September 24th, 2007
พุทธเหมือนกัน?

กันยายน 2550 (ยังไม่จบ) : พระสงฆ์พม่ากว่า 10,000 รูปเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นการท้าทายอำนาจเผด็จการทหารพม่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี

มิถุนายน 2550 : พระสงฆ์ไทยเดินขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร บรรจุศาสนาพุทธเป็น “ศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ
Popularity: 8% [?]










September 24th, 2007 at 9:46 am
แสบมาก ๆ คล้าย ๆ กับที่ ฟ้าเดียวกันเอาเรื่อง ตุรกี กับ ไทย เลย กรณีเรียกร้องให้มีศาสนาประจำชาติ
นับถือ
ปล.
1 ถ้าให้ดีต้องมีพระเขมรด้วย เห็นก่อนหน้านั้นมีข่าวชกกับตำรวจหรืออะไรเทือกนั้น
2.หรือไม่ก็พระเวียดนาม กรณีเผาตัวประท้วง จะได้ครบทั้งอุษาคเนย์ไปเลย
September 24th, 2007 at 1:54 pm
เหอ ๆ
September 24th, 2007 at 2:30 pm
แต่ผมเห็นต่างนะครับ ผมว่าพระพม่านอกจากเป็นผู้นำด้านจิตใจแล้วท่านยังดูทันสมัย อยู่ในโลกปัจจุบัน เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องร่วมชาติ น่านับถือนะครับ
September 24th, 2007 at 2:44 pm
นับถือพระพม่ามากๆ เหมือนกันค่ะ ที่ไม่อยากเขียนความเห็นของตัวเองเยอะเพราะอยากรู้ว่า ถ้าโพสแค่นี้คนอ่านจะ “ตีความ” กันอย่างไรบ้าง โลกเรานี่นานาจิตตังจริงๆ ด้วย
September 24th, 2007 at 3:47 pm
คิดเช่นเดียวกับคุณfringer
September 24th, 2007 at 9:08 pm
เป้าหมายที่แตกต่างระหว่างประชาธิปไตย และ พุทศาสนา 555
September 24th, 2007 at 11:26 pm
แล้วชาวบ้านล่ะครับ หายไปไหน
หรือพระสงฆ์พม่า มองว่าตนเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ที่สามารถเคลื่อนไหวผลักดันได้ง่ายกว่า เลยออกแรง
เพราะจะว่าไป ผมว่าเรื่องนี้พระไม่ควรเกี่ยวกับการเมืองเท่าไหร่นะ
September 25th, 2007 at 11:53 am
ไม่แน่ใจ ว่าเพราะการศึกษาของพม่านั้น พระ เป็นกลุ่มผู้ได้รับการศึกษาดีที่สุดหรือเปล่า
ถ้าเทียบกับประชาชนทั่วไป (เหมือนไทยสมัยก่อน ที่คนที่เป็นพระ จะได้เรียนหนังสือสูงๆ
ทั้งทางโลก และทางธรรม - ที่เขาเรียกบวชเรียน)
ทำให้พระตื่นตัวกว่า และนำสังคมมากกว่า ที่คุณข้างบนถามว่า แล้วชาวบ้านหายไปไหน
รู้สึกชาวบ้านลงถนนกันเป็นแสนแล้วนะครับ
แต่เป็นห่วงสวัสดิภาพของหลวงลุง หลวงพี่จัง
September 25th, 2007 at 12:34 pm
ง่ายมากที่พระออกมาแล้วแต่ยังไม่เห็นชาวบ้าน เพราะทหารไม่กล้ายิงพระนั่นเอง
แต่เมื่อพระออกมามีบทบาทแล้วก็เป็นเกราะคุ้มกันชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านี้หรอกครับ
September 25th, 2007 at 9:28 pm
[…] เห็นเหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึง บลอคคุณ Fringer จังเลย […]
September 26th, 2007 at 12:28 am
ล่าสุดพระไทยมาประท้วงต่อต้านงานศิลปะโดยหาว่า “ลบหลู่ศาสนา” ซะแล้ว
-*- ชักอยากถอนคำว่าพุทธออกจากบัตรประชาชนตงิด ๆ
September 26th, 2007 at 8:23 am
คุณ Parid: เห็นข่าวนั้นแล้วเซ็งเหมือนกันค่ะ ตอนนี้สถาบันสงฆ์ของไทยดูเหมือนจะตกต่ำจริงๆ มี “พระเทียม” และแม้กระทั่ง “มารผ้าเหลือง” หากินเต็มไปหมด (ไม่ต่างจากในรูปที่ทำให้พระออกมาประท้วงนั้นแหละ) ในมหาเถรสมาคมก็มีการเมือง พระบ้ายศบ้าตำแหน่งไม่ต่างจากในโลกของฆราวาส เห็นแล้วเศร้า
รู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับเคยอ่านท่านไพศาล วิสาโล วิเคราะห์ความเละเทะของมหาเถรสมาคมเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง ถ้าหาเจอจะมาแปะในบล็อกนี้ค่ะ
September 26th, 2007 at 10:04 am
พระไพศาล วิสาโล พุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2546
http://library.car.chula.ac.th/search*tha?/a{702}{707}{720}{740}{702}{712}{722}{709}/a|bec3d0bee4c8d2c5/1%2C1%2C66%2CB/frameset&FF=a|bec3d0bee4c8d2c5+c7d4cad2c5e2&36%2C%2C66/indexsort=-
อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริเคยเลือกให้เป็น
หนังสือ 10 เล่มประจำปี 2546 ที่ได้อ่านและอยากให้ผู้อื่นได้อ่าน
10. พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต: ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะให้หนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้อยู่อันดับท้าย และอยู่หลัง “ชูวิทย์” แต่เล่มนี้เป็นเล่มที่กัลยาณมิตรมอบให้ปลายปีนี้จริงๆ
แค่ดูรูปเล่มก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่หนังสือธรรมดาๆ นานๆ อาจจะมีออกมาสักเล่ม อย่างเช่น “พุทธธรรม” ของพระธรรมปิฎก ยิ่งมีคำนำของ 3 ปรมาจาย์ คือ ประเวศ วะสี, ส.ศิวรักษ์ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นประกันแล้ว ก็ยิ่งต้องอ่านใหญ่
แต่ก็ต้องสารภาพว่าเมื่ออ่านจบแล้ว ต้องถอนใจและตั้งคำถามกับตนเองว่า “พุทธศาสนาไทยจะมีอนาคตหรือไม่หนอ” เพราะการพระศาสนาที่ถูก “ปฏิรูป” และ “ปฏิสังขรณ์” ทั้งในสมัยของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตลอดมาจนถึงสมัยอำนาจนิยม ทำให้พระศาสนากลายเป็นเพียงเครื่องมือและกลไกของรัฐไปเกือบจะสิ้นเชิง ทางธรรมดูจะไม่ต่างกับทางโลกเท่าไร แถมในบางครั้งยังวิ่งตามและอยากเป็นเหมือนๆ ทางโลกด้วยซ้ำไป
แต่หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านหากเราต้องการเข้าใจปัญหาและหาทางออกให้สังคมร่วมกัน
http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=854
September 26th, 2007 at 3:52 pm
พระก็อยู่ในโลก ชาวบ้านอด พระก็อด
ชาวบ้านเดือดร้อนพระจะงอมืองอเท้าได้อย่างไร
เมืองไทยมีชาติ ศานา พระมหากษัตริย์
เราเรียกร้องพระพุทธศาสานมันผิดตรงไหน ที่พวกคุณเรียกร้องสิทธิกะเทยไม่เห็นผิ
พระก็ต้องถูกควบคุมด้วยกฏหมาย แต่ไม่มีสิทธิฺมีเสียง มันเหมือนคนชั้นสอง
ถ้าพระไม่ยุ่งการเมือง ก็อย่าให้กฏหมายใช้กับพระสิ ไม่ให้เลือกตั้งแต่ให้เกณฑทหาร
พระพม่าทำถูกแล้ว….
