Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริง กรณีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) บนยารักษาโรคเอดส์

การประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory License หรือย่อว่า CL) กับยารักษาโรค 3 รายการของกระทรวงสาธารณสุขไทยเมื่อหลายเดือนก่อน ได้กลายเป็น ‘ประเด็นร้อน’ ขึ้นมาทันทีเมื่ออเมริกาประกาศปรับอันดับประเทศไทยไปอยู่ในรายชื่อ ‘Priority Watch List’ หรือ ‘ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ’ ในด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งถึงแม้ว่าการที่ไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อนี้จะไม่ได้เท่ากับการ ‘กดสวิทช์’ ให้อเมริกาตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าโดยอัตโนมัติ ความ ‘ประจวบเหมาะ’ ของการเลื่อนชั้นในขณะที่ไทยยังไม่ยอมอ่อนข้อให้กับบริษัทยาของอเมริกา ก็ส่อนัยยะสำคัญที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์หลายๆ คนสงสัยว่า รัฐบาลอเมริกากำลังถูกกดดันจากอุตสาหกรรมยาให้ใช้ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างในการ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ หรือไม่?

ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์มากมายจริงๆ โดยเฉพาะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผู้เขียนก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้ควรเอามาเกี่ยวโยงกับเรื่อง CL เพราะเป็นคนละประเด็นกัน การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิดกฎหมายชัดเจน ในขณะที่การประกาศใช้ CL ของไทยบนยารักษาโรคเอดส์ราคาแพง 2 ตัว คือ Efavirenz และ Lopinavir+Retronavir (ชื่อการค้า Kaletra) นั้นทำไปอย่างถูกกฎหมาย ถูกขั้นตอน และมีความชอบธรรมทุกประการ ดังที่ผู้เขียนจะพยายามสรุปสาระสำคัญๆ ของประเด็นที่มีคนเข้าใจผิด (และบริษัทยาพยายามหว่านล้อมให้คนเข้าใจผิด) และข้อเท็จจริงในบทความนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความพยายามของบริษัทยาที่จะต่อต้านการประกาศใช้ CL ของไทยนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าความพยายามของ ‘ผู้ผูกขาดเคยตัว’ (ประเภทของบริษัทที่แย่ที่สุดในระบบทุนนิยม) ที่พยายามกีดกันไม่ให้เกิดการแข่งขันที่จะบั่นทอนอำนาจผูกขาดของตัวเอง อันจะส่งผลให้ราคายาถูกลงมากในที่สุด เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง มิพักต้องพูดถึงเรื่องมนุษยธรรมด้วย

(หมายเหตุก่อนอ่าน 1: ผู้เขียนไม่มีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจได้ว่า การประกาศใช้ CL บนยาอีกตัวที่ไม่เกี่ยวกับโรคเอดส์ คือยา Clopidogrel นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ จึงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ และถ้าหากผู้เขียนใช้ข้อมูลเท็จ หรือเหตุผลไม่ถูกต้องในบทความชิ้นนี้ ขอความกรุณาผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วย

UPDATE 8/5 ความเห็นกรณี Clopidogrel จากบล็อกของคุณ Rachanont: “Clopidogrel นี่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทั่วไป เพราะ Aspirin ยังมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกัน และรักษาอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกเว้นผู้ป่วยที่แพ้ aspirin หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจาก aspirin อาจจำเป็นต้องใช้ Clopidogrel ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้ที่ใช้ Clopidrogel ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิเบิกของข้าราชการมากกว่าที่จะเป็นบุคคลทั่วไป สาเหตุข้อหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่มันมีราคาแพง แต่อีกข้อหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำการตลาดของบริษัทยา ทำให้ผู้ป่วยที่มีเงินชอบที่จะใช้ยาตัวนี้มากกว่า Aspirin ขอย้ำนะครับ ผลจากการตลาด มากกว่าประสิทธิภาพของยาครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายานี้ไม่ได้จำเป็นมากจนต้องทำ CL ครับ”)

(หมายเหตุก่อนอ่าน 2: จะว่าไป ประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นอีกประเด็นร้อนที่มีคนเข้าใจผิดกันมาก เพราะคนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบันนั้น ‘แย่’ ขนาดไหน มัวแต่คิดว่าถ้ารัฐเอาจริงกับการจับกุมผู้ผลิตและผู้ใช้เทปผีซีดีเถื่อนแล้ว เรื่องทุกอย่างก็จะ ‘จบ’ ผู้เขียนมีความเห็นในเรื่องนี้หลายประเด็นที่อยากเล่าให้ฟัง ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่มีเกมเก่าเก็บแต่ยังผิดกฎหมายให้ดาวน์โหลดฟรี แต่คงต้องเก็บไว้เล่าในโอกาสหน้า เพราะเดี๋ยวจะผิดประเด็นอีกแล้ว)

