July 23rd, 2007
หัวใจสี่ห้อง กับสมองสองซีก
[เพิ่งอ่านหนังสือสนุกเรื่อง A Whole New Mind ของ Daniel Pink จบไป กะว่าจะเขียนแนะนำลงคอลัมน์ Dog-Ear ในเซคชั่น D-Life (ประชาชาติธุรกิจสุดสัปดาห์ : “Dog-Ear” คือชื่อคอลัมน์รายปักษ์ใหม่เอี่ยมของผู้เขียน เชิญอ่านตอนแรกและติดตามตอนต่อๆ ไป ได้จากหน้า Writings ของบล็อกนี้ …ขออภัยสำหรับโฆษณา(ไม่ค่อย)แฝงอีกแล้ว…) เลยได้แรงบันดาลใจมาเขียน ‘กลอนเปล่า’ บทแรกในชีวิต เป็นงานพักสมองจากงานราษฎร์งานหลวงทั้งหลาย อ่านรู้เรื่องไม่รู้เรื่อง งงไม่งง ไร้สาระหรือเว่อร์เกินไปอย่างไร ขอเชิญทุกท่านติชม ด่าทอ ฟอร์เวิร์ด ใส่ทำนองเพลง ฯลฯ ได้ตามอัธยาศัย
]
หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับสมองสองซีกทั้งหมด อ้างอิงจากหนังสือเรื่อง A Whole New Mind – เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมองมนุษย์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว
หัวใจสี่ห้อง กับสมองสองซีก
1. สมองซีกซ้ายควบคุมซีกขวาของร่างกาย
สมองซีกขวาควบคุมซีกซ้าย
สมองซีกขวาสั่งให้เราหันหน้าจากขวาไปซ้าย
สมองซีกซ้ายสั่งให้เราหันหน้าจากซ้ายไปขวา
เพราะสมองซีกขวาเป็น ‘ศิลปิน’ มากกว่าสมองซีกซ้าย
ผู้เป็น ‘นักคิดเลข’ ของเรา
ภาษาที่อ่านจากขวาไปซ้ายจึงดูเหมือนภาพเขียน
ภาษาที่อ่านจากซ้ายไปขวาจึงดูเหมือนสัญลักษณ์
แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราอ่านออกไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจได้ยินเสียงร่ำร้อง
ของผู้เพรียกหาความเป็นธรรมผ่านตัวหนังสือ
……
2. สมองซีกซ้ายเข้าใจลำดับเหตุการณ์
สมองซีกขวาเข้าใจปรากฎการณ์ที่มีหลายสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน
สมองซีกซ้ายจึงเข้าใจภาษาพูด อ่าน เขียน
และสมองซีกขวาก็เข้าใจภาษาของแววตา สีหน้า และท่าทาง
แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราเข้าใจไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะเมินเฉยและชาชิน
กับความทุกข์ยากของคนที่เพียรสื่อสารให้เราเข้าใจ
……
3. สมองซีกซ้ายเชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
สมองซีกขวาเชี่ยวชาญด้านบริบท
เวลาได้ยินใครพูดเสียงห้วนว่า “คนบ้านนอกไร้การศึกษา”
สมองซีกซ้ายจึงทำให้เรารับรู้ว่า ประโยคนี้หมายความว่าอะไร
และสมองซีกขวาก็ทำให้เรารับรู้ว่า คนพูดตั้งใจถากถางอย่างไร
แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เรารับรู้ไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่สนใจคิดหาวิธี
ที่จะทำให้คำแบบ ‘บ้านนอก’ หลุดพ้นจากอคติทั้งมวล
……
4. สมองซีกซ้ายวิเคราะห์รายละเอียด
สมองซีกขวาสังเคราะห์ภาพรวม
สมองซีกซ้ายจึงช่วยให้เราบันทึกจำนวนผู้ยากไร้
และสมองซีกขวาก็ช่วยให้เรามองเห็นความเกี่ยวโยง
ระหว่างความยากจนกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราบันทึกได้และมองเห็นไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจบันทึกความหิวโหยของผู้ยากไร้
หรือมองเห็นความอยุติธรรมใดๆ ในสังคม
……
ในขณะที่สมองมนุษย์กำลังขยายใหญ่ขึ้นตามพรมแดนความรู้ยุคโลกาภิวัตน์
หัวใจมนุษย์กลับหดลีบเล็กลงทุกวัน
พักการบำรุงสมองไว้ชั่วคราว หันมาบำบัดหัวใจแทนบ้างจะดีไหม?
เพราะถึงแม้สมองของเราจะมีสองซีก
หัวใจของเราก็มีตั้งสี่ห้อง.
Popularity: 10% [?]










July 24th, 2007 at 1:11 pm
ผมตามบล็อคนี้มาจาก อ.ปิ่น ปรเมศ ครับ
เป็นกลอนที่คมมากครับ
แล้ววันหลังจะแวะมาร่วมสนทนาด้วยครับ
July 24th, 2007 at 7:18 pm
แสดงว่า “หัวใจ” ทำให้ “สมอง” มีคุณค่ามากขึ้น(รึเปล่า)
แสดงว่า “สมอง” ทำให้ “หัวใจ” ได้ใช้งานมากขึ้น (รึเปล่า)
July 26th, 2007 at 7:08 pm
That’s Cool!!!!!!!!!!!!!!
July 27th, 2007 at 10:45 am
i’m a natural lefty, and I liked this post a lot. Appreciate it, and many thanks to k. Fringer
July 28th, 2007 at 8:41 pm
“แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราบันทึกได้และมองเห็นไปก็เท่านั้น” โอย…ดอกนี้โดนเข้ายอดอกเลยครับ…
แวะมาเยือน ครับ…สบายดีนะครับ
July 29th, 2007 at 12:56 pm
เป็นกลอนเปล่าที่ไม่ ‘ว่างเปล่า’ เลยค่ะ
คมคาย ให้แง่คิด
ติดตามอ่านมาตลอด
วันนี้เลยขอเม้นท์ซักหน่อยค่ะ เพราะชอบมากจริงๆ
August 8th, 2007 at 4:50 pm
if i do not quite get it, does that mean i do not have a heart?…or i dont really have one:(
March 30th, 2008 at 1:53 pm
ชอบมากค่ะ ^^
September 4th, 2009 at 7:33 am
[…] อ่านต่อที่นี่ … http://www.fringer.org/?p=260 […]