ถึงพระจะบวช อยู่ในสังคมก็ถูกกระทำโดยสังคมอยู่ดีแหละ
เวลามันไปจับพระมันเคยเคารพที่ไหน
พวกคุณเอาดีแต่ที่พวกคุณชอบ เคยนึกถึงสิทธิเสรีภาพของคนอื่นบ้างไหม
เรื่องประท้วงศิลปิน มันก็เหมือนสถาบันถูกกระทบ เขาไปรักษาสิทธิ มันผิดตรงไหน
ทีพวกคุณประท้วงบ่อยๆๆทำบ้านเมืองเดือดร้อนทุกสิบปี พระเคยว่าไหม
พูดงี้คุณก็จะบอกว่า อยากเล่นการเมืองก็สึกมาสิ
พระก็จะบอกว่า พวกคุณอยากเป็นพระที่ดีกว่าเรา ก็มาบวชสิ บวชได้กี่วันเชียว
เราต้องอยู่ เพื่อรักษาศาสนา ใครมาหลบหลู่เราต้องเตือน
และถ้าพระศาสนาจะมั่นคงอย่างไรได้ เราจะทำ ถวายชีวิต
พวกคุณอย่ามายุ่ง งานใครงานมัน ดูแลนักการเมืองพวกคุณให้ดีเถอะ
สนใจมาคุยกันได้ยินดีสนทนากัีบทุกคน
ที่เป็นปราชญ์ อย่าใช้อารมณ์แล้วกัน
พระมหาวิชาญ โทร 0870735035
September 26th, 2007 at 4:57 pm
ไม่รู้ว่าเพราะผมเป็นคนหัวโบราณหรือเปล่า (หรืออาจกลับตละปัตรอีกอย่าง) แต่กระนั้น ผมกลับไม่มองว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของพระท่านทั้ง เป็นเรื่องที่น่าเยินยอ
สำหรับผม การบวชพระ ควรเป็นเรื่องของการแสวงหาธรรม แล้วเมื่อตัดสินใจเผื่อไปแสวงธรรมแล้ว ผมไม่คิดว่า พระท่านทั้ง ควรจะยึดติดอยู่กลับเรื่องทางโลกอยู่อีก
ถึงแม้ในอดีต พระท่านทั้งหลาย ได้ถือว่าเป็นผู้นำำทั้งทางด้านจิตวิญญาณและสังคม แต่กระนั้น สถานะการในตอนนี้และตอนนั้นแต่ต่างกันมาก
ในพม่า อาจเป็นไปได้ที่พระท่านยังต้องออกมาในฐานะผู้นำชุมชน (แต่ในความเป็นจริง ผมไม่อยากให้พระท่านต้องออกมาเลย) แต่ในสังคมไืทย เีรามีทั้งอุบาสกและอุบาสิกา ที่เป็นผู้มีปัญญาชนมากมาย คงไม่จำเป็นที่พระท่านทั้งหลาย ต้องออกมาแสดงจุดยืนของท่านเอง
การปกป้องสิทธิ เป็นเรื่องที่สมควร แ่ต่นี่น่าจะเป็นเรื่องของคนที่อยู่ในระบบสังคมมากกว่า
ผมไม่ได้กำลังคัดแย้งใคร เพียงเสนอเท่าที่อ่านออกและเขียนได้ครับ
September 26th, 2007 at 9:22 pm
ผมคุ้นๆ ว่า ในพระไตรปิฏก พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องภิกษุกับการเมืองไว้บ้างเหมือนกัน … แต่ผมไม่สามารถค้นหาข้อมูลส่วนนี้มาแบ่งปันพวกคุณๆ ณ ที่นี้ ในเวลานี้ได้
ผมเห็นว่าเรื่องศาสนาพุทธเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคนไทยสมัยนี้ “นับ” และ “ถือ” พุทธกันมากมาย แต่ไม่เคย “เป็น” ชาวพุทธแท้เลย
ไตรสิกขา หรือการศึกษาพุทธธรรม สามประการนั้น
ศีลห้ายังปฏิบัติกันไม่ครบ บางคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
สมาธิไม่เคยฝึกฝน
ไม่ต้องกล่าวถึงปัญญา ซึ่งต้องเจริญวิปัสสนา (แปลว่า การเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่ง “ไตรลักษณ์” ซึ่งจะนำไปสู่การก้าวพ้น “ทุกข์” … ไม่ได้นั่งแข็งๆ จ้องดวงแก้ว หรือยกหนอ ก้าวหนอ เหยียบหนอ หรือรูปแบบอื่นๆ)
เวลานี้ พุทธธรรม “หลุด” ไปจากสังคมสยามประเทศเรียบร้อยแล้ว มีหลักฐานทั้งรูปธรรม นามธรรม ปรากฏเป็นพยานทั่วไป บางสังคมประเทศยังคง”เป็น”ชาวพุทธกันมากเสียยิ่งกว่า (แต่อาจนุ่งห่มในรูป”มหายาน”, “เถรวาท” หรือ “วัชรญาณ” ก็แล้วแต่)
อ้าวหลุดประเด็นไปไกลโข…แต่ผมคิดว่า พระต้องมีบทบาทในทางโลก รวมทั้งการเมืองการสังคมแน่นอน เพียงแต่ว่าจะวางตัวและแสดงออกอย่างไรจะเหมาะสม วิญญูชนมิพึงติเตียนได้ อย่างที่พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางไว้แล้ว…แทนที่จะแสดงความเห็น(ส่วนตัวส่วนรวมฯลฯ)…ผมคิดว่าเราควรกลับไป ถาม พระพุทธองค์ กันหน่อย
กำลังหลงทาง ไม่เปิดแผนที่กับเช็คจุดปัจจุบัน มัวแต่เอาความคิด ความเห็น ความจำ ส่วนตนมาคาดว่าพุทธต้องไปทางนั้นทางนี้ ก็ยิ่งหลงกันไปใหญ่ … จริงหรือไม่ ???
September 26th, 2007 at 9:43 pm
คุณ คนตกขอบ … น่าจะศึกษาพระศาสนาในไทยมาพอดู แต่น้ำเสียงในกระทู้ออกประชดประชันไปหน่อย ธรรมดาครับ ตามประสาคนใกล้สิ้นหวัง
คุณ anuk … เมืองประชาธิปไตย ไม่มีพุทธะ เมืองพุทธะกลับไม่มีประชาธิปไตย แต่อย่างเพิ่งสิ้นหวังครับ เพราะเมืองประชาธิปไตย เป็นเทวะนิยม เราละทิ้งพุทธะ ไปถือพระเจ้าเทวดาเหมือนเดิมเท่านั้นเอง แล้วเราจะล่มสลายเหมือนอาณาจักรขอม … เมืองพุทธะ อย่างน้อยก็ยังมีเสรีในด้านศาสนาเสียยิ่งกว่า จะดูว่าใคร “ตื่น” จากหลับ มากกว่ากันให้ฟังคำพูด และดูการใช้ชีวิต ของสังคม “ชัดยิ่งกว่าชัด”
คุณ ป้อ, บุญชิตฯ, และคุณ คนตกขอบ … การเมืองและศาสนา เกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ว่าศาสนาใด ประเทศสังคมใด และเวลาในบน historic timeline มีร่องรอยให้ศึกษาง่ายและมากมาย และศาสนามักเป็นทัพหน้าเสียด้วย ถือธงรบและลั่นกลองศึกอีกต่างหาก แต่ตอนหลังมักโดนแอบอ้างโดยกลุ่มอื่น เพื่อจุดประสงค์ hidden บ่อยๆ
คุณ eMMo … ไม่โบราณหรอกครับ พระภิกษุควรต้องวางเฉยกับเรื่อง”โลกๆ” ที่อ่อนไหวต่อการ”กระทบ”โดย”ปัจจัย”ทั้งหลาย มองด้วยสายตาที่”มีผงฝุ่นน้อย” แต่โดยเหตุที่พระท่านเป็นหน่วยของสังคม หากสังคมล่มสลาย ท่านก็ล่มสลายด้วย พระภิกษุแท้ เป็นร่างที่”ทรง”ธรรมะไว้ หากภิกษุล่มสลายมากๆ จนสังคม(”สังฆะ”=สังคม)ล่มสลาย ธรรมะเป็นอันหลุด
อ่านพุทธประวัติจะเห็นการเปลี่ยน”เหตุปัจจัย” (เหตุ)ของพระพุทธองค์ เพื่อทำให้”พุทธธรรม”ทรงตัวอยู่ได้ในประเทศที่มีแต่”พราหมณ์” (ผล)ผมว่าบางครั้งพระพุทธองค์ก็เลือกแสดงจุดยืน หรือต่อสู้ ตรง ตรง โต้ง โต้ง เหมือนกัน แต่ภาษาในคัมภีร์จะดูน่าเบื่อหน่อย คุณๆ (และผม) คงทนอ่านได้ยาก ผมว่าพระพุทธองค์เป็นนักวิทยาศาสตร์สังคมที่สุดยอดมากๆ คนหนึ่ง นอกจากรู้ทฤษฏีแล้ว ภาคปฎิบัติท่านก็เยี่ยมมากๆ
ปล. คำที่บอกว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นนั่นเป็นนี่ หรือพระศาสนาเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นคำเปรียบที่มีมาทีหลัง เพื่อเทียบเคียงสิ่งต่างๆ เข้ากับพระศาสนา (เช่น พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ พระพุทธองค์เป็นนักวิทยาศาสตร์สังคม เป็นต้น) โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าพุทธะ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งๆๆๆ
September 26th, 2007 at 9:50 pm
ปล. ไม่ว่าพระท่านจะประท้วงเรื่องใด เมื่อไร ที่ใด
ผมสนับสนุนให้ทุกท่านที่รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งล้ำค่า ให้…
1. ศึกษาพระพุทธศาสนา ที่พุทธธรรมแท้
2. นำสู่การปฏิบัติ
3. พุทธธรรม ไม่ยาก เพราะกล่าวแต่เรื่องการดับทุกข์เรื่องเดียวล้วน การศึกษาและวัสดุคือชีวิต (ซึ่งทุกท่านมีพร้อม) เหตุแห่งการดับทุกข์อยู่ในชีวิต และสำเร็จได้ในชีวิตนี้
4. เมื่อมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำ”ใจ” (จะประจำชาติใดก็แล้วแต่)เท่ากับท่านช่วยรักษาปกปักพระศาสนาแท้ ให้ดำรง สืบต่ออายุพระศาสนายิ่งกว่าปิดทองฝังลูกนิมิต หรือบริจาคเงินสร้างวิหารใดใด
หากท่านสงสัยว่า ผมมีดีอะไร บังอาจมาสั่งสอนท่านได้ ขอให้ท่านพิจารณาโดยแยบคายว่า…
1. ตัวตนของท่านกำลังเบ่ง ตอนที่ท่านคิดเห็นเช่นนี้
2. ตัวตนของผู้กล่าวมิสำคัญเท่าเนื้อหาของคำกล่าว
3. ใช้กาลามสูตร ในการอ่าน
: ) ขอให้ทุกท่านโชคดี ค้นพบพุทธธรรมซึ่งมีอยู่พร้อมแล้วในกายเนื้อ แล้วท่านจะประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข แม้ว่าโลกนี้จะร้อนดั่งไฟประลัยกัลป์เพียงไรก็ตาม
สาธุฯ
September 26th, 2007 at 10:02 pm
ความเห็น (ขออีกนิด)
ผมไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวว่า ผู้บวชพระต้องหลุดพ้นจากทางโลกแล้ว [ฉะนั้นอย่ามายุ่งกะกู(กูเป็นคนทางโลก)]
เพราะพระพุทธองค์มิได้บัญญัติพระศาสนาเพื่อผู้จบแล้วเข้ามา
แต่บัญญัติเพื่อให้ ผู้ไม่รู้ได้รู้ ผู้หลับได้ตื่น ผู้หลงได้ดำรงตนสมควร ฯลฯ
ท่านมิได้ไปโรงเรียนเมื่อท่านมีความรู้ชั้นปริญญาแล้วฉันใด
ท่านก็ย่อมไม่ได้ไป “บวช” (สมัยก่อน ใช้คำว่า บวชเรียน) เมื่อท่านหลุดพ้นแล้วฉันนั้น
ผู้เขลาต้องไปโรงเรียนเพื่ออบรมความรู้ให้เจริญๆ ฉันใด
ผู้มี “ฝุ่นผงในดวงตา” มาก ย่อมบวชเพื่อมี “ดวงตา(ใสๆ)เห็นธรรม” ฉันนั้น
ผมเห็นว่า พระควรจะยุ่งเกี่ยวกับโลก เพราะท่านศึกษาชีวิต อิงกับธรรมชาติ คน สังคม
แต่พระท่านจะยุ่งอย่างไร ให้มีศิลป และเหมาะสม เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้ตอบในกระทู้นี้ครับ…
September 26th, 2007 at 10:58 pm
ตอนนี้พม่าเค้ายังให้เข้าประเทศอยู่ป่าวครับ
อยากไปสังเกตการณ์จัง