควรอื่นๆ
แต่วิกฤติการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ เกิดขึ้นเพราะความผิดหรือปัญหาจากรัฐบาล เพียงฝ่ายเดียวหรือ ?
ยุบสภา แก้ปัญหาได้จริงหรือ ? เพราะพันธมิตร ก็ยังยืนกรานว่า แม้สมัครลาออกหรือยุบสภา ก็จะไม่เลิก จะเอาการเมืองใหม่
ดังที่ธงชัยว่าไว้ “ทางออกอื่น ไม่ว่ายุบสภาหรือลาออก ก็ไม่ยุติความขัดแย้งพื้นฐานแต่อย่างใด เรากำลังหาทางเพียงแค่ลดการประจันหน้าและลดอุณหภูมิทางการเมืองลง ทุกทางออกหวังผลแค่ต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยกันทั้งนั้น.
.แต่มวลชนของฝ่ายตรงข้ามพันธมิตรไม่ยอมรับเช่นกัน ไม่เห็นมีปัญญาชนนักวิชาการคิดถึงเขาบ้างเลย..พวกเขาเป็นแค่ไพร่ทาส เป็นพลเมืองชั้นต่ำกว่าพันธมิตรฯ และปัญญาชนชาวกรุงหรืออย่างไร .
.ผู้นำพันธมิตรฯเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนกันที่เราต้องคอยเอาใจ.
.ในสังคมไทย แม้แต่พระมหากษัตริย์ยังอยู่ใต้กฎหมาย ผู้นำพันธมิตรฯเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน จึงวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือกฎหมายได้
เกลียดทักษิณ ก็อย่าทำตัวอย่างเดียวกับที่ตนกล่าวหาทักษิณ ”
วิกฤติการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตร เกิดจากทั้ง 2 ฝ่าย เอาแต่เรียกร้องจากฝ่ายเดียว นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังอาจเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นไปอีก เสียหายหนักมากขึ้นอีก
หนทางคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องลดทิษฐิมานะ เข้าสู่โต๊ะเจรจาประนีประนอมกัน ตกลงกันให้ได้ด้วยสันติวิธี http://arayachon.org/sansab/20080903/637
September 4th, 2008 at 6:16 pm
ข่าวที่ฮาที่สุด ในรอบห้าวัน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1220511822&catid=01
September 4th, 2008 at 6:33 pm
I think this is the best solution; http://www.sameskybooks.org/2008/09/04/exit/
but in case you said they all insane then take them all to an asylum. That should be an answer; after that if you wish Samak resignation I fully agree. Grave Sorry that ASTV still be active; and I think that’s the most critical problems: Not Samak resignation.
^^
September 4th, 2008 at 8:38 pm
คุณ rathwjj & ไท: “ทางออก” อะไรที่ออกไม่ได้จริงๆ ย่อมไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง เป็นแค่ทางออกบนกระดาษเท่านั้นค่ะ จะเขียนอะไรที่ฟังสวยหรูดูดีมีความเที่ยงธรรม ฯลฯ อย่างอาจารย์ธงชัยนั้นหลายคนก็เขียนได้ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ ไอ้ที่เขียนน่ะมันมีความเป็นไปได้แค่ไหน? ตอนนี้เรากำลังหาวิธี “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” กันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ไม่ใช่แข่งประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อ “ทางออกในอุดมคติ”
เวลาคิดเรื่อง “ทางออก” สำหรับปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า คิดว่าประเด็นเรื่อง “ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง” นั้น สำคัญพอๆ กับ “หลักการในอุดมคติ” ค่ะ ต้องเอาสองอย่างมาสมานและสร้างสมดุลเพื่อให้ “ทางออก” มันทำได้จริงๆ (นักวิชาการหลายคนมักสนใจกับหลักการเกินไป คิดเรื่องความเป็นไปได้น้อยเกินไป ทำให้ “ข้อเสนอ” อยู่แต่ในกระดาษเท่านั้นเอง) แล้ววิธีการคิดก็ควรจะคิดเป็นสเต็ปๆ ไปค่ะ “ทางออก” บางครั้งมันต้องทำเป็นซีรี่ส์ ต้องก้าวแรกไปก่อนแล้วคอยดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามจะทำอะไร เพื่อปรับเปลี่ยนก้าวต่อๆ ไปให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะกระโดดไปก้าวที่สิบ(ที่อาจจะอยู่ใกล้ชิดกับจุดที่เป็น “อุดมคติ” ที่สุด) ทันทีเลยไม่ได้ค่ะ ต้องมีก้าวแรก ก้าวที่สอง ฯลฯ ก่อน
ถ้าเรากระโดดไปก้าวที่สิบได้ทันทีและบรรลุทุกอย่างที่อยากได้ในอุดมคติทุกครั้ง บ้านเมืองคงไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอก
แต่อย่างไรก็ตาม ขอพยากรณ์ว่าสมัครจะยุบสภา แต่จะไม่ยุบจนกว่า พ.ร.บ. งบประมาณของปีงบประมาณใหม่จะผ่านสภาก่อน (เพราะจะได้การันตีว่าจะมีเงินถลุงและหว่านในการเลือกตั้งครั้งต่อไป)
หลังจากยุบสภาแล้ว ถ้าพันธมิตรยังดื้อดึงชุมนุมต่อและไม่ยอมเข้ามอบตัว เมื่อนั้นก็เห็นด้วยว่าพวกเราทุกคนสมควรรุมประณามหยามเหยียดเป็นอย่างยิ่ง แต่เดาว่าถึงจะไม่ยอมมอบตัว เสียงสนับสนุน (และ “ความชอบธรรม” ทางสังคมด้วย เพราะอิงอยู่กับความนิยมเพียงอย่างเดียว) ก็จะหายไปเยอะมากจนสุดท้ายต้องอ้อมแอ้มสลายการชุมนุมไปเอง (อย่างน้อยก็จนกว่า พปช. จะชนะการเลือกตั้ง เมื่อนั้นการชุมนุมก็จะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง แต่เที่ยวนี้จะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูกันต่อไป)
September 4th, 2008 at 8:55 pm
ขอโทษนะครับที่ยืนยันไม่เห็นด้วยว่าการยุบสภาเป็นการแก้ปัญหา เป้าหมายของพธม. คือการให้ นายกฯ สมัครลาออก แต่เมื่อมีการยุบสภาคุณสมัคร ก็จะต้องเป็นนายกฯ รักษาการต่อ เหตุการณ์ก็ไม่จบอยู่ดี (ผมดูการปราศรัยของแกนนำ ก็ออกมาแนวว่าถ้าสมัครไม่ออกก็ไม่ยุติ ต่อให้ออก ก็จะยังยืนยันชุมนุมต่อ)
ผมคิดว่าเป้าหมายของพธม. มีมากกว่าให้สมัครลาออก หรือให้ยุบสภา หากยุบสภาจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกรณี รัฐบาลทักษิณครั้งก่อน รัฐบาลจะยิ่งอ่อนแอและหมดความชอบธรรม เสี่ยงต่อการถูกทำลาย จากอำนาจนอกระบบมากขึ้น
หนทางที่ควรจะเป็นคือ ถ้าคุณสมัครจะลาออก 9 แกนนำจะต้องยอมถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทางนี้เท่านั้นครับ และผมไม่สนับสนุนแนวทางยุบสภา
แต่ผมก็คิดว่าการเจรจาต่อรองแบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะมันกำลังเข้าช่วงไคลแม็กซ์แล้ว สมัครก็จะยื้อแบบนี้ ส่วนพธม ก็จะต้องคิดเกมส์รุกที่กดดันให้รุนแรงแหละหนักหน่วงกว่านี้
เราก็คอยดูกันก็แล้วกันนะครับ
September 4th, 2008 at 9:06 pm
คุณสหายสิกขา: คิดว่าเราไม่ควรเชื่อทั้งพันธมิตรและรัฐบาลว่าจะทำอย่างที่พูดทุกอย่างนะคะ เพราะอย่าลืมว่านี่คือสถานการณ์เผชิญหน้ากันนะ พันธมิตรต้อง bluff แบบโอเว่อร์มากๆ ไว้ก่อนอยู่แล้ว เพื่อดึงคนประท้วงให้อยู่ต่อให้นานที่สุด (สมัครเองก็ต้อง bluff เพื่อเอาใจฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเหมือนกัน ถ้าจะยุบสภาจริงๆ คงไม่บอกก่อนล่วงหน้าหรอก)
ตอนนี้พันธมิตรเหมือนคนบ้า คุณจะเรียกร้องให้ทำอะไรเค้าก็ไม่ทำตามหรอกค่ะ (เพราะอย่างน้อยการดื้อแพ่งไร้เหตุผล(ในสายตาของเรา)แบบนี้มันก็เป็นแท็กติกการดึงคนที่เกลียดรัฐบาลมากๆ และโชว์ความเข้มแข็งให้ผู้ชุมนุมเห็น) แต่การยุบสภาเป็นสิ่งที่สมัครทำได้เลยคนเดียวและควรทำด้วย เพราะอย่างน้อยในระยะสั้นก็จะทำให้ “ความชอบธรรม” ในการชุมนุมของพันธมิตรหายไปเยอะและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการ “แก้ปัญหานอกระบบ” ได้อย่างมากอีกด้วย (ยิ่ง “เกมรุก” ของพันธมิตรในภาษาของคุณรุนแรงกว่าเดิมเท่าไหร่ ความเสี่ยงนี้ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ และอาจมีคนตายอีกด้วยเพราะความรุนแรงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเกิดรัฐบาลที่มาจากนอกระบบ ซึ่งก็กลับไปประเด็นเดิมที่โพส – ถ้ารัฐบาลนี้มี “ความรับผิดชอบ” ต่อชีวิตประชาชนจริงๆ ก็ควรจะเลิกกอดเก้าอี้ได้แล้ว ยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนดีกว่า)
คิดว่าตัวเลือกเราจริงๆ ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้ามีแค่นี้เองค่ะ - จะเอาการเลือกตั้งใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หรือจะเอารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง? ถ้าเราอยากได้อย่างแรก สมัครต้องยุบสภาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ (แต่ก็อย่างที่บอก สมัครน่าจะรอให้งบประมาณผ่านสภาก่อน) แน่นอนว่าการยุบสภาไม่ใช่ “ทางออกที่ควรจะเป็น” แต่มันก็เป็น “ทางออกเฉพาะหน้าที่ดีที่สุด (”ดี” หมายรวมถึงความเป็นไปได้ด้วย) แล้วในสถานการณ์แบบนี้”
ก็รอดูกันต่อไป แต่ฟังสมัครออกวิทยุเมื่อเช้าแล้วต้องบอกว่า “พอกันทั้งคู่” จริงๆ เฮ่อ เวรกรรมของประเทศไทย …สมัครนี่เป็นนายกแบบที่ “แย่ที่สุด” แล้วในสถานการณ์อย่างนี้ ;/
September 4th, 2008 at 9:18 pm
คือผมไม่ได้ดูเป็น “สถานการณ์ปัจจุบัน” หรอกครับ ผมมองเป็น “ความขัดแย้งต่อเนื่อง” และมีการส่งรับกันเป็นกระบวนการ
ผมอ่านสถานการณ์ตั้งแต่ตอน ที่สมัครถูกขยายผลเรื่อง 6 ตุลา แล้ว (ไม่ใช่ผมเห็นด้วยกับสมัครนะครับ แต่ผมเห็นว่ามันเป็น “กระบวนการ” ทำลายล้างแบบเป็นระบบ)
ความจริงเรื่องที่ยืนยัน “กระบวนการ” แบบนี้ อย่างชัดเจนที่สุดคือเรื่อง “จักรภพ เพ็ญแข” ผมเคยโพสต์ความเห็นเรื่องนี้เอาไว้ที่ฟ้าเดียวกัน
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=8388
ตอนนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะเชื่อ “ทฤษฎีถอยให้สุดซอย” แล้วเชื่อว่าจะลดอุณหภูมิได้ แต่จากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลวงใน ผมคิดว่าทฤษฎีถอยไปเรื่อยๆแบบนี้ ใช้ไม่ได้อีกแล้ว รอดูการตีกลับของรัฐบาลเถอะครับ
ส่วนเรื่อง dead line ผมคิดว่า เป็นเรื่องการโยกย้ายทหาร (ช่วงตุลา) มากกว่าเรื่องงบประมาณน่ะครับ (โผออกแล้วแต่ยังไม่โยกย้าย)
September 4th, 2008 at 9:26 pm
เห็นด้วยว่าเป็น “กระบวนการ” ที่ชัดเจน (และค่อนข้างเปิดเผยด้วยซ้ำไป) แต่ในขณะเดียวกัน การยุบสภาก็ไม่ใช่การ “ถอย” ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าถ้ามองอย่างผิวเผินอาจเป็นเช่นนั้น และไม่ใช่กลไกนอกระบอบประชาธิปไตยอะไรด้วยค่ะ (การทำให้คนเข้าใจผิดเรื่องประชาธิปไตยนี่ก็ต้องโทษสมัครอีกคนนึง ที่ชอบบิดเบือนอะไรๆ เข้าข้างตัวเองตลอดเวลา)
ถ้ารัฐบาลเลือก “ตีกลับ” จริงๆ ก็แปลว่าเราอาจหลีกเลี่ยงความรุนแรง (และแนวโน้มที่จะมี “รัฐบาลแห่งชาติ”) ไม่ได้จริงๆ เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลก็ไม่ได้แคร์ชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เลย อย่างนี้สมควรเรียกว่า “เลวทั้งคู่” นะ ;/
ถ้าทุกฝ่ายยังมีทิษฐิ บ้านเมืองพังแน่ๆ ค่ะ พังเร็วกว่าที่เราคิดด้วย สมัครในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้จะไ้ม่ยอมลดทิษฐิเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเลยหรือ? (ไอ้ที่พล่ามว่าไม่ยุบสภาไม่ลาออกนั่นไม่ใช่การรักษาระบอบหรอกค่ะ - รักษาเก้าอี้ตัวเองต่างหาก เรื่องนี้แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วนะ)
เรื่องโผทหาร แว่วๆ มาเหมือนกันแต่เนื่องจาก “ล็อก” อนุพงษ์ไว้แล้วและได้ยินว่ามีการโยกย้ายก่อนฤดูไปแล้วบางส่วน อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับงบประมาณ (แต่ถ้าได้ก็คงเอาทั้งสองอย่าง เพราะท่าทางมันจะคลอดในเวลาใกล้เคียงกันมาก)
September 4th, 2008 at 9:31 pm
ที่น่าเศร้าคือมาตรการหรือนโยบายสาธารณะทั้งหลาย มักจะมีคนได้คนเสียอยู่แล้วล่ะครับ ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรให้คนได้ไม่ใช่คนที่เป็นคนได้เปรียบสังคมอยู่แล้ว (หรือได้เปรียบเกินไป) ส่วนคนที่เสีย ก็ไม่ใช่ผู้คนชั้นล่างของสังคม และจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร
September 4th, 2008 at 9:34 pm
เห็นด้วยค่ะ เรื่องทำนองนี้น่าจะต้องใช้กฎหมายการทำประชามติบวกกับกลไกประชาธิปไตยทางตรงให้ “การกระจายอำนาจ” มันกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่กระจายแต่เงิน(ลงไปให้หัวคะแนน) คุณสหายสิกขาอาจจะสนใจรายงานการวิเคราะห์รัฐธรรมนูญ ที่ทีม อจ.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ปกป้อง จันวิทย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ฯลฯ ทำนะ ถ้ายังไม่เคยอ่าน? ไว้ถ้าเมื่อไหร่เจอกันจะเอาไปให้นะคะ
September 4th, 2008 at 9:45 pm
ขอบคุณครับ คุ้นๆว่าเคยอ่านนะครับ (ใน open) ความจำชักเบลอๆ สงสัยตามการเมืองมากไปหน่อย 555
ฝากเพลง I’m on my way ของ Cliff Richard ให้คุณคนชายขอบครับ ผมเชื่อว่าอีกหน่อยเพลงนี้จะกลับมาดังอีก
http://prachachonthai.com/www/index.php?option=com_content&task=view&id=458&Itemid=1
(ลองเปิดช่วงท้ายๆนะครับ จะได้ยินเพลงนี้)
September 4th, 2008 at 10:47 pm
I still think that dissolve the parliament is not the answer.
Same as taksin did last two year. and you’ve seen what had happened. So I think whom asked for that never learn from the past. And I think the first priority is shut down ASTV ASAP.
September 5th, 2008 at 4:14 am
อยู่ต่างประเทศได้ติดตามข่าวสารทางบ้านเราผ่านทางอินเทอร์เนต และทีวี ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในเมืองไทย ผมได้อ่านความเห็นเกือบจากทุกคนในบล๊อกนี้ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่ในตัว ปัญหาจริงๆ แล้ว มันน่าจะมีอะไรลึกๆ ที่คนทั่วๆไป อาจจะมองไม่ทะลุ
หรือไม่ก็รู้แต่แกล้งไม่รู้และไม่รับรู้ความจริงนั้น เพราะฉันไม่ได้ยืนอยู่อีกข้างหนึ่ง ผมเหนื่อยหน่ายกันการเมืองในเมืองไทยพอสมควร หากจะมองในแง่ดีและพูดให้ดูสวยหรูก็จะพูดได้ว่าเป็นรูปแบบการพัฒนาประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง แต่หากมองในแง่ลบจะเห็นได้ว่าเป็นการเมืองแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนมากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หรือหากจะมองจริงๆ ว่ามันเป็นต่อสู้ ฟาดฟันระหว่างคนสองคน สิ่งที่เราเห็นที่เป็นอยู่เป็นแค่เกมของสองฝ่าย โดยความตายและการนองเลือด(หรือเลื่อนการนองเลือด)ประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์แทน หากจะท้าวความการต่อสู้มันเริ่มมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว จนถึงขั้นแตกหักมาครั้งหนึ่งแต่ก็ใช่ว่าจะแพ้อย่างราบคราบ เปรียบเหมือนกันการพักยกเท่านั้นเอง พวกที่เย้วๆ ใส่กันทั้งสองฝ่ายก็แค่ตัวโจ๊กเกอร์เท่านั้นเอง บางฝ่ายจึงได้โคลนนิ่งๆ ตัวตายตัวแทนให้มีฝีไม้ลายมือให้ใกล้ๆ เคียงกัน แต่บางฝ่ายขณะนี้ก็กำชัยไว้ในมือค่อยข้างชัวร์แต่ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ ไม่เช่นนั้นโคลนนิ่งของบางฝ่ายไม่ออกมาบอกว่าเกมใกล้จะโอเว่อร์แล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะโอเว่อร์เสียที ส่วนตัวไม่ต้องการเห็นคนไทยต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อ ผมไม่ต้องการอ้างเหตุผลหรอกเดี๋ยวจะโดนเหมาว่าเข้าข้างบางฝ่าย เพียงแต่หากต้องการยุติปัญหาทั้งหลายทั้งปวงสิ่งที่ทุกคนกล่าวมาก่อนหน้านี้ถึงวิธีการต่างเช่นยุบสภา หรือลาออก มันก็แค่เป็นทางออกตื้นๆ เท่านั้นเองไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง ถึงแม้บางคนจะพูดว่าทำดีกว่าไม่ทำ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าหากทำแล้วคนไทยจะไม่ออกมาฆ่ากันอีก พวกคุณการันตีไม่ได้หรอก ผมถึงบอกว่ามันไม่ใช่ทางออกสุดท้าย ผมกลับมองว่า
หาก 2 คนที่เป็นต้นตอความขัดแย้งสามารถนั่งโต๊ะคุยกัน จิบกาแฟไปด้วย รับรองว่าสิ่งที่พวกคุณกลัวจะไม่มีวัน และจะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด แต่สิ่งที่ผมกลัวก็คือ หนึ่งในสองคนนั้นจะยอมจับเข่าคุยกันเพื่อหาทางออกของประเทศก่อนที่จะต้องเสียเลือดเนื้อกันจริงๆ หรือไม่ หรือจะต้องให้พระองค์ท่านต้องออกมาอย่าศึกแทบทุกครั้งไปอย่างนั้นหรือ ….ฝรั่งเขาถามว่า ปี 35 เคยเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พระองค์ท่านต้องทรงออกมาอย่าศึกระหว่างจำลอง กับพ.อ.สุจินดาฯ และหากเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่งพระองค์ท่านจะต้องเหนื่อยอีกครั้งใช่หรือไม่ ผมบอกได้แต่ว่าเป็นคำถามที่ดี แต่ผมคงไปตอบเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก ….หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจว่าผมจะหมายถึงใครกับใคร หากขุนสองท่านส่งซิกถึงเบี้ยทั้งหลาย นั่นแหละเห็นแล้วซึ่งทางออก(ที่สว่าง)ของประเทศ………
September 5th, 2008 at 6:14 am
เฮ่อ ทำไมคนถึงเข้าใจยากกันจังว่าบางสถานการณ์เราไม่มี “ทางออกสุดท้าย” และเราไม่มีทาง “การันตี” ได้ว่าจะไม่ตีกันอีก (ในกรณีนี้อาจเป็นไปไม่ได้เลยด้วย) ทำไมถึงไม่เข้าใจว่ารัฐบาลมีหน้าที่อะไรและควรจะทำหน้าที่นั้นอย่างไร การ “รักษาประชาธิปไตย” กับการ “หวงเก้าอี้/อำนาจ” นั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกันนะคะ ระวังอย่าถูกนัักการเมืองหลอก เพราะทุกคนย่อมอยากอ้าง “ประชาธิปไตย” กับ “ประโยชน์ของชาติ” บังหน้าตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่มีใครยอมรับหรอกว่าทำอะไรเพื่อประโยชน์ตัวเองบ้าง
โลกนี้ไม่แน่นอนค่ะ เราไม่มีทาง “รู้” ล่วงหน้าได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง รู้ได้แต่เพียงว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง และพยายามใช้เหตุผลข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่มาประเมินความเสี่ยงและความเป็นไปได้ของทางเลือกต่างๆ เท่านั้นเอง
ถ้าทั้งสองฝ่ายมานั่งจิบชาคุยกันได้ เราคงไม่มาถึงจุดนี้หรอกค่ะ เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าถ้าทักษิณยอมเสียภาษีซักหน่อย ก็คงไม่ต้องหนีไปอยู่ลอนดอน แต่ไม่ลองมองในมุมกลับว่าถ้าทักษิณเป็นคนแบบที่ยอมเสียภาษี ก็อาจจะไม่ได้รวยล้นฟ้าจนมาเป็นนายกฯ เลยตั้งแต่ต้นก็ได้
ความเป็นไปได้ที่ในหลวงฯ จะต้องลงมา “หย่าศึก” นั้น จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปทุกวัน ตราบใดที่สมัครยังไม่ยอมยุบสภาค่ะ
September 5th, 2008 at 11:47 am
เห็นด้วยกับคุณสหายสิกขาครับ ยุบสภาอาจจะไม่ใช่กระทั่งทางออกฉุกเฉินด้วยครับ
ผม”เดา” ว่า พธม.เค้าดึงกระแสมวลชนไปได้มากกว่าที่คุณสฤณีคิด เพราะตอนนี้คุณสฤณีค่อนข้างเป็นกลาง
และเริ่มหันมาประณามพธม.
แกนนำพธม.พูดชัดเจนกันอยู่ทุกวันตั้งแต่ก่อนเคลื่อนพลว่า
ไม่เอายุบสภา ยุบสภาไม่จบ จะเอานายกฯลาออกเพื่อ…”จับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่โดยไม่ต้องเลือกตั้ง(มั้ง)”
แต่แกนนำก็ยังบอกไว้ชัดเจนด้วยว่า สมมติว่านายกฯ ลาออกแล้วการเมืองยังเป็นทุนนิยมสามานย์ ก็จะไม่จบ
เราจะกลับมาใหม่ แต่เห็นได้ชัดๆ ว่ามวลชนฝั่งเค้าก็ยังคล้อยตามอย่างต่อเนื่อง
แปลว่า
กระทั่งแนวคิดสายโอนอ่อนที่ว่า ให้นายกฯสมัครยุบสภา เพื่อความชอบธรรมในการชุมนุม พธม.จะลดลงเป็นศูนย์ และคนส่วนมากจะเลิกเห็นด้วย
ต้องถูกทบทวนใหม่ว่า เป็นวิธีแก้ปัญหาที่อุดมคติเกินไปหรือเปล่าด้วยซ้ำ
ผมเลยอยากจะเสนออะไรที่ soft กว่านั้นอีก คือ ….
1. นายกฯสมัครประกาศ “จะลาออกอีกสองเดือนข้างหน้า” และยุบสภา หลังผลประชามติ
2. ครม.ส่งข้อเรียกร้องไปให้ พธม.และพรรค ปชป. เพื่อขอ “แนวทางการเมืองใหม่”
3. ทำประชามติให้เลือก “แนวทางการปกครอง” ยังไม่ใช่ผู้ปกครองนะครับ ^_^
รธน. 40
รธน. 40/50 version ปรับแก้โดย พปช.
รธน. 40/50 version ปรับแก้โดย ปชป.
รธน. 50
แนวทางการเมืองใหม่ (ถ้า พธม.ส่งมา/ถ้าไม่ส่งมาก็ช่างคุณ)
—————————–
แน่นอนว่าการ “รู้ทันทักษิณ” เป็นสิ่งสำคัญ
แต่การรู้ทัน “พันธมิตรและใครบางคน” ก็สำคัญด้วยเช่นกัน
^
^
โคตรชอบอ่ะครับ เจ๋งดี
September 5th, 2008 at 11:55 am
ขอเพิ่มอีกนิดนึง ถ้า แกนนำ ทรท. พปช. ออกมาประกาศตัวว่า
” ถ้าผลประชามติ เลือกข้าง การเมืองใหม่ ผมจะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต ” จะแมนมากๆ >> แต่อันนี้อุดมคติครับ ออกตัวก่อนเด๋วคุณสฤณีจะเม้นว่า เหมือน อ.ธงชัย ^_^
ส่วนปัญหาเรื่องชุมนุม ก็คงไม่มีปัญญาใช้กำลัง สลาย อะไรกับ พธม. ได้หรอกครับ คงต้องปล่อยเค้ายึดทำเนียบไปเรื่อยๆ
September 5th, 2008 at 4:12 pm
พันธมิตรเดินเกมส์พลาดที่ส่งกอง “นักรบศรีวิชัย” หน่วยล่วงหน้า 85 คนเข้าไปยึด NBT ซึ่งไม่ใช่วิธีแบบมวลชนกดดัน แต่เป็นการยึดแบบทหารที่ทำการปฏิวัติ
การทำการปฏิวัติถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็น “องค์อธิปัตย์” รัฐบาลเดิมก็จะกลายเป็น “รัฐบาลพลัดถิ่น” ไ ม่ก็ “จำเลย” ตามข้อหาต่างๆ ในทำนองเดียวกันถ้าผู้ปฏิวัติทำการล้มเหลวก็จะกลายเป็น “กบฎ”
ผมนั่งเช็คสถานการณ์สองสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด คือการนัดหยุดงานใหญ่ของ สรส. ซึ่งก็พบว่าคลี่คลายไปอย่างสำคัญ (ไม่มีการใช้มาตรการรุนแรงตามคำขู่ของสาวิทย์) สองคือความคืบหน้าของ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน (โอนอำนาจตามกฎหมายต่างๆ มาอยู่ในมือนายกฯ) และการที่ สมัคร มาออกข่าววิทยุสองครั้งเมื่อวานว่าจะไม่ ลาออก- ไม่ยุบสภา แต่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อรักษาระบบประชาธิปไตย (สอดรับกับการสลายการชุมนุมของ นปก.)
ผมมองว่าโอกาสของแกนนำ พธม. ในกระดานช่วงชิงอำนาจครั้งนี้ลดน้อยลงทุกที
ที่ต้องทำความเข้าใจกับ conflict ครั้งนี้คือ ขณะนี้แกนนำพธม. มีสถานภาพเป็นกบฎไปแล้วล่ะครับ การยื่นศาล รธน.ตีความ เรื่องพรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน น่าจะไม่ประสบผล ทหารและรัฐบาลก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน
September 5th, 2008 at 4:44 pm
ผมไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองมาก่อน ถ้าหากว่าอ่อนด้อยอะไรไปขออภัยผู้รู้ทุกท่านครับ เป็นแค่ความคิดเห็นเล็กๆ ของผมเท่านั้นเอง
ผมเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรคงจะสร้างกระแสบีบคั้นให้รัฐบาลนี้ลาออกจนได้ในท้ายที่สุด เพราะเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่เป็นสัญญาณได้ว่าบ้านเมืองจะสงบได้เลย กลุ่มคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็ล้วนแล้วแต่เลือกสนับสนุนด้านใด ด้านหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว การเมืองจากนี้จะมีอะไรใหม่ไหม ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรใหม่ครับ
เพราะอย่างไรถ้าผมเดาไม่ผิด พรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะได้เป็นรัฐบาล ภายใต้เสื้อคลุมตัวเดิม นั่นก็คือนโยบายแบบ “ประชานิยม” ที่ไทยรักไทยเคยทำไว้สมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค ผมมองว่าไม่ต่างอะไรกับการเรียนฟรีที่ประชาธิปัตย์เคยหาเสียง ดังนั้น
วัฒนธรรม “คนอย่างทักษิณ” ก็จะยังอยู่ครับ (อ่านบทความอาจารย์นิธิดูนะครับ) ก็จะยังอยู่ ผมเลยไม่แคร์ว่าจะเป็นพลังประชาชนหรือประชาธิปัตย์ เพราะมันจะ ไม่มีอะไรใหม่ทั้งนั้น
ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบวิธีการหลักของกลุ่มพันธมิตรฯ นั่นคือการเดินขบวน
แล้วก่อความรุนแรง และบุกยึดสถานีโทรทัศน์ โดยอ้างว่าตนถูกใส่ร้าย แต่ตัวเองก็มี ASTV อยู่ ผมว่าถ้าให้แฟร์ก็ไม่ควรละเมิด สิทธิของสื่อมวลชน ด้วยกันทั้งคู่ครับ ผมเห็นด้วยกับสมาคมนักข่าว ที่ออกมาประณามการกระทำนี้
สิ่งที่พันธมิตรทำเป็นกฏหมู่ที่อยู่เหนือกฏหมาย การอ้างว่าเราควรจะตีความ ตามหลักรัฐศาสตร์ มากกว่านิติศาสตร์ี้ อันนี้ไม่ใช่หลักการของประชาธิปไตยครับ ถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราควรดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ฟ้องร้องกันตามขั้นตอนผมหมายถึงถ้าต้องการที่จะประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ควรมา
อย่างสันติ
ถ้าหากเราเชื่อมั่นในอำนาจตุลาการจริง เราก็ควรยกเลิกการประท้วงที่ทำให้
ประชาชนและบ้านเมืองเดือดร้อนก่อน แต่สิ่งที่พันธมิตรทำคือทำให้ประชาชน
หลายคนเดือดร้อนมากครับ ผมเองเบื่อกับบรรยากาศแบบนี้มาก
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้อาจจะดูเหมือนผมไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเคารพพันธมิตรฯ ก็คือ พวกคุณได้พยายามทำประโยชน์ให้ กับประเทศด้วยการเปิดโปงเบื้องหลังของขบวนการเผด็จการรัฐสภา ให้หลายคน
ได้เข้าใจเบื้องหลังการเมืองไทยที่อาจจะถูกปกครองโดยระบอบทักษิณ นี่คือสิ่ง
ที่ผมให้เครดิตกับพันธมิตร
แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้ประชาชนคนไทยหมดที่พึ่ง และแย่งชิงอำนาจ
ผมรู้สึกแย่ที่ทำอะไรให้ประเทศไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่ดูคนไทยทะเลาะกัน เสียชีวิต บาดเจ็บ ภายใต้ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ไม่ว่าเกมนี้จะจบลงอย่างไร
การเมืองไทยก็จะไม่มีการเติบโตขึ้นในแง่ปรัชญาทางการเมืองเลย
สรุปคืออยากให้ทุกอย่างสงบครับ… ผมหวังมากไปหรือเปล่า?
September 6th, 2008 at 12:01 am
รูปแบบของการทำประชามติที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือการเลือกตั้งใหม่ค่ะ ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้นเลย ฉะนั้นการที่สมัครดันไม่ยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่บอกว่าจะจัดการลงประชามติ (ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลกำหนด “โจทย์” ที่จะให้ประชาชนกาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ) ก็เป็นเพียงแท็กติกประวิงเวลา กอดเก้าอี้ให้นานต่อไปอีกเท่านั้นเอง แต่ถ้าท้ายที่สุดใช้วิธีนี้จริงๆ ก็ย่อมจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแน่ๆ ส่วนประชามติครั้งนี้จะมีความชอบธรรมแค่ไหนก็คงต้องรอดูตัวมันจริงๆ ก่อนว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
September 6th, 2008 at 4:47 am
ผมอาจจะได้สัมผัสกับโลกแห่งประชาธิปไตยที่ไม่มีการเดินขบวนประท้วงอย่างที่เห็นในเมืองไทย ที่นี่อาจจะมีก็เพียงแค่การประท้วงเรื่องค่าจ้างแรงงานเท่านั้น และการประท้วงก็จะไม่ยืดเยื้อเหมือนบ้านเรา เพราะอะไรหรือ ผมคิดว่าไม่บอกดีกว่าเดี๋ยวจะหาว่าดูถูกคนไทยด้วยกัน เอาเป็นว่า ทฤษฎีของผมเองคือ การที่ปัญหาต่างๆ จะทุเลาไปในทางที่ดีได้นั้น มันต้องเข้าใจปัญหาที่มาและต้นตอของปัญหาจริงๆ แล้วก็มุ่งที่จะแกไขที่ต้นตอของเท่านั้น หาไม่แล้วมันก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาแบบขอไปที ซึ่งมันจะไม่สามารถใช้เป็นโมเดลในการแก้ไขปัญหาได้เลย ปัญหาอยู่ที่ว่า คนเรามองเห็นปัญหานั้นหรือไม่ ค้นหา และเจอต้นตอหรือไม่ และอย่าหลงคิดว่าสิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่นั้นเป็นต้นตอของปัญหาแล้ว การแก้ไขก็จะยิ่งสะเปะสะปะไปเรื่อย ก็อย่างที่เห็นๆ นั่นแหละครับ (ทั้งสองฝ่าย) ผมเคารพในความเห็นของเพื่อนที่ร่วมกันแสดงความเห็นในเว็ปนี้เป็นประโยชน์มากครับที่ได้แลกเปลี่ยนกัน
September 6th, 2008 at 7:28 am
คุณโจนาธาน: ไม่ใช่ไม่มีใครไม่เห็น “ต้นตอ” ของปัญหานะคะ อย่าดูถูกคนไทยด้วยกันสิ
ปัญหาคือเราแก้ที่ “ต้นตอ” จริงๆ ทันทีเลยไม่ได้ต่างหากเล่า (เพราะไม่พร้อม เป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ มีปัจจัยเชิงสถาบันที่คุยกันไม่ได้ ฯลฯ) ถ้าจะลองเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกับอเมริกาที่สุดคือ สมมุติว่ามีคนเป็นแสนออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้อเมริกาเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยจาก 1 คน 1 เสียงเป็นอย่างอื่น คนกลุ่มนี้บุกเข้ายึดทำเนียบขาว ประชาชนหลายล้านคนในประเทศก็ให้การสนับสนุน (ผ่านการโอนเงินให้ เชียร์หน้าจอ ฯลฯ) ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ ต่อสู้กันเรื่อง “หลัักการพื้นฐาน” ระดับนี้ การประท้วงก็ยืดเยื้อแน่ๆ ค่ะ (เพราะถึงคนบุกทำเนียบถูกลากตัวออกไปอย่างรุนแรง ฝ่ายที่สนับสนุนพวกเขาก็จะโกรธแค้น จัดการประท้วงรอบใหม่ซึ่งน่าจะมีคนมาร่วมมากกว่าเดิมอีก เพราะโกรธรัฐที่ใช้ความรุนแรง แล้วถ้าฝ่ายนึงบอกว่าฉันจะเอา 1 คน 1 เสียง อีกฝ่ายนึงบอกไม่เอา อย่างนี้มันจะ “ประนีประนอม” กันได้ยังไงคะ? ก็ต้องค่อยๆ ใช้กลไกในระบบจัดการใช่ไหม ถ้าอยากรักษาระบบเอาไว้?)
คือพยายามจะบอกว่า บางครั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่มันอาจดู “สะเปะสะปะ” นั่นน่ะ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเพราะทุกคนโง่ มองไม่เห็นต้นตอหรอกค่ะ มันเป็นเพราะสถานการณ์มีข้อจำกัดหลายๆ เรื่องๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรม ศาสนา สังคม และประวัติศาสตร์ (ซึ่งแต่ละประเทศก็มีไม่เหมือนกัน) ฉะนั้นถึงจะมองเห็นว่า “ต้นตอ” คืออะไร ก็ทำได้เพียงแก้ไปทีละเปลาะ ทีละสเต็ปเท่านั้นเอง
(อเมริกาก็ใช่ว่าจะไม่เคยสะเปะสะปะนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เราอาจจะบอกว่าโห เรื่องเหยียดผิวนี่เป็นเรื่อง “ง่ายๆ” ที่แก้ง่ายนิดเดียวคือใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันจริงๆ ตั้งแต่แรก ทำไม amendment เรื่องทาสถึงได้ใช้เวลานานมากกว่าจะออกมา founding fathers ของอเมริกามัวแต่ไปงมโข่งที่ไหนกันอยู่? …คือถ้าเรามองเหตุการณ์อะไรก็ตามจากกรอบการตีความของเราเอง ไม่เข้าใจปัจจัยต่างๆ ในสถานการณ์นั้นๆ จริงๆ ไม่เข้าใจมุมมองของคนแต่ละฝ่าย อะไรๆ ก็อาจดูไร้สาระสะเปะสะปะไปหมดก็ได้ค่ะ)
September 6th, 2008 at 1:44 pm
ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ.. ที่จะต่อสู้กับอำนาจทุนิยมสามานต์
September 6th, 2008 at 8:26 pm
So what about public hearing of Const 50 last time?
That’s so rightful?
hahaha.
September 7th, 2008 at 12:17 am
[…] อ้อ อีกอย่าง Post ของคุณคนชายขอบ นี่คือความคิดเห็นที่ตรงใจที่สุดในนาทีนี้ […]
September 7th, 2008 at 9:40 am
ผมวิเคราะห์ไม่เก่งนะครับ แต่เท่าที่รู้สึก ผมเองก็ไม่ชอบการประท้วงของพันธมิตรเท่าไหร่ เพราะการประท้วง ถ้าสัมฤทธิ์ผลสามารถกดดันรัฐบาลก็ตามให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มประท้วงโดยไม่อยู่บนพื้นฐานของกติการที่ใช้ร่วมกันของคนในชาติ
การก่อตั้งม๊อบจะดูมีพลังและอิทธิพลมาก ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นหินก้อนใหญ่มาก ที่ทำให้การทำงานของรัฐบาลและการเดินทางของประเทศชาติจะสะดุดลง และเดินได้ช้า ดังนั้นถ้าใครไม่ชอบใจรัฐบาล (ถึงแม้ว่ารัฐบาลทำดีแล้ว) ทุกรัฐบาลจะต้องมีข้อเสียทั้งนั้น ถ้าม๊อบเอาจุดนี้มาโจมตี และกดดันให้รัฐบาลลาออก จะสลายม๊อบก็ต่อเมื่อรัฐบาลลาออกเท่านั้น
ดูแล้วไม่ make sense เท่าไหร่
ผมชอบตรงที่มีกลไกของศาลคอยทำงานอยู่ กับมีกลไกคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง คือ ยุบสภา
แล้วถ้าพรรคอดีตไทยรักไทยของทักษิณ ได้รับเลือกอีกครั้ง พันธมิตรคงไม่จบแน่ๆครับ
September 7th, 2008 at 3:51 pm
ขอบคุณที่ีเขียนให้อ่านค่ะ ขออนุญาตเผยแพร่ลิงค์นะคะ -/\-
September 8th, 2008 at 3:43 pm
ไม่ว่า สมัครลาออก หรือยุบสภา ผมเห็นด้วยทั้งนั้น ถ้าเป็นผลมาจากการตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายรัฐบาลสมัครกับฝ่ายพันธมิตรฯ แต่มันต้องแลกกับคำประกาศของพันธมิตรฯ ว่าตกลงถอย ในเรื่องอะไรบ้าง
ผมไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องต่อรัฐบาลสมัครเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เรียกร้องต่อฝ่ายพันธมิตร เพราะ พันธมิตรฯ ทำผิดกฎหมาย ทำให้ประเทศปั่นป่วนและประชาชนเดือดร้อน เสียหายมากมาย เช่น บุก NBT ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน หยุดรถไฟ ฯลฯ
พวกคนที่เชียร์พันธมิตรฯ ล้วนปิดปากเงียบกริบ ไม่เคยตำหนิ ไม่เคยวิจารย์
และไม่เห็นด้วยกับการลาออกหรือยุบสภาไปฝ่ายเดียว เพราะนั่นคือสิ่งที่ทักษิณเคยทำมาแล้ว พวกพันธมิตรฯ ก็ไม่ยอมจบ มาครั้งนี้ แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศทุกวันว่าลาออกหรือยุบสภา ก็จะไม่เลิกชุมนุม เพราะจะเอาการเมืองใหม่
การลาออกหรือยุบสภาไปฝ่ายเดียว จึงนอกจากไม่แก้ปัญหา ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหาทำให้พันธมิตรฯ ยิ่งกำเริบเสิบสานหนักข้อเข้าไปอีก
September 8th, 2008 at 10:09 pm
… วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น …
… ผมเห็นด้วยกับพระราชดำรัสครับ …
… เราทำให้ทุกคนเป็นคนดีไม่ได้ แต่ต้องส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง …
… เพราะถ้า “ระบบ” ถูกใช้โดยคนไม่ดี มันก็จะเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน …
… และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ต้นขั้ว เป็นจุดเริ่มของปัญหาทั้งหมด …
… ถ้าไม่มี “ความแย่ของระบบ” มาเป็นน้ำเลี้ยง …
… “ต้นพันธมิตร” ก็ไม่มีทางเจริญเติบโตออกมาได้ขนาดนี้ …
…
… แต่ก็นั่นแหละ การทำให้ในสภามีแต่คนดี มันอุดมคติมาก …
… ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไร้ซึ่งคนดี แต่คนดีๆที่ไหนจะอยากเข้าไปซื้อบ้านอยู่ในย่านอาชญากร …
… ถ้ามันจะเกิดขึ้น มันต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยทีเดียว …
… ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระดับทางจิตใจคนสูงขึ้น …
… เมื่อ “คุณธรรม” เป็น priority หลักในใจคน มากกว่า “ความถูกต้องทางกฎหมาย” …
… เมื่อนั้น “ระบบ” ถูกใช้โดยคนดี มันถึงจะมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” …
September 10th, 2008 at 3:19 am
เรื่องให้คนดีปกครองบ้านเ มืองนั้นคือเหตุผลหลักของพันธมิตร
แ ต่ คนดีที่ว่า คือคนดีของใ คร ? คนดีของกะเ หรี่ยง ก็อาจเป็นกะเหรี่ยงที่ไม่ดีตามสายตาของคนกทม.
คนดีของคนกทม. ชาวบ้านก็อาจว่าไ ม่ดี
ปัญหาที่เกิดทุกวันนี้ คือนักการเมืองที่คนชนบท ต่างจังหวัด ส่วนมากเ ห็นว่าดี ควรไว้วางใว พวกเทวดาแถวทำเนียบก็ว่าเป็นคนเลว เป็นสัตว์นรก กำลังขับไ ล่กันอยู่
ทั้งว่า เมื่อชาวบ้านไม่เลือกคนดี ตามที่ฉันว่า ก็ให้ลดจำนวนสส.ที่ชาวบ้านเลือกได้ เหลือร้อยละ 30
September 12th, 2008 at 8:14 pm
ใครดี ใครชั่ว มองเห็นอยู่ สิ่งใดที่ผิดกฎหมาย สิ่งอื่น ๆย่อมขาดความน่าเชื่อถือ
สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ย้งใช้ได้อยู่นะครับ
September 12th, 2008 at 8:20 pm
คิดนอกกรอบ
แบ่งพื้นที่กันพัฒนา แบ่งกิจการกันควบคุม เองหรือข้า มาวัดกันตัวต่อตัว
ก่อนอื่นบริหารคนในครอบครัว และคนใกล้ตัวให้ได้ผลก่อนที่จะลงสนามใหญ่ (ไม่มีหนี้สิน)
September 13th, 2008 at 9:12 am
มาทำเพื่อเมืองไทยของเรากันเถอะ ผมคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่เมืองนอก รู้ไหมว่าตอนนี้ คนไทยจะขอวีซ่าเข้าไปเมืองนอกน่ะ โดนถามประวัติอย่างละเอียดว่า พ่อแม่พี่น้องเป็นใคร อยู่ที่ไหน เกิดเมื่อไร จะเข้าไปทำอะไร นี่ขนาดมีสถานที่ปลายทางเป็นหลักแหล่งแล้วนะ สถานะคนไทยในสายตาต่างชาติ จะกลายเป็นพวกหลบหนีเข้าเมืองไปแล้วหรือ? น่าเศร้าใจจริงๆ ผมขอวิงวอนทุกท่าน ถ้ายังรู้ตัวว่าเป็นคนไทย ยังเห็นเพื่อนไทยด้วยกันเป็นคนไทย ก็ได้โปรดละลายพฤติกรรมให้เป็นคนไทยกลุ่มเดียวกันเถอะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ที่ผ่านไปแล้วก็อย่าได้นำมาคิดเลย ไม่ได้ประโยชน์และก็ทำให้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปเปล่าๆ คนไทยเครียดเรื่องปากท้องก็แย่อยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมด้วยการเมืองอีก น่าสงสารจริงๆ ปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน สิ่งของที่เราถูกผูกขาดอยู่แล้วบีบคั้นให้ลำบากอยู่แล้ว เรายังจะทำให้พวกเรากันเองลำบากขึ้นไปอีกหรือ เลิกแบ่งฝ่ายแล้วมาร่วมพัฒนาประเทศเถิด ที่เรากำลังทำกันอยู่นี้ ไม่ได้แข่งกันทำให้ชาติเจิญเลยนะ แต่แข่งกันทำให้ชาติล่มจมมากกว่า เรามาร่วมกันฟื้นฟูชาติไทยกันเถอะ
September 18th, 2008 at 3:13 am
อ่านแล้วดูดี เหมือนช่อง 7 สังคมที่เป็นอยู่แบบที่คุณเห็นมันก็มาจากมุมมองที่มักง่าย ก็เท่านั้น ถ้าไม่จริงจัง อย่ามานั่งเขียนอะไรที่มันทำให้ตัวเองดูดี แบบว่ากลางๆ แบบว่า….. และก็แบบว่า……. บ้านเมืองวิกฤติ คุณรู้คุณเข้าใจ แล้วจะให้นั่งทับขี้อยู่เฉยๆ แล้วบอกว่า แบบว่า…ท่านสมชาย….ท่านเนวิน…ท่านบรรหาร…..ท่านชวน….มันเกินไปครับ ผมว่าถ้าเครียด เบื่อ เซ็ง….ไปลงหลุมดีกว่ามั้ง…..
matabole
October 5th, 2008 at 9:55 pm
เพิ่งมาอ่าน บล็อคคุณสฤณี ชอบเรื่องเศรษฐกิจค่ะ แต่การเมืองก็ไม่รังเกียจที่จะอ่าน เพิ่งอ่านหนังสือที่คุณแปล Muhammad Yunus ชอบมากค่ะ เขาเป็นวีรบุรุษในดวงใจคนหนึ่งของดิฉันเช่นกัน เมื่ออ่านวิธีการตั้ง และดำเนินการธนาคารแกรมีน ก็ยิ่งศรัทธาเพิ่มขึ้น
นอกเรื่องมานาน เข้าเรื่องค่ะ คือ เหมือนคุณสฤณี เมื่อก่อนเลือกข้างพันธมิตร บอกใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นพันธมิตร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์บุก NBT และ ทำเนียบแล้ว รู้สึกอาย แม้ไม่ได้มีส่วนร่วม ไม่รู้สึกว่าเป็นอารยะขัดขืน หรือการต่อสู้แบบอหิงสาอีกต่อไป ตอนนี้ก็เลยขออยู่ห่าง ๆ ดูสถานการณ์ไปก่อนค่ะ อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ คือ เวลาฟังปราศัย ASTV พิธีกรหญิงสองคน มักพูดในเชิงอยากให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่ง สิ่งนี้ ถ้าเกิดขึ้น ดิฉันก็รู้สึกอายอีกเช่นกัน เหมือนเราถอยหลังไปสู่สมัยยี่สิบสามสิบปีก่อน แต่ก็ไม่ได้ชอบ นปช.หรอกนะคะ นั่นก็อีกอัปยศเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นผู้ชมไปค่ะ เกมนี้จะลงเอยอย่างไร จะมีอะไรเป็นเดิมพันบ้าง ก็ยังต้องติดตามชมอย่างใกล้ชิด บางทีก็อยากมีบทบาทช่วยชาติบ้าง แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร (5555 หัวเราะอย่างอับจนปัญญา) ก็เลย ดูอย่างเดียว
คุณสฤณี คิดว่า ถ้าไม่เลือกทั้งสองข้าง แล้วมีอะไรให้ทำในฐานะคนที่รักชาติคนหนึ่งไหมคะ