(หมายเหตุก่อนอ่าน 3: ข้อมูลในการเขียนในวันนี้รวบรวมจากข่าวหนังสือพิมพ์ในรอบเดือนที่ผ่านมา และเอกสาร/บทความบนเว็บไซต์ต่างๆ ดังต่อไปนี้: Consumer Project on Technology: Thailand, สมุดปกขาวชี้แจงประเด็น CL ของกระทรวงสาธารณสุข [PDF, 85 หน้า], The Truth About The Drug Companies (บทความโดย Marcia Angell ได้รับการแปลเป็นไทยแล้วในชื่อ “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ”), Patients Before Profits: TRIPS and Trade Rules on Intellectual Property (บทความของ Oxfam), Timeline of Trade Disputes involving Thailand and access to medicines, ความปั่นป่วนหลัง ‘บังคับใช้สิทธิ’ : เขาว่าไทยเป็นหัวขโมย ?!!?)

1. ประเทศไทยกำลังใช้ ‘ช่องโหว่’ ของกฎหมาย / นโยบายนี้เป็นการ ‘ละเมิด’ สิทธิบัตรของบริษัทยา

ข้อเท็จจริง: การประกาศใช้ CL ของไทย ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงกับองค์กรการค้าโลก (WTO) และกฎหมายไทยทุกประการ และก็ไม่ใช่ว่ากระทำไปโดยไม่มีผลตอบแทนให้กับบริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรเลย เพราะกำหนดค่าลิขสิทธิ์ไว้ที่ 0.5% ของราคาขาย

ควรย้ำตรงนี้ก่อนด้วยว่า ไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศใช้ CL รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาเองก็มีการประกาศใช้ CL มาแล้วหลายพันครั้งตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ 19 (ส่วนหนึ่งก็เพราะยาหลายตัวในอเมริกามีราคาแพงเกินฐานะของประชากรจำนวนมากเหมือนกัน)

เนื่องจากไทยมิได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศใดๆ ในการประกาศใช้ CL หากรัฐบาลอเมริกาตัดสินใจดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าเป็นการตอบโต้ ประเทศไทยก็มีสิทธิร้องเรียนต่อ WTO ได้

เนื้อความตอนหนึ่งในจดหมายจากวุฒิสมาชิก 22 คน ที่ร่อนหาสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative หรือ USTR) สรุปกลยุทธ์ของอเมริกาในเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า

“…ในฐานะประเทศหนึ่งที่ลงนามในสนธิสัญญา WTO รัฐบาลอเมริกาได้รับผลประโยชน์พร้อมกันกับที่พยายามปกป้องผลกำไรของบริษัทยาระดับโลก เจ้าของสิทธิบัตรยาซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในประเทศที่มีวิกฤตทางสุขภาพ ในการเจรจาชั้นต้น อเมริกาถูกบังคับให้ยอมอ่อนข้อในการลงนามสัญญา WTO เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ (Trade Related Intellectual Property Rights หรือย่อว่า TRIPS) และตอนนี้ก็เลยพยายามรุกคืบด้วยการใช้กรอบการเจรจาแบบทวิภาคีหรือ Free Trade Agreement (FTA) ไปต่อรองกับประเทศที่ติดเชื้อเอดส์ทีละประเทศ เท่ากับเป็นการใช้กลยุทธ์ ‘แยกส่วนแล้วกำราบ’ (divide-and-conquer) สาเหตุส่วนหนึ่งที่การเจรจา FTA กับประเทศไทยที่ผ่านมาต้องชะลอลงก็คือ อเมริกาต้องการให้รัฐบาลไทยตกลงตีกรอบจำกัดเงื่อนไขในการประกาศใช้ CL ให้เข้มงวดกว่าข้อตกลงตาม WTO แต่ในเมื่อประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามใน FTA กับอเมริกา การประกาศใช้ CL ของไทยกับยา Efavirenz จึงถูกต้องตามกฎหมาย บนเหตุผลว่าไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพในประเทศ”

2. สถานการณ์ของโรคเอดส์ในไทยยังไม่ใช่ ‘วิกฤตสุขภาพ’ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ CL

ข้อเท็จจริง: คำถามที่ว่า เราต้องมีคนป่วยเป็นโรคร้ายแรง ‘เท่าไหร่’ จึงจะสมควรถือว่าเกิด ‘วิกฤตสุขภาพ’ ขึ้นแล้วในประเทศนั้น คงเป็น ‘ปัญหาโลกแตก’ ซึ่งไม่มีทางที่ทุกคนจะเห็นตรงกันได้ แต่ถ้าเราลองดูสถานการณ์ปัจจุบันของโรคเอดส์ในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จะพบว่าสถานการณ์โรคเอดส์ในไทยนั้นน่าจะเรียกได้ว่าเข้าขั้น ‘วิกฤต’ แล้ว โดยไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศนอกทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกากลาง ที่มีอัตราการติดเชื้อ HIV ในผู้ใหญ่ (15-49 ปี) สูงเกือบ 2% และมีผู้ป่วยกว่า 580,000 ราย ณ สิ้นปี 2005 ปัจจุบันมีคนไทยตายจากโรคเอดส์กว่า 55,000-60,000 คนในแต่ละปี

นอกจากนี้ รายงานสถานการณ์เอดส์ในไทยประจำปี 2004 ของสหประชาชาติก็ระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อกรกับโรคเอดส์ จากที่เคยรณรงค์เจาะกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ (เช่น ส่งเสริมให้ใช้ถุงยางอนามัย) ในทศวรรษ 1990 เพราะความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV ได้กระจายออกจากสถานให้บริการทางเพศ ไปสู่กลุ่มเสี่ยงใหม่ๆ ที่ยังไม่เข้าใจเรื่อง safe sex เช่น กลุ่มเด็กวัยรุ่น เนื่องจากพฤติกรรมการมีเซ็กซ์ของคนไทยได้เปลี่ยนไปมาก (เช่น เด็กผู้ชายจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเที่ยวซ่องแล้ว เพราะเพื่อนผู้หญิงยอมนอนด้วย และปัจจุบันก็มี ‘ผู้หญิงขายตัว’ จำนวนมากที่ทำงานเสมือนเป็นผู้ประกอบการเอง ไม่ได้ทำงานประจำซ่องอีกต่อไป) ในขณะเดียวกัน งบประมาณรัฐเพื่อการรักษาและป้องกันโรคเอดส์ก็ลดลงทุกปี จาก 1,516 ล้านบาทในปี 1999 เหลือเพียง 1,003 ล้านบาทเท่านั้นในปี 2003 และในจำนวนนี้ สัดส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันโรคเอดส์ก็ลดลงจาก 10.8% เหลือ 8.0% ระหว่างช่วงปีเดียวกัน

3. การประกาศใช้ CL ของไทย ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกันหรือองค์กรโลกบาลใดๆ

ข้อเท็จจริง: ข้อนี้เป็นความเข้าใจผิดที่สื่อกระแสหลักในไทยยังไม่กระจายข่าวเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลอเมริกันไม่ได้เหมือนกันหมดทุกชุด ย้อนไปเมื่อปี 2000 สมัยที่ Bill Clinton ยังเป็นประธานาธิบดีอยู่ ผู้แทนการค้าของอเมริกาประจำประเทศไทยคือ Charlene Barshefsky ได้เขียนจดหมายถึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น มีใจความสนับสนุน CL ชัดเจนว่า:

“ถ้ารัฐบาลไทยมองว่าการประกาศใช้ CL เป็นเรื่องจำเป็นต่อการแก้ไขวิกฤตสุขภาพในประเทศ อเมริกาจะไม่ต่อต้าน หากการใช้ CL นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของข้อตกลง TRIPS ตาม WTO”

นอกจากนี้ ธนาคารโลกเองก็ได้แนะนำให้ประเทศไทยประกาศใช้ CL ในการแก้ปัญหาโรคเอดส์ โดย “ข้อเสนอ #7″ (Finding 7) ในรายงานเมื่อเดือนสิงหาคม 2006 เรื่อง “The Economics of Effective AIDS Treatment: Evaluating Policy Options for Thailand” (หน้า 169) ระบุว่า:

“เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาโรคเอดส์ตัวที่สอง (second-line therapy หมายถึงยาที่จะใช้ก็ต่อเมื่อยาตัวแรกไม่ได้ผล ซึ่ง Efavirenz อยู่ในข่ายนี้) ล้วนอยู่ภายใต้สิทธิบัตร ผลิต และจำหน่ายโดยบริษัทยาข้ามชาติ ประเทศไทยต้องยอมจ่ายค่ายาราคาแพงที่บริษัทผู้ผูกขาดเหล่านี้เรียกร้อง หรือไม่ก็ใช้สิทธิภายใต้ข้อตกลง WTO ในการประกาศใช้ CL เพื่อผลิตยาราคาถูก ภายใต้เงื่อนไขค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องตกลงกัน

เนื่องจากประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์มหาศาลทางการค้าจากข้อตกลงทวิภาคี (FTA) กับอเมริกา รัฐบาลไทยอาจรู้สึกอยากยอมสละสิทธิในการประกาศใช้ CL สำหรับยารักษาโรคเอดส์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า รายงานนี้พบว่าการสละสิทธินี้มีราคาสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลใช้ CL เพื่อลดราคายาตัวที่สองลง 90% รัฐบาลไทยจะสามารถลดภาระงบประมาณลงได้ถึง 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 127,000 ล้านบาท) ระหว่างปัจจุบันถึงปี 2025 และลดต้นทุนในการช่วยชีวิตผู้ป่วยจาก 85,800 บาทต่อปีต่อคน เหลือ 37,600 บาทต่อปีต่อคน

ระดับค่าลิขสิทธิ์ที่ WTO ระบุว่าต้องจ่ายควบคู่ไปกับการประกาศใช้ CL นั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน ประเทศไทยสามารถเพิ่มพลังในการต่อรองกับบริษัทยาข้ามชาติได้ด้วยการผนึกกำลังกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ”

4. การประกาศใช้ CL จะทำให้บริษัทยาสูญเสียรายได้อย่างไม่เป็นธรรม

ข้อเท็จจริง: ตลาดยาในประเทศกำลังพัฒนามีมูลค่าไม่ถึง 10% ของมูลค่าตลาดยาทั่วโลก ตลาดยาในประเทศไทยมีมูลค่าไม่ถึง 0.5% ของมูลค่าตลาดทั่วโลก และถ้านับเฉพาะยาที่มีสิทธิบัตรก็มีมูลค่าไม่ถึง 0.1% ด้วยซ้ำไป ดังนั้นการประกาศใช้ CL ของไทย จึงแทบจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลยต่อฐานะทางการเงินของบริษัทยาทั้งสามแห่ง

นอกจากนี้ เป้าหมายของการประกาศใช้ CL คือการผลิตหรือนำเข้ายาราคาต่ำ เพื่อให้ผู้ป่วยด้อยฐานะมีโอกาสเข้าถึงยาได้ ไม่ใช่ลดราคายามีสิทธิบัตรราคาแพงให้กับผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาย้ำหลายครั้งแล้วว่า จะนำยา CL ไปใช้สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐเท่านั้น ไม่ได้เอาไปขายต่อทั้งในหรือนอกประเทศ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีฐานะดี (ซึ่งน่าจะมีจำนวนไม่เกิน 20% ของผู้ป่วยทั้งประเทศ) ก็สามารถซื้อและใช้ยาต้นแบบ ‘ของแท้’ ที่มีราคาแพงต่อไป (ในฐานะสมาชิกชนชั้นกลางคนหนึ่ง ผู้เขียนยืนยันได้ว่าชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ ‘จ่ายได้’ จะยินดีจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่แพทย์เรียกเก็บ เพราะมองเรื่องสุขภาพว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรประหยัด หรือเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการรักษาแบบใช้บัตรทอง)

ด้วยเหตุนี้ การประกาศใช้ CL เพื่อผลิตยาเลียนแบบจึงทำให้บริษัทยาไม่น่าจะสูญเสียฐานลูกค้าเดิมไป ตรงกันข้าม การประกาศใช้ CL ยังเป็น ‘ช่องทางใหม่’ ที่น่าจะทำให้บริษัทยาข้ามชาติเกิดความกระตือรือร้นที่จะผลิตยาเวอร์ชั่นราคาถูกออกมาแข่งกับผู้ผลิตยาเลียนแบบรายอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่ระดับล่าง เพราะตลาดยาเลียนแบบนั้นเปิดกว้างให้แข่งขันได้โดยเสรี ไม่เหมือนกับยาต้นแบบใต้สิทธิบัตรที่ผูกขาดเพียงเจ้าเดียว

5. กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ CL อย่างกะทันหัน โดยไม่มีการเจรจาเรื่องนี้กับบริษัทยาก่อน

ข้อเท็จจริง: ตามข้อตกลง WTO รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรก่อนที่จะประกาศใช้ CL แต่ในความเป็นจริง กระทรวงสาธารณสุขก็ได้พยายามเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรมาตลอดตั้งแต่ปี 2548 โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสิทธิบัตร นอกจากