Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

คนดีที่เป็นพลเมืองเลว

อ่าน บทความใหม่ของอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่ลง นสพ. กรุงเทพธุรกิจวันนี้แล้วชอบมาก จึงขอแปะมาแบ่งปันให้อ่านโดยทั่วกัน เพราะสังคมเรายังไม่ค่อยมีการถกเถียงเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญ” ของคุณธรรมจริยธรรมต่างๆ เท่าที่ควร แถมยังดูเหมือนจะลำดับความสำคัญผิดพลาดในหลายๆ กรณีอีกด้วย เพราะไม่ว่าจะคุยกันเรื่องอะไร ดูเหมือน “ประโยชน์สาธารณะ” ที่ไม่มีเจ้าภาพชัดเจนเหมือนกับค่าเสียหายส่วนบุคคลเวลาเกิดกรณีพิพาทระหว่างคนกับคนด้วยกัน จะต้องกลายเป็นเรื่องสำคัญน้อยที่สุดในสายตาของคนส่วนใหญ่ทุกทีไป

ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้น่าจะสะท้อนระดับวุฒิภาวะของสังคมเราได้ดีระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้กันมากๆ ก็น่าจะดึงวุฒิภาวะโดยรวมให้สูงขึ้นได้

คนดีที่เป็นพลเมืองเลว
โดย ไชยันต์ ไชยพร (ลิ้งก์ไปยังเว็บอื่นๆ เพิ่มเติมโดยเจ้าของบล็อก)

ในเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ต้องขอออกตัวว่า ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่แม้ว่าไม่ใช่นักกฎหมาย ก็ไม่ได้หมายความว่า จะคิดทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายไม่ได้ เพราะมันมีข้อความที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า “คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฎหมายไทย” ถึงเวลาทำอะไรไปแล้วมีคนกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย จะทำไขสือตาใสปฏิเสธว่าไม่รู้ เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต้องทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาเรื่องกฎหมาย

เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ทำให้ผมเกิดความสงสัยอย่างยิ่งว่า บุตรมีสิทธิอันชอบธรรมหรือไม่ที่จะปฏิเสธให้ถ้อยคำในกระบวนการหาหลักฐานข้อเท็จจริงในการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยอ้างเหตุผลในทำนองที่ว่า ไม่สามารถให้การที่เป็นการให้ร้ายต่อบุพการี ?

จากกรณีดังกล่าว หลายคนอาจนึกถึงคำว่า “อุทลุม” ซึ่งแหล่งข้อมูลได้อธิบายไว้ว่า คำว่า อุทลุม “เป็นถ้อยคำที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุว่า เป็นคำวิเศษณ์ หมายความว่า ผิดประเพณี ผิดธรรมะ” ขณะเดียวกัน ถ้าใครไปพลิกดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ก็จะพบข้อความบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้”

การที่กฎหมายไทยห้ามไม่ให้ลูกฟ้องพ่อแม่ ก็ด้วยการกระทำดังกล่าวต่อบุพการีขัดต่อจารีตประเพณีไทยของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะขนาดในปรัชญาการเมืองกรีกโบราณของเพลโตเอง ก็มีข้อเขียนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องบุตรฟ้องบิดาของตนในบทสนทนาที่ชื่อ ยูไทโฟร โดยที่เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากการที่บุรุษที่ชื่อ ยูไทโฟร ไปร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการกับบิดาของเขาในข้อหาฆ่าคนตาย โสกราติสซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในบทสนทนาของเพลโต ก็ตั้งคำถามซักไซ้ไล่เรียงถึงความชอบธรรมที่ยูไทโฟรผู้บุตรจะฟ้องบิดาของตน

แต่การให้ข้อมูลข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมมันเป็นคนละเรื่องกับการฟ้องร้อง อุทลุมจึงไม่เกิดขึ้นในกรณีการให้ข้อมูลหรือให้การในศาล ในกรณีการให้ข้อมูลถ้อยคำในคดีที่บิดาถูกกล่าวหา ผู้เป็นบุตรย่อมสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องไปให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้ความกระจ่างในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบิดาของตนยืนยันว่าไม่ผิด รวมทั้งหากบุตรเชื่อและรู้ในความบริสุทธิ์ตรงไปตรงมาของบิดาของตน

นอกเสียจากว่า บุตรจะตระหนักว่า ถ้าเปิดเผยข้อเท็จจริงไปแล้ว จะเป็นหลักฐานมัดตัวบิดาของตน ซึ่งในกรณีแบบนี้ ไม่แปลกที่หลายคนอาจเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่เป็นบุตร

แต่ในกรณีที่บุตรเป็นผู้กระทำธุรกรรม ซึ่งยังผลให้เกิดข้อสงสัย-ข้อกล่าวหากับตัวบิดา ในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังธุรกรรมดังกล่าว ย่อมยากที่จะปฏิเสธไม่ให้ข้อมูล-ข้อเท็จจริง เพราะเป็นกรรมที่กระทำด้วยตัวเองตามกฎหมาย อีกทั้งตนก็บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย

อีกทั้งกรณีข้อกล่าวหาที่มีต่อบิดาของตนนั้น ได้กลายเป็นความขัดแย้งแบ่งประชาชนร่วมชาติออกเป็นสองฝ่ายลุกเป็นไฟทั้งประเทศ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าไม่ผิด อีกฝ่ายเชื่อว่าผิด แต่จะถูกจะผิดอย่างไร ก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปให้ถึงที่สุด ถ้าผิดก็ว่าตามผิด แต่ถ้าไม่ผิด ก็จะได้เฮกัน เรื่องก็จะได้จบลง แต่เมื่อไม่ร่วมมือที่จะให้กระบวนการดำเนินไปได้โดยสะดวก ความขัดแย้งนี้ก็จำต้องดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังเห็นว่า การปฏิเสธที่จะให้ถ้อยคำดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องของคุณธรรมของผู้เป็นบุตรที่พึงปฏิบัติต่อบุพการี ที่สมาชิกในครอบครัวต้องให้ความสำคัญต่อการปกป้องสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้เป็นบิดาของตน ความกตัญญูกตเวทิตาถือเป็นคุณธรรมยิ่งใหญ่ไม่เฉพาะในสังคมไทย แต่รวมถึงสังคมอื่นๆ โดยทั่วไป

แน่นอนว่า ในสภาวะปกติที่คนในครอบครัวหนึ่งมีปัญหาในทางกฎหมายกับอีกครอบครัวหนึ่ง คนในแต่ละครอบครัวก็ย่อมต้องถือผลประโยชน์ และความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวของตนเป็นสำคัญโดยเบื้องแรก ไม่มีใครปฏิเสธได้

แต่ถ้าหากผลประโยชน์ของครอบครัวของตนเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งกับผลประโยชน์สาธารณะ ในแง่นี้ ความขัดแย้งในเรื่องจริยธรรมคุณธรรมเกิดขึ้นทันที นั่นคือ จริยธรรมคุณธรรมของความเป็นสมาชิกในครอบครัวกับจริยธรรมคุณธรรมของความเป็นพลเมือง

เมื่อเกิดปัญหาทางสองแพร่งที่คนๆ หนึ่ง ต้องเลือกระหว่างการเป็นลูกที่ดีกับการเป็นพลเมืองดี เธอควรจะเลือกอะไร ?

จะว่าไปแล้ว หากเจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงทิ้งครอบครัวของพระองค์ไป แต่กลับเลือกที่จะเป็นลูกที่ดี สามีที่ดี พ่อที่ดีตามหลักจริยธรรมคุณธรรมของครอบครัวโดยทั่วไปแล้ว โลกก็คงไม่มีพระพุทธเจ้าอย่างที่มีทุกวันนี้ !

พี่น้องประชาชนไทยเราจำนวนไม่น้อย อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับปัญหาความขัดแย้งทางจริยธรรมคุณธรรมแบบนี้ เพราะที่ผ่านมา หลายคนมักจะเข้าใจว่า จริยธรรมคุณธรรมมีชุดเดียว ถ้าคนไหนทำดีมีจริยธรรมคุณธรรมก็ย่อมเป็นคนดี เป็นลูกที่ดีก็ย่อมเป็นพลเมืองดีด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่น่ามีปัญหาอะไร หรือใครเป็นพ่อที่ดีรักลูกปกป้องลูกที่แสนเลว สังคมไทยเราก็ยังเห็นใจว่า ผู้เป็นพ่อก็ยังมีจริยธรรมคุณธรรมความเป็นพ่อ แต่ไม่เคยฉุกคิดว่า เขาคนนั้นเป็นพลเมืองที่เลว

เช่นเดียวกันกับลูกที่ดีที่ปกป้องพ่อที่เลว หรือช่วยกันคนละไม้คนละมือในครอบครัวปกป้องผลประโยชน์ของครอบครัว โดยไม่สนใจว่าสาธารณะจะเสียประโยชน์ไปแค่ไหน อย่างนี้ก็ถือได้ว่าเป็นพลเมืองเลวกันทั้งครอบครัว และไม่มีจริยธรรมคุณธรรมพอที่จะอยู่ร่วมแผ่นดินกับคนอื่นๆ ได้

การที่คนหรือครอบครัวแต่ละครอบครัวมาอยู่รวมกันเป็นสังคมเป็นบ้านเป็นเมือง ทำให้มีการแบ่งงานกันทำ มีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้ความถนัด ตลอดจนสินค้าข้าวของต่างๆ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าอยู่ลำพังครอบครัวเดียวในป่าดงพงไพร ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนและครอบครัวแต่ละครอบครัวอยากจะอยู่รวมกันเป็นสังคมก็คือ ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมนั่นเอง เพราะถ้ามาอยู่รวมกันแล้ว มีแต่แข่งขันกอบโกยผลประโยชน์เข้าครอบครัวของตน ท้ายที่สุด สังคมก็จะเป็นสังคมต่อไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่เสียเปรียบอยากจะอยู่ต่อไป สู้ไปอยู่ตามลำพัง แต่คุณภาพชีวิตต่ำลงมาหน่อย ก็ยังจะดีกว่าที่จะต้องเผชิญกับความอยุติธรรมอยู่ร่ำไป

ดังนั้น เมื่อคนมาอยู่รวมกัน ก็ต้องเข้าใจถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์สาธารณะ หากยังยืนยันที่จะมุ่งแต่ผลประโยชน์ของครอบครัว โดยยืนยันจริยธรรมคุณธรรมของความเป็นสมาชิกในครอบครัวเหนือจริยธรรมคุณธรรมความเป็นพลเมือง ก็แปลว่า คนเหล่านั้นยังไม่มีจิตสำนึกของความเป็นคนร่วมชาติร่วมแผ่นดิน แต่มองสังคมเป็นพื้นที่ที่ตนจะฉกฉวยแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเข้ากระเป๋าครอบครัวของตน

ครอบครัวจะอยู่ไม่ได้ หากไม่มีผืนแผ่นดินรองรับให้ย่ำเดินตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวจะอยู่ไม่ได้ หากไม่มีผู้คนอาชีพอื่นๆ ที่เพาะปลูกทำไร่ไถ่นา ไม่มีคนซื้อสินค้าของครอบครัวของตน จนทำให้ครอบครัวของตนร่ำรวยสุดหล้าฟ้าดิน

และสิ่งที่คนร่วมแผ่นดินทุกคนยอมเสียสละให้เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคมก็คือ ภาษี ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานชัดเจนที่สุด ขนาดนักเรียนชั้นมัธยมต้นก็ตอบได้กันทุกคน และคงไม่ต้องพูดถึงว่า หากบุคคลที่เลือกที่จะหาทางทุกทาง เพื่อที่จะเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมายเป็นผู้ที่ถึงกับดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว บุคคลนั้นจะขาดจริยธรรมคุณธรรมของความเป็นพลเมืองร่วมแผ่นดินเพียงใด และทรยศต่อความไว้วางใจของพลเมืองร่วมแผ่นดินขนาดไหน?

Popularity: 11% [?]

Print This Post

18 Responses to “คนดีที่เป็นพลเมืองเลว”

  1. คนตกขอบ Says:

    “สังคมเรายังไม่ค่อยมีการถกเถียงเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญ” ของคุณธรรมจริยธรรมต่างๆ เท่าที่ควร แถมยังดูเหมือนจะลำดับความสำคัญผิดพลาดในหลายๆ กรณีอีกด้วย”

    คนชายขอบแน่ใจหรือว่า ไชยยันต์ จะเข้าใจเรื่องนี้ ????

    คนที่เข้าใจเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญ” ของคุณธรรมจริยธรรม” หน้าไหนที่ออกมาหนุนรัฐประหารเพื่อเอาทักษิณออกจากตำแหน่ง ???

    ซึ่งปัจจุบันก็พิสูจน์แล้วว่าบรรดาทหารและอภิชนก็เลวร้ายไม่ต่างจากทักษิณ (โดยที่อภิชนวิจารณืไม่ได้อีกต่างหาก)

    ผมไม่ทราบว่า “คนชายขอบ” มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่าที่ยกเอาไชยยันต์มา

    น่าแปลกที่วันนี้นิธิก็ต้อง “ลาก” เอาไชยยันตร์มาเพื่อพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ (ลองดูข้างล่างประกอบ)

    …………….

    สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกยุคใหม่
    โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

    http://www.matichon.co.th/matichon/news_detial.php?s_tag=01act01221050&day=2007-10-22§ionid=0130

    อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แสดงความเห็นคัดค้านการแก้กฎหมายอาญาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า “…สวนทางกับแนวคิดที่เมืองไทยต้องการให้สถาบันกษัตริย์มีภาพลักษณ์ที่สมัยใหม่ในสายตาประชาคมโลก”

    ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ไชยันต์เป็นอย่างยิ่ง …………..

  2. Porr Says:

    แหม ก็เค้าเลือกเป็นลูกที่เข้าข้างพ่อแล้ว ก็ว่ากันตามกฎหมายไปจิ

  3. Fringer Says:

    ป้อ: บทความนี้แค่แสดงให้เห็น fallacy ของข้ออ้างของพานทองแท้ ไม่ได้พูดเรื่องกฎหมายหรอก แต่ข้อเท็จจริงก็คือ การปฏิเสธที่จะให้ปากคำ (โดยใช้ข้ออ้างที่ “ฟังไม่ขึ้น”) จะทำให้การเอาตัวทักษิณมาขึ้นศาลทำได้ยากกว่าเดิมมาก (แต่เข้าใจว่า ตอนนี้ทาง คตส. ใกล้จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเงินบางก้อนที่เอาไปซื้อสโมสรแมนฯ ซิตี้ เป็น “เงินสกปรก” ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้จริงก็จะเอาตัวข้ามแดนกลับมาง่าย เพราะกฎหมายฟอกเงินระหว่างประเทศมีผลบังคับเข้มมาก)

    คุณคนตกขอบ: คิดว่าคงไม่มีใคร “จัดลำดับความสำคัญ” ของคุณธรรมจริยธรรมตรงกันในทุกๆ เรื่องหรอกค่ะ แต่ในประเด็นเปรียบเทียบ “ลูกที่ดี” กับ “พลเมืองที่ดี” แล้ว เห็นด้วยกับอาจารย์ไชยยันต์มาก ก็เลยยกมาโพสในบล็อกนี้ การที่เห็นด้วยกับอาจารย์ไชยยันต์เรื่องลำดับความสำคัญระหว่างลูกที่ดีกับพลเมืองที่ดี ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับลำดับความสำคัญของเรื่องอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจะ extrapolate ตรรกะของอาจารย์ ไปตัดสินเรื่องทักษิณ รัฐประหาร ฯลฯ คงไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นคนละบริบทกัน (คือ ถ้าเห็นด้วยว่า X สำคัญกว่า Y ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยว่า A สำคัญกว่า B)

    คิดว่าการเห็นด้วยกับใครในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับเขาในทุกๆ ประเด็นนะคะ ถ้าเราต้อง “ใจแคบ” ขนาดนั้น สังคมเราก็คงมีวิวาทะเรื่องต่างๆ กันได้น้อยมาก เพราะไม่ว่าเราจะคิดอย่างไร ก็คงหาคนที่เห็นด้วยกับเรา 100% ในทุกๆ เรื่อง ได้ยากเต็มที ถ้ามัวแต่คิดว่ามี “วาระซ่อนเร้น” อะไรหรือเปล่า โดยไม่ดู “ประเด็น” ที่คุย แต่เอาความเห็นในประเด็นอื่นๆ มาตัดสินว่าควรฟังหรือไม่ฟังเสียงของคนอื่นในประเด็นนี้ ก็คงคุยกันลำบากค่ะ :)

    เพียงเพราะใครเห็นด้วยกับเราหรือเปล่าในประเด็น “ความชอบธรรม” หรือ “ความเหมาะสม” ของรัฐประหาร ไม่ควรเป็นเครื่องตัดสินว่าเราควรรับฟังความเห็นของเขาในประเด็นอื่นๆ หรือเปล่านะคะ (โดยเฉพาะในประเด็นที่ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย) เรื่องหนึ่งที่ทำให้เศร้าใจคือ ตอนนี้ความเห็นเรื่องรัฐประหารกลายเป็น “ตัวตัดสิน” แบบใช้อคติสรุปเอาเหมารวม ในมุมมองของนักวิชาการจำนวนมากจนน่าตกใจ

  4. คนตกขอบ Says:

    ประเด็นไม่ใช้เรื่องใจแคบ-ใจกว้าง ครับ แต่ผมคิดว่าเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองบริบทของคนพูดด้วย ว่ามันสมเหตุสมผลแค่ไหน

    ตัวอย่างเช่น ต่อไปการที่เราจะพูดเรื่องหลักนิติรัฐ/นิติธรรม เราไม่สามารถกลับไปหา สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มธ. ที่เข้าไปเป็น สนช.(สุนัขรับใช้) คณะรัฐประหารได้อีกต่อไป

    คุณ “คนชายขอบ” ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของสุรพล ดูสิว่ามันน่าขันสักเพียงใด
    ………….

    “เมื่อคุณไม่เคารพกฎหมาย คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเคารพอำนาจของคุณ”

    http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=246

    ผมคิดว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างคงเส้นคงวา การแสดงความเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างจากรัฐบาล เป็นเรื่องปรกติของนักวิชาการ แต่ผมไม่ได้ทำอย่างนี้กับรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ผมทำอย่างนี้มาทุกรัฐบาล เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกว่าหลักการสำคัญทางกฎหมายถูกกระทบกระเทือน รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แนวคิดเรื่องนิติรัฐถูกกระทบ หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกละเลย ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ที่จะบอกกล่าวกับสังคม เพราะนี่เป็นเรื่องที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของผม และผมเชื่อว่าสังคมก็คงคาดหวังด้วยว่า คนที่ได้เงินของรัฐบาลไปเรียนหนังสือในต่างประเทศเป็นเวลานาน ๆ และอยู่ในฐานะนักวิชาการในมหาวิทยาลัย น่าจะต้องทำหน้าที่อย่างนี้ ที่สำคัญคือผมทำอย่างนี้มาตลอดกับทุกรัฐบาล ก็เป็นธรรมดาที่รัฐบาลไม่ค่อยชอบเวลาที่มีใครมาค้าน ผมคงเส้นคงวาในแง่ของการทำหน้าที่และเป็นหน้าที่ที่ผมคิดว่าต้องทำ เพราะถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่ทำ ผมก็นึกไม่ออกว่าในสังคมไทยจะมีใครทำหน้าที่นี้แทน สังคมคาดหวังจากมหาวิทยาลัยสูงมาก และอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่ควรละเลยต่อหน้าที่นี้

    ผมเชื่อในหลักการทางกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูกต้อง คนของคณะนิติศาสตร์ คนของธรรมศาสตร์ ก็จะต้องออกมาทำหน้าที่เตือนสังคมไทย เราต้องกล้าต่อสู้กับสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้องในทางกฎหมาย เราไม่ได้คว้าอาวุธไปต่อสู้กับเขา แต่ความกล้าหาญทางด้านจริยธรรมโดยรวมในการแสดงความคิดเห็นเป็นภาระหน้าที่ของเรา ส่วนจะผิดหรือถูก ใครจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่เป็นไร เราได้ทำหน้าที่ของเราต่อสังคมแล้ว และวันเวลาข้างหน้าจะตัดสินเอง

  5. rathwjj Says:

    So your ethics is OK?
    OK as many people that said they have best ethics.

    Innocent like Sak, Charan, Klanarong, and Methakarn?
    Oh how can I forgot that one, Chaiyong Chaiyaporn.

    They have the great ethics, same as you?

    Right?

  6. Fringer Says:

    คุณคนตกขอบ: เห็นด้วยเรื่องการมอง “บริบทของคนพูด” ค่ะ และเห็นด้วยกับที่ยกมาว่า บทสัมภาษณ์ อ. สุรพลนั้น “น่าขัน” มาก แต่ที่มัน “น่าขัน” ก็เพราะว่า “บริบท” ที่อาจารย์พูดถึงนั้นเป็นบริบทเดียวกันกับรัฐประหาร (คือพูดเรื่อง “หลักนิติรัฐ” เหมือนกัน) แต่ในขณะที่บริบทในบทความของ อ.ไชยันต์ ที่โพสมานี้ (ประเด็น “ลูกที่ดี” vs. “พลเมืองดี”) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเด็นเรื่องนั้นเลยนี่คะ ดังนั้นจึงไม่คิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องคำนึงถึงจุดยืนเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารของอาจารย์ ในการประเมินประเด็นที่แกเขียนในบทความนี้

    Khun rathwjj: Still fond of generalizations, I see. I never claim even once in this blog that I have “great ethics,” nor have I ever said anything about those people you mentioned. Just because I think some people in our society make ‘mistakes’ in their priorities doesn’t mean I think I’m a “better” person, because prioritization and overall ethics are two different topics. Besides, I don’t think ethics is a black-or-white, all-or-nothing kind of thing. The same person can act “ethically” (in your eye) in one circumstance, yet act “unethically” in another circumstance. And no matter where we think the person’s overall “ethics level” lies, we certainly can, and should, evaluate their opinions/stance on each issue independently of their opinions/stance on other issues that are completely unrelated to the issue being debated.

    It’s interesting that whenever I post something that you disagree with but cannot find evidence or arguments to refute it, you would resort to generalizations that have nothing to do with the specific issue I raised; you only address the specific issue when you agree with it. It seems that many visitors to this blog do the exact same thing :P

  7. คนตกขอบ Says:

    “แต่ในขณะที่บริบทในบทความของ อ.ไชยันต์ ที่โพสมานี้ (ประเด็น “ลูกที่ดี”
    vs. “พลเมืองดี”) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเด็นเรื่องนั้นเลยนี่คะ ดังนั้นจึงไม่คิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องคำนึงถึงจุดยืนเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารของอาจารย์ ในการประเมินประเด็นที่แกเขียนในบทความนี้”

    คุณคนชายขอบแน่ใจหรือครับว่าคนอย่างไชยยันตร์จะ “ชื่อตรง” ในการใช้ตรรกะในเรื่อง “ลูกที่ดี” vs. “พลเมืองดี” ทุกกรณี

    (นอกจากนั้นอาจจะมีปัญหาเรื่อง “พ่อที่ดี” vs “พลเมืองทีดี” ของบางตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เอ่อ ผมกำลังพูดถึงตระกูลอยู่บำรุงอยู่นะครับ)

    ประเด็นที่ผมยกมาไม่ใช่เรื่องเจ้าคิด เจ้าแค้น ประเภทที่ว่าใครหนุนรัฐประหารแล้วจะแย่ไปหมด (ซึ่งอาจจะจริงก็ได้) แต่ประเด็นที่จะชี้ก็คือคนอย่างไชยยันต์ นั้นสามารถดึงเรื่องทาง “วิชาการ” ซึ่งก็คือเรื่อง “กรีก-โรมัน” มารับใช้ประเด็นทางการเมืองให้ดูดีเท่านั้นเอง

    ลองอ่านดีเบทของไชยยันตร์ข้างล่างดูแล้วกัน

    …………….

    อ่านเอาเรื่อง : รัฐประหาร ทางออกสุดท้ายของการเมืองไทยยุคทักษิณ?

    http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=627

  8. rathwjj Says:

    Evidence?

    I don’t know what called evidence in your eyes.
    Sometimes bias rumor called evidence?

    As I see in many cases of this AEC (sorry if mistaken), I can see only -> to believe that. One side assumption and only one side of thinking.

    So what called as evidence in that?

    as “It’s interesting that whenever I post something that you disagree with but cannot find evidence or arguments to refute it, you would resort to generalizations that have nothing to do with the specific issue I raised; you only address the specific issue when you agree with it. It seems that many visitors to this blog do the exact same thing”

    Why should I nodded only when I agreed?
    Sorry I am not that kind.
    Only argue in the point that I cannot except.
    That why I read many of your blogs and just silence, cause no point for me to just nodded on that.

    In the case of that Ajarn (sorry I cannot accept him as that, but for respect in his kind of working profession).

    Have to tell that I dislike on his kind of act and opinion;
    As I wrote down, I, kind of bias of Militia dictation, never see that kind of opinion is any good to read.

  9. Fringer Says:

    Khun rathwjj: I suggest you follow the news more closely ka. Also, you might be interested in some of my previous posts about the Kor Tor Sor’s work on Thaksin case which DOES uncover plenty of incriminating evidence despite it being very slow, biased, and largely ineffective. For example here: http://www.fringer.org/?p=275. Yes, I think the court’s verdict in Thaksin’s case (if it DOES go to court) will be heavily biased (overly harsh), but that doesn’t mean he’s innocent. I hope you keep reading this blog na ka, because one day I plan to write about the differences between 1) problems in our current prosecution/justice system, and 2) Kor Tor Sor’s bias, incompetences and mistakes, as reflected in Thaksin’s case - because people often mistake the two even though they are not the same things.

    คุณคนตกขอบ: ไม่แน่ใจหรอกค่ะว่าอาจารย์ไชยันต์จะ “ซื่อตรง” ในการใช้ตรรกะในทุกๆ กรณี แต่เราก็คงต้องรอให้อาจารย์ไชยันต์เขียนเรื่องอื่นที่แสดงความ “ไม่ซื่อตรง” ก่อน ก่อนที่จะเหมาว่าอาจารย์จะทำอย่างนั้นจริงๆ จะดีกว่าไหมคะ แทนที่จะ assume worst case ก่อนแล้วล่วงหน้า (ส่วนตัวคิดว่า อาจารย์ก็รู้อยู่แล้วว่าปัญหา “พ่อที่ดี” vs “พลเมืองทีดี” ของบางตระกูลนั้นมีอะไร แต่คงเลือกที่จะไม่พูดถึง การเลือกที่จะไม่ได้พูดถึงไม่ได้แปลว่าปัญหานั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้นนี่คงไม่ใช่เรื่องของความ “ไม่ซื่อตรง” ต่อตรรกะ แต่อาจเป็นเรื่องของการเลือกพูดเรื่องที่มีความเสี่ยงส่วนตัวน้อยหน่อยมากกว่า)

    ไม่คิดว่าอาจารย์แกเอาประเด็นกรีกโรมันมา “รับใช้” อะไรหรอกค่ะ แกเชื่อของแกจริงๆ บทความที่ลงสารคดีก็เคยอ่านแล้ว ไม่เห็นด้วย แต่นับถือจุดยืนของอาจารย์เพราะก็ชัดเจนดี

    จริงๆ แล้วการเมืองไทยตอนนี้ก็คล้ายกับประวัติศาสตร์โรมันมาก โดยเฉพาะช่วงการต่อสู้ระหว่าง Optimates (ฝ่ายชนชั้นนำ) กับฝ่ายทหารและประชาชน ซึ่งการใช้อำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จของ Sulla (Optimate คนสำคัญที่เป็นทหารด้วย ถึงแม้จะเกิดในช่วงที่ตระกูลตัวเองตกอับแล้ว) ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สาธารณรัฐโรมันล่มสลายในเวลาต่อมา กำลังยุให้เพื่อนที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์โรมันเขียนเรื่องนี้อยู่ :D

  10. คนตกขอบ Says:

    ถ้าคุณคนชายขอบกล่าวว่า
    “นี่คงไม่ใช่เรื่องของความ “ไม่ซื่อตรง” ต่อตรรกะ[ของไชยยันตร์] แต่อาจเป็นเรื่องของการเลือกพูดเรื่องที่มีความเสี่ยงส่วนตัวน้อยหน่อยมากกว่า”
    ถ้าจริง นี่ไงล่ะครับที่แสดงว่า ไชยยันตร์ไม่ชื่อตรงต่อตรรกะ
    เพราะใช้บรรทัดฐานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น อิทธิพลทางการเมือง ความเชื่อ หรือเพราะชาติกำเนิด ฯลฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ
    (อย่าลืมนะครับเพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญคณะรัฐประหารมาตรา 5 ยังระบุไว้เลยว่า “ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ่มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน”)
    จริง ๆ แล้วผมไม่มีปัญหาหรือครับเรื่องการเช็คบิลทักษิณ แบบที่คุณคนชายขอบทำ (แม้จะเห็นแย้งในบางกรณีเช่นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นการตีความที่กว้างเกินไป) แต่ผมมีปัญหามาก ๆ เวลาคนที่พูดถึงคำใหญ่คำโต หรืออ้างเรื่องปรัชญาอะไรที่ลึกซื้งเช่นกรณีไชยยันตร์ เพราะถ้าพูดกันตรงๆ แบบนักเลงปากซอย เช่น “กูไม่ชอบหน้ามึง มีอะไรหรือเปล่า” ยังดูน่าเคารพกว่าเป็นไหน ๆ

  11. VP Says:

    สำหรับคนตกขอบครับ “กูไม่ชอบหน้าแม้ว มีอะไรหรือเปล่า”

    ===

    คนตกขอบต่ออีกนิดครับ การเลือกปฏิบัติ หรือ เอาปรัชญามาใช้เป็นการไม่ซื่อตรงต่อตรรกะ ก็จริงอย่างที่คุณพูดครับ หากมองความด้านเดียว

    เป้าหมายของปรัชญาน่าจะนำความสุขมาสู่มวลมนุษย์ ดังนั้นก็เหมือนกับการเปรียบเปรย นิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ 2 หลักนี้ควรมองคู่กันอยู่ที่ว่า Degree ของความสำคัญอยู่ที่มุมมองไหน

    การเลือกปฏิบัติเช่นในกรณีที่แม้วเลือกปฏิบัติกับพวกพ้อง และคนที่เลือกเขามาก่อนก็มีอยู่เห็นๆ แต่ไม่ใช่จะหมายความว่า อาจารย์ไชยยันตร์ จะเลือกมา “ไม่ซื่อตรงต่อตรรกะ” เพราะเลือกปฏิบัติเพื่อที่จะรับใช้ใครครับ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเหมือนในกรณีแม้วนะครับ

    ต้องมองหลายมิติครับ… ที่สำคัญผมผิดหวังกับนักคิดหลายๆท่าน ที่ “ตกขอบ” ไปเลยจริงๆ ไม่ได้มอง ความเป็นไปได้, ความเป็นจริงในด้านอื่นๆ

  12. คนตกขอบ Says:

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “คนชายขอบ” คงคิดไม่เหมือนคุณ VP นะครับ

  13. ข้อมูล Says:

    คนตกขอบ: “คุณคนชายขอบแน่ใจหรือครับว่าคนอย่างไชยยันตร์จะ “ชื่อตรง” ในการใช้ตรรกะในเรื่อง “ลูกที่ดี” vs. “พลเมืองดี” ทุกกรณี
    (นอกจากนั้นอาจจะมีปัญหาเรื่อง “พ่อที่ดี” vs “พลเมืองทีดี” ของบางตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เอ่อ ผมกำลังพูดถึงตระกูลอยู่บำรุงอยู่นะครับ”

    ส่วนหนึ่งของบทความ:”….พี่น้องประชาชนไทยเราจำนวนไม่น้อย อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับปัญหาความขัดแย้งทางจริยธรรมคุณธรรมแบบนี้ เพราะที่ผ่านมา หลายคนมักจะเข้าใจว่า จริยธรรมคุณธรรมมีชุดเดียว ถ้าคนไหนทำดีมีจริยธรรมคุณธรรมก็ย่อมเป็นคนดี เป็นลูกที่ดีก็ย่อมเป็นพลเมืองดีด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่น่ามีปัญหาอะไร หรือ ใครเป็นพ่อที่ดีรักลูกปกป้องลูกที่แสนเลว สังคมไทยเราก็ยังเห็นใจว่า ผู้เป็นพ่อก็ยังมีจริยธรรมคุณธรรมความเป็นพ่อ แต่ไม่เคยฉุกคิดว่า เขาคนนั้นเป็นพลเมืองที่เลว”

    ใครว่าในบทความไม่ได้พูดถึง พ่อที่ดี vs พลเมืองที่ดี

    ตกลง คนที่ใช้นามว่า “คนตกขอบ” ได้อ่านข้อเขียนก่อนที่จะวิจารณ์หรือเปล่า ?

  14. Porr Says:

    เข้าใจประเด็นครับเจ๊

    แต่ว่า

    1. มันนานแสนนานมาแล้ว อ.ไชยันต์ ไชยพร เกิดอยากจะมาเขียน
    2. มันก็เป็น choice ของเค้า่ที่จะให้การหรือไม่ ส่วนจะอ้างเหตุผลอะไรก็ไม่เห็นต้องสนใจ

    เพราะ ไม่ว่าจะอ้างอะไรก็แล้วแต่ แต่คุณไม่ให้การ แสดงว่าคุณไม่คัดค้าน ไ่ม่มีหลักฐานข้อมูลเพิ่ม หรืออะไรก็แล้วแต่

    ก็ดำเนินการต่อสิครับ

    แล้วกรุณาประโคมข่าวดังๆ ด้วย ว่าให้โอกาสชี้แจงแล้วไม่ชี้แจง จะมาหาว่ากลั่นแกล้งไม่ได้

    มัวแต่กลัวแม้วสร้างกระแสอยู่ได้ แค่ทำตามที่ควรจะต้องทำมันยากตรงไหน

  15. คนตกขอบ Says:

    ข้อมูล บอกว่า
    “ใครว่าในบทความไม่ได้พูดถึง พ่อที่ดี vs พลเมืองที่ดี
    ตกลง คนที่ใช้นามว่า “คนตกขอบ” ได้อ่านข้อเขียนก่อนที่จะวิจารณ์หรือเปล่า ?”

    ผมคงไม่ต้องตอบเพราะคุณ “คนชายขอบ” ตอบไว้แล้วว่า

    “ส่วนตัวคิดว่า อาจารย์ก็รู้อยู่แล้วว่าปัญหา “พ่อที่ดี” vs “พลเมืองทีดี” ของบางตระกูลนั้นมีอะไร แต่คงเลือกที่จะไม่พูดถึง การเลือกที่จะไม่ได้พูดถึงไม่ได้แปลว่าปัญหานั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้นนี่คงไม่ใช่เรื่องของความ “ไม่ซื่อตรง” ต่อตรรกะ แต่อาจเป็นเรื่องของการเลือกพูดเรื่องที่มีความเสี่ยงส่วนตัวน้อยหน่อยมากกว่า”

  16. ข้อมูล Says:

    เอ เข้าใจว่า อาจารย์เขาให้สัมภาษณ์อย่างที่เขียนทันทีลงผู้จัดการกับไทยโพสท์ทันที หลังจากที่มีข่าวน้องเอมออกมา

  17. Khun T Says:

    ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ไม่รู้ว่ากฏหมายว่ายังไง แต่ถ้าเกิดต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไปให้การโดยไม่มีที่ปรึกษาทางกฏหมายอยู่ด้วย ไม่พูดเป็นสิ่งที่น่ากระทำมากกว่า

  18. hoi polloi Says:

    สวัสดีครับ ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย นี่เพิ่งมีรุ่นพี่แนะนำเข้ามาให้อ่าน เพราะสังคมที่ผมอยู่ตอนนี้หาคนคุยเรื่องแบบนี้ยากเสียเต็มที่ แล้วผมก็มีนิสัยไม่ค่อยดีที่ไม่ค่อยชอบอ่าน แต่จะชอบนั่งคิดโน่นนี่อยู่ตลอด

    ด้วยความที่ผมไม่ค่อยชอบอ่านอะไรเท่าไหร่ เลยไม่ทราบเท่าใดนักว่า อาจารย์ ไชยันต์ ไชยพร คือใคร แต่ด้วยความเป็นคนชอบคิดโน่นนี่ เลยอยากบอกว่า รู้สึกชอบบทความอันนี้มาก ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับแนวความคิด และการเรียบเรียงคำพูดของอาจารย์เอามากๆ ด้วยเหตุที่ ผมเองเชื่อว่า

    ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดก็ตาม มี ‘หน้าที่’ ที่จะทำให้ประเทศที่ตัวเองอยู่นั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว และทำให้ประชาชนในประเทศของตนนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป

    โดยความเชื่อตรงนี้ ถ้านำไปเชื่อมกับบทความด้านบน ก็จะตรงกับ การที่บุคคลนั้นแสดงออก หรือ กระทำการอะไรก็ตามที่มาจากความคิดที่ถือเอา ‘รัฐ’ มาก่อน ‘ตัวเอง’ และ ‘ครอบครัว’ เพราะผมเชื่อว่า การกระทำนั้นจะทำให้ ‘รัฐ’ นั้นสามารถอยู่ต่อไปได้ ซึ่งในทางตรงกันข้าม ถ้าบุคคลนั้นเอา ‘ตัวเอง’ และ ‘ครอบครัว’ เป็นที่ตั้งแล้วไซร์ จะทำให้ ‘รัฐ’ ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

    หวังว่า คงไม่เขียนยาวเกินไปนะครับ ยังไงเสนอความคิดเห็นมากันนะครับ ขอบคุณครับ