August 5th, 2008
นายธนาคารเพื่อคนจน (Banker to the Poor ฉบับภาษาไทย) ออกแล้ว
ขอใช้พื้นที่บล็อกโฆษณาหนังสือตัวเอง (อีกแล้ว): “นายธนาคารเพื่อคนจน” หนังสือแปลที่เจ้าของบล็อกแปลจาก “Banker to the Poor” โดย มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2006 ออกแล้วค่ะ สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ ราคา 225 บาท คาดว่าจะไปถึงร้านหนังสือทั่วประเทศภายในประมาณวันพุธที่ 13 สิงหาคมนี้ค่ะ (หรือสั่งซื้อได้ที่ร้านหนังสือมติชนออนไลน์)
(อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยูนุส และไมโครเครดิตได้ในบทความที่เคยเีขียนลง คอลัมน์ “คนชายขอบ” และ นิตยสาร “สารคดี” ค่ะ)
คำนำผู้แปล
ธนาคารกรามีน “ธนาคารเพื่อคนจน” แห่งแรกของโลก ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2520 ไม่กี่เดือนหลังมหกรรมฆ่าสังหารโหดนักศึกษา 6 ตุลา 2519 ในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดที่นักเรียนไทยยังไม่เคยได้เรียนในห้องเรียน
สามสิบปีให้หลัง ประเทศไทยก็ประกอบด้วยโลกสองใบที่นับวันดูจะยิ่งโคจรออกห่างจากกันไปเรื่อยๆ
โลกใบแรก เป็นโลกของคนรวยที่สุดในประเทศ 30% มีรายได้รวมกันกว่า 80% ของรายได้ประชาชาติ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีบ้านหรือคอนโดมิเนียมในตัวเมือง มีอำนาจในการบริโภคสูง มีทางเลือกในการบริหารจัดการเงินและการลงทุนมากมาย เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของสถาบันการเงิน เพราะมีรายได้ประจำ ทำงานเป็นหลักแหล่ง มีรายได้และทรัพย์สินพอเพียงที่จะใช้เป็นหลักประกันเงินกู้และบริการทางการเงินอื่นๆ
ในเขตอำเภอเมืองทุกจังหวัดนอกกรุงเทพฯ สาขาหลากสีสันของธนาคารพาณิชย์มองเห็นเด่นชัดแต่ไกล ตัดกับสีหม่นของสาขาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ป้ายโฆษณาของบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลและบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งเงินผ่อนรถแทรกเตอร์ยี่ห้อดังๆ อย่างสยามคูโบต้า โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดสลับแซมกับป้ายโฆษณาสินเชื่อบ้านจัดสรร โปรโมชั่นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ และ ฯลฯ
สมาชิกของโลกใบที่หนึ่งถูกแวดล้อมด้วยเครื่องมือและบริการทางการเงินมากมายเกินความต้องการ เกินเวลาที่พวกเขาจะมีใช้บริการเหล่านั้น และบ่อยครั้งก็เกินศักยภาพในการทำความเข้าใจกับเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาให้บริการ มิพักต้องพูดถึงรายละเอียดเข้าใจยากที่ซ่อนอยู่หลังดอกจันขนาดจิ๋ว
โลกใบที่สอง เป็นโลกของคนที่เหลืออีก 70% ของประเทศที่มีรายได้รวมกันไม่ถึง 20% ของรายได้ประชาชาติ ฐานะทางการเงินแกว่งไกวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ ราคาพืชผลในตลาดโลก นโยบายเกษตรของภาครัฐ และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่ารายได้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร
สมาชิกในโลกใบที่สองมีสถานภาพไม่แน่นอนในแต่ละปี หมุนเวียนเปลี่ยนผันระหว่างการเป็นเกษตรกร แรงงานรับจ้าง พนักงาน และเจ้าของที่ดินที่เก็บค่าเช่าทำนา – ในกรณีส่วนน้อยที่ยังไม่เคยขายที่ดินไปให้นายทุน “พัฒนา” ในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหลายสิบเท่า
พวกเขาคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนที่สถาบันการเงินเอกชนไม่ต้องการเพราะมองว่าไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีกำลังใช้หนี้ มีแต่สถาบันการเงินภาครัฐเท่านั้นที่ให้บริการ หลายแห่งให้บริการแบบเสียไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีที่ไป
ประเทศไทยมีหมู่บ้านกว่า 70,000 แห่ง ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงตัวตำบลที่ใกล้ที่สุดอาจไกลนับสิบกิโลเมตรบนถนนลูกรังสีแดงที่ตวัดคดเคี้ยวไปตามคูนา ธกส. มีสาขา 650 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด เกษตรกรที่กู้เงินกับ ธกส. มักถูกบังคับให้ซื้อปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงกับธนาคาร ไม่นับกรณีที่พนักงานธนาคารเองหลายคนแอบปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ ธกส. ในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์
คนในโลกใบแรกจำนวนมากรู้สึกว่าโลกนี้หดเล็กลงจนน่าอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่เร็วปานสายฟ้าแลบ และมหกรรมโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินร้อยแปดที่ตะโกนกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากสื่อทุกประเภท แต่ในขณะเดียวกัน คนในโลกใบที่สองกลับไม่เคยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในระบบ ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องการทุนมากกว่า มีความมุ่งมั่นกว่าที่จะถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากบ่วงความจน
โลกการเงินกำลังหมุนเร็วเกินไปสำหรับคนในโลกใบแรก และสลัดคนในโลกใบหลังทิ้งอย่างไร้เยื่อใย โดยไม่เคยหันกลับมามอง
ธนาคารทุกแห่งวิ่งหาลูกค้า “high net worth” ไม่มีใครสนใจคนที่ “no net worth”
ในโลกแบบนี้ เป็นเรื่องแปลกอันใดที่พรรคไทยรักไทยจะได้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย ด้วยชุดนโยบาย “โดนใจ” ที่ถูกปรามาสว่าเป็น “ประชานิยม” แบบมักง่ายที่ไม่ยั่งยืน นโยบายที่สอนให้คน “เสพติด” เงิน มากกว่าจะสอนให้พวกเขามีวินัยในการใช้เงินและบริหารจัดการชีวิตอย่างแท้จริง
โลกการเงินมีองค์ความรู้ ทรัพยากร และปัจจัยต่างๆ จำนวนมากมายมหาศาล หากมี “กำแพงอคติ” ที่เรามองไม่เห็นที่กีดขวางไม่ให้ปัจจัยเหล่านั้นเข้าถึงคนที่ต้องการใช้มันที่สุด นั่นคือผู้ยากไร้ทั้งหลายในโลก
พนักงานธนาคาร ข้าราชการ และสมาชิกชนชั้นกลางหลายคนดูถูกคนจนว่าโง่ ไม่รู้เรื่อง ดูหมิ่นภูมิปัญญาชาวบ้านว่าไร้ความหมาย ไร้ประโยชน์ในโลกสมัยใหม่ และดูแคลนคนจนว่าไม่มีวันเป็น “ลูกค้าที่ดี” ของธนาคารได้
ข้าราชการมักเห็นประชาชนเป็นเพียง “ผู้ด้อยพัฒนา” ที่ต้อง “ถูกพัฒนา” โดยรัฐ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ประชาชนทุกระดับล้วนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ยากไร้ที่สุด ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม
ในระดับท้องถิ่นไทย ปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านสร้างนวัตกรรมการเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนโดยไม่ต้องรู้ศัพท์การเงินหรือจบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ ครูชบ ยอดแก้ว ก่อตั้ง “สัจจะสะสมทรัพย์วันละบาท” ในปี 2525 ห้าปีหลังกำเนิดธนาคารกรามีน ครูชบพัฒนากระบวนการ พัฒนาแนวคิดเป็นหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ชุมชนจนเป็นที่ยอมรับของภาครัฐ มีผู้นำความคิดของครูชบไปขยายผลต่อยอด ตั้งกลุ่มสะสมทรัพย์จนประสบความสำเร็จหลายแห่ง ปัจจุบันองค์กรการเงินท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีจำนวนกว่า 40,000 แห่ง มีเงินออมรวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท
แนวคิดของครูชบมุ่งสร้างสวัสดิการสังคมสำหรับคนในโลกใบที่สอง ครูภูมิปัญญาไทยท่านนี้พูดย้ำตลอดเวลาว่า “การสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต ต้องคู่กับสวัสดิการด้วย ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ในความเป็นจริง สังคมด้วยกันปฏิบัติต่อคนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน คือกลุ่มข้าราชการจะมีสวัสดิการจากรัฐ กลุ่มพนักงานบริษัทก็จะมีประกันสังคม ส่วนกลุ่มที่ขาดการเหลียวแลจากรัฐคือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน”
ในระดับโลก มูฮัมหมัด ยูนุส พิสูจน์ให้เห็นว่าอคติของชนชั้นกลางและข้าราชการหลายคนเป็นเพียงมายาคติที่ไม่เป็นความจริง เขาก่อตั้งธนาคารแห่งแรกในโลกที่มองคนจนที่สุดในสังคมว่าสามารถเป็น “ลูกค้า” ของธนาคาร ผู้มีศักยภาพที่จะนำเงินกู้ไปใช้ประกอบธุรกิจเพื่อถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากปลักความจน ธนาคารกรามีนมิได้มุ่งสร้างเงินออมหรือสวัสดิการให้กับลูกหนี้เหมือนกับแนวคิดสัจจะหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ในไทย แต่เงินออมและสวัสดิการก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโมเดลของกรามีน เพราะช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตของลูกหนี้ และเสริมสร้างวินัยและทักษะในการบริหารจัดการเงิน
ยูนุสตั้งประเด็นง่ายๆ ว่า ถ้าคนจนไร้ซึ่งศักยภาพใดๆ พวกเขาก็คงอดตายไปนานแล้ว ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นเครื่องยืนยันที่เพียงพอแล้วต่อความสามารถของคนจนในการเอาตัวรอด
ยูนุสเชื่อมั่นในศักยภาพภายในตัวมนุษย์ทุกคน ศักยภาพที่คนจนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ามี เพราะไม่เคยได้ถูกดึงออกมาใช้ และถูกคนรวยกว่าปรามาสว่าไม่มีอยู่จริง
ยูนุสเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงทุนในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสะท้อนความเคารพในศักยภาพดังกล่าว ประกอบกับการแนะแนวอย่างอ่อนโยน เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนจนสามารถดึงเอาศักยภาพในตัวเขาออกมาใช้ และเมื่อเขารู้วิธีนำศักยภาพนั้นออกมาใช้ เขาก็จะสามารถหลุดพ้นจากปลักความจนได้ด้วยตัวเอง และอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ไม่ใช่พอถึงเวลาชำระหนี้ก็ต้องไปขายที่นา ยืมเงินญาติ หรือ “เช่าเงิน” จากเจ้าหนี้นอกระบบมา “โปะ” เงินกู้ก้อนเก่า วนเวียนไปเช่นนี้ไม่จบสิ้น เหมือนกับเจ้าหนี้บางประเทศที่ชอบโฆษณาว่าใช้โมเดลของกรามีน แต่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังดึงศักยภาพภายในออกมาใช้ไม่ได้ หลายรายกลับถลำลึกลงไปในวังวนหนี้มากกว่าเดิมจนหาทางออกไม่เจอ ต้องรอรัฐบาลใหม่มายกหนี้ให้เช่นเคย
ธนาคารกรามีนพิสูจน์ให้เห็นว่า ธนาคารที่มองเห็นศักยภาพของคนจน และทำธุรกิจกับพวกเขาด้วยความเคารพในศักยภาพนั้นจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ปล่อยกู้แบบหละหลวมเพื่อหาคะแนนนิยม จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจ ถึงแม้ว่าอาจจะทำกำไรได้ไม่สูงเท่ากับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
“ความจริงใจ” ในการช่วยเหลือคนจน เป็นสิ่งที่ยูนุสตอกย้ำมาตลอดชีวิตของเขา และปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรมในหนังสือที่อยู่ในมือของท่าน
ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และสำนักพิมพ์มติชน ที่ได้ให้โอกาสผู้แปลถอดความของหนึ่งในวีรบุรุษในดวงใจออกมาเป็นภาษาไทย ผู้แปลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ในการก่อตั้งและขยับขยายธนาคารกรามีนของมูฮัมหมัด ยูนุส ที่ได้บรรจงถ่ายทอดอย่างละเอียดทุกขั้นตอนในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเงิน และ “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (social entrepreneur) รุ่นใหม่ในประเทศไทย ที่กำลังมุ่งแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ที่มอบสมดุลระหว่างการรับใช้สังคม กับการแสวงหากำไรสูงสุด
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ท่านอาจจะเห็นด้วยกับผู้แปลว่า “การเงินที่อ่อนโยน” (compassionate finance) นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงเท่านั้น แต่ยังกำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในหลายประเทศทั่วโลก
บางที สิ่งเดียวที่จำเป็นต่อกำเนิดของธนาคารเพื่อคนจนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในประเทศไทย อาจเป็นการตอบคำถามสั้นๆ ที่ยูนุสถามในหนังสือเล่มนี้ว่า เราต้องการช่วยเหลือคนจนจริงๆ หรือเปล่า?
สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | www.fringer.org
16 พฤษภาคม 2551
Popularity: 9% [?]











August 5th, 2008 at 6:19 pm
รออ่านอยู่ครับ
เล่มนี้ใช่ไหมเป็นเล่มที่นักแปลอยากแปล
: )
August 5th, 2008 at 6:29 pm
ใช่ๆ เป็นเล่มที่อยากแปลที่สุดในโลกแล้วค่ะ แล้วก็ได้แปลจริงๆ โชคดีมาก
August 5th, 2008 at 8:59 pm
ขอแก้ข่าวให้ธกส.หน่อยนะคะ
เรื่องที่บอกว่าบังคับซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงน่ะค่ะ
ลูกค้าของธกส.มีหลายแบบ
พวกที่กู้ไปทำนาทำไร่จริงก็มี พวกที่ขอกู้ไปซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกเด็กแว๊นก็มี
ซึ่ง พวกหลังเนี่ย เวลาที่กู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ไม่ผ่าน เค้าก็จะมาทำเนียน
ขอกู้ไปซื้อปุ๋ยซื้อยา ทำนาทำไร่ แต่จริงๆไม่ได้ทำ พอไม่ได้ทำก็ไม่มีรายได้
ไม่มีเงินมาส่งธนาคาร ซึ่งพักหลังปัญหาแบบนี้มันมีเยอะมาก
ทางธนาคารเค้าก็เลยจัดหน่วยงานที่ขายปุ๋ยซะเองเลย ถ้าคุณจะกู้เงินซื้อปุ๋ย ก็เอาปุ๋ยไปเลย
แต่ก็นะลูกค้าที่ได้ปุ๋ยจากธกส. เค้าก็เอาปุ๋ยไปขายให้คนอื่น
แล้วก็เอาเงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกสุดที่รักได้อยู่ดี
กลับมาที่เรื่องของหนังสือ เคยดูเรื่องธนาคารคนจนจากในทีวี
รู้สึกว่าแนวคิดเค้าดีมากเลย ชอบอ่ะค่ะ แต่ว่า มันจะขึ้นอยู่กับคนที่เอาไปใช้ด้วยหรือเปล่า
เหมือนว่าปัญหาของคนจนบางคน เค้าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออ่ะค่ะ เค้าต้องการแค่เงิน
(อาจจะมองโลกแคบไปหน่อยนะคะ แต่ประสบการณ์ที่เคยเห็นมา
มันทำให้มองบางคนในแง่ร้ายยังไงก็ไม่รู้)
August 5th, 2008 at 9:51 pm
คุณ aidaaya: เข้าใจค่ะว่า ธกส. มีปัญหาเหมือนกัน แต่ที่เขียนคือเพราะอยากจะสื่อว่า เงื่อนไขเงินกู้ของ ธกส. นั้น “จำกัด” ทางเลือกของลูกหนี้ค่อนข้างมาก (และมีลูกหนี้ ธกส. เล่าให้ฟังว่า เงื่อนไขที่ให้ลูกหนี้ซื้อปุ๋ยนั้นมีมานานแล้ว)
ส่วนเรื่องคนจนบางคนไม่อยากได้ความช่วยเหลือ อยากได้แต่เงิน ทุกประเทศก็คงมีคนแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ (ลูกหนี้ที่รวยล้นฟ้าแต่จ้องจะชักดาบเจ้าหนี้ลูกเดียวก็มีเยอะ) ฉะนั้นการที่ธนาคารเพื่อคนจนแต่ละแห่งประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน คงไม่ได้เป็นเพราะประเทศไหนมี “คนจนนิสัยดี” มากกว่ากัน แต่เป็นเพราะธนาคารที่ทำสำเร็จสามารถคิดโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาดกว่า กระตุ้นให้ลูกหนี้พัฒนาศักยภาพตัวเองและสร้างวินัยในการใช้หนี้ได้ดีกว่า สามารถแยกแยะระหว่างลูกหนี้ “ดี” กับลูกหนี้ “ไม่ดี” (ที่อยากชักดาบ)ได้เก่งกว่า เชื่อว่าถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะได้คำตอบระดับหนึ่งค่ะ ว่าโมเดลของกรามีนนั้น “ดี” อย่างไร และเป็นนวัตกรรมใหม่ขนาดไหนอย่างไรบ้าง ถึงได้ประสบความสำเร็จ ในหนังสือ ยูนุสอธิบาย “กลไก” ที่กรามีนใช้อย่างละเอียดพอสมควร เพราะชอบมีคนมองว่าโมเดลแบบกรามีนไม่มีทางเอาไปทำซ้ำในประเทศอื่นที่มีบริบทแตกต่างกันได้ ซึ่งความสำเร็จของไมโครเครดิตหลายแห่งทั่วโลกก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามุมมองแบบนี้ไ่่ม่เป็นความจริง
August 5th, 2008 at 11:17 pm
ยินดีมากครับที่มีหนังสือใหม่ออกมา ขอให้เล่มนี้ขายดีเหมือน”วิชาสุดท้าย”นะครับ โดยส่วนตัวผมว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่คนไทยควรอ่าน(โดยไม่ต้องรอให้อตีตนายกบางคนแนะนำ)เพราะให้แรงบันดาลใจในการความดีมากทีเดียวครับ ซื้อแน่นอนครับ!
August 6th, 2008 at 1:50 am
ยินดีด้วยกับหนังสืออีกเล่มนะครับ
แวะร้านหนังสือคราวหน้า ต้องอุดหนุนแน่นอน
August 6th, 2008 at 2:39 pm
หนังสือที่ผู้แปลอยากแปลมากที่สุด น่าจะเป็นผลงานที่ทำขึ้นด้วยความตั้งใจ และเอาใจใส่แน่ๆ เลย ไม่พลาดที่จะอุดหนุนแน่นอนครับ
August 7th, 2008 at 3:03 pm
ยังไงจะไปเมี่ยงมองดูตามร้านหนังสือนะคะ
นอกเรื่องนิดหนึ่งค่ะ
เพิ่งทราบข่าวว่า Randy Pausch เสียชีวิตแล้ว ทำเอาตัวเองน้ำตาซึมไปเลยค่ะ
เพราะเพิ่งรู้จักและติดตามอ่านเรื่องราวของเขามาได้เดือนกว่าๆ เอง
ทีนี้ ไม่ทราบว่ามีใครเอา The Last Lecture มาแปลเป็นภาษาไทยหรือยังค่ะ
ถ้ายัง ก็เชียร์ให้ จขบ. แปลออกมาอะคะ เราจะจองซื้อคนแรกเลย
August 7th, 2008 at 3:44 pm
ทุกท่าน: ขอบคุณค่ะ
คุณ rungie: ทราบว่ามีสำนักพิมพ์ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของ The Last Lecture ไปแปลแล้วนะคะ ดีใจที่จะมีคนแปลออกมาเป็นภาษาไทย เพราะชอบตั้งแต่ดูวีดีโอในยูทูบเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว (บังเอิญมากๆ ที่เขาเป็นอาจารย์ของน้องชายตัวเองด้วย (น้องชายทำบริษัทเกมน่ะค่ะ) น้องมันโชคดีจริงๆ ที่ได้เรียนกับอาจารย์ดีๆ อย่างนี้
)
August 7th, 2008 at 8:20 pm
ขอบคุณสำหรับข่าวค่ะ มีคนเอามาแปลแล้วก็ดีค่ะ ไว้คงได้ตามเก็บ
ทราบเหมือนกันค่ะว่าน้องชาย จขบ. เคยเรียนกับ Prof.Randy (เท่าที่อ่านจากหลายที่ๆ ลูกศิษย์ลูกหาล้วนชื่นชมเขาทั้งนั้นเลย…ดีจริงๆ ค่ะ)เพราะว่าเข้าไปตามอ่านเรื่องราวของ Prof.Randy จนไปเจอบล็อกของคุณ iTeau’s Dirt ก็เลยทราบ พอตามอ่านต่อมาเรื่อยๆ ก็ให้มาเจอบล็อกนี้
จริงๆ ทราบมานานแล้วค่ะ ว่า จขบ. มีบล็อกนี้อยู่ แต่ไม่ได้เข้ามาสักที แต่ก็ตามอ่านผลงานจากนิตยสารต่างๆ อยู่บ้าง ตอนนี้ กำลังอ่าน ตกน้ำไม่ไหล อยู่ค่ะ
ส่วนชื่อของ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ยินครั้งแรกก็ตอนที่เขาได้รางวัลโนเบิล ได้ฟังและอ่านเรื่องของเขาอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงโครงสร้าง
แต่ถ้าจะให้โยงไปถึง ธกส. ต้องคุยกันยาวค่ะ ที่ได้รูจักและสัมผัสกับธกส.มาตั้งแต่เล็กจนโต รู้สึกได้ว่า มันเป็นความเจ็บปวด(อีกอย่างหนึ่ง)ของเกษตรกรไทยจริงๆ
August 8th, 2008 at 10:15 am
OFF TOPIC
ขออนุญาติแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์สำหรับแฟนนานุแฟนของหนังสือ “นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน” (คุณยุ้ยน่าจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ถ้าเข้าใจผิดผมขออภัยด้วยครับ)
เสาร์นี้เวลา 13.30 น. สนพ.ผีเสื้อ มีการจัดงานเสวนา “เบื้องหน้าและเบื้องหลังฯ” ที่ร้านคิโนะคูนิยะ ชั้น 3 สยามพารากอน ครับ
งานนี้เจอทั้ง ผู้แปล และบรรณาธิการเลย
August 8th, 2008 at 4:02 pm
รออยู่แล้ว ออกซักที..
August 8th, 2008 at 9:06 pm
ติดตามผลงานคุณยุ้ยมาตลอดครับ นับถือเป็นนักแปลในดวงใจคนหนึ่งทีเดียว
เป็นกำลังใจให้ผลิตผลงาน ออกมาสม่ำเสมอเช่นนี้ ตลอดไปครับ
August 11th, 2008 at 9:20 am
วันเสาร์ที่ผ่านมาแวะไปที่คิโนะคูนิยะ เห็นหนังสือ “นายธนาคารเพื่อคนจน” วางจำหน่ายแล้วนะครับ
August 12th, 2008 at 1:23 pm
หนังสือสวยสุดใจเลยค่ะ
August 14th, 2008 at 1:07 pm
ไม่พลาดแน่คะ
มีคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้เยอะคะ
พี่ที่ออฟฟิศที่เพิ่งอ่านจบเดินมาการันตีเองเลย
August 20th, 2008 at 8:12 am
รอมานานแล้วค่ะ สำหรับหนังสือเล่มนี้
ตอนนี้ทำงานกับที่มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิต จัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน
ให้กับกลุ่มสตรีในชนบท ในภาคเหนือของไทย เหมือนหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ
ตอนนี้สั่งซื้อไปแล้ว 5 เล่ม ค่ะ ใครสนใจเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน
เยี่ยมชมเว็บไซด์ของเราได้นะค่ะ ที่ www.commoninterest.org และ
www.microfinancethailand.com ค่ะ
August 28th, 2008 at 11:17 pm
เย้ๆ นักแปลช่วยโฆษณาหนังสือให้ด้วย ดีใจจังที่ได้รู้ว่าเป็นหนังสือที่อยากแปลมากที่สุดของคุณยุ้ย ปลื้มๆ ขอให้ขายดีๆ ได้พิมพ์ซ้ำ เราก็จะรอดปากเหวด้วย หนังสือที่ทำไม่ขาดทุน แต่ใจจริงก็คือ หนังสือมันดีจริงๆ นะคะ รับรองว่าคุ้มค่าเงินมากๆ เลย
August 30th, 2008 at 8:21 am
ทุกท่าน: ขอบคุณที่อุดหนุนค่ะ
คุณ ploy: โอ้ น่าสนใจมาก ขอบคุณสำหรับลิ้งก์เว็บไซต์นะคะ แล้วจะเข้าไปดู
บ.ก. พลอย: ฮ่าๆ ขอบคุณคุณพลอยเหมือนกันที่เป็น บ.ก. ต้นฉบับให้ ดีใจที่มติชนพิมพ์ ขอบคุณที่ช่วยเข้ามาโปรโมทนะคะ ;D
September 24th, 2008 at 5:09 pm
หนังสือเล่มนี้ดีมาก อ่านแล้วยังคงความเชื่อว่าอุดมการณ์ในโลกนี้มีจริงและจับต้องรวมถึงแปรเปลี่ยนเป็น “พลัง”ในทางสร้างสรรค์ได้
ขอแสดงความชื่นชมผู้แปลที่มอบแสงสว่างปลายอุโมงค์ (แม้เพียงดวงเล็กๆ )ให้แก่คนไทยได้หูตาสว่างขึ้นมาบ้าง อย่างน้อย ๆ ชีวิตก็มีหลากหลายมิติให้ชืนชม
January 9th, 2009 at 10:08 pm
[…] หนังสือน่าอ่าน: นายธนาคารเพื่อคนจน Filed under: books — ekkman @ 22:07 เมื่อสักสามสี่วันก่อนระหว่างนั่งรถไปขึ้นรถไฟที่สถานีหาดใหญ่ แว็บไปแวะที่ร้านนายอินทร์หาดใหญ่จะได้ช๊อปหนังสืออ่านแก้เซ็งบนรถไฟเพราะมันนานนนนนกว่าจะถึงกทม. ตอนแรกก็ซื้อ fotoinfo (ใครเน็ตไม่แรงอย่าได้ลองเพราะภาพใหญ่ๆ เขาเยอะจริง) ฉบับเดือนฉันวาคมไปตามปกติ ความที่รู้สึกว่านั่งนานนะ (6 โมงเย็นถึง 10 โมงเช้าตามกำหนดการ) นิตยสารเล่มเดียวมันจะพอเหรอ เราก็เลยไปแอบดูซอกซอยต่างๆ ภายในร้านว่าจะมีเล่มไหนที่อ่านได้อีก เพราะเล่มที่หยิบไป Refactoring HTML มันอ่านจบไปแล้ว (แอบเสียดายตังค์ ราคามันน่าจะสัก 800 บาท T_T) ก็ดูไปๆ สะดุดตากับเล่มนี้เข้าให้ นายธนาคารเพื่อคนจน: มูฮัมหมัด ยูนุส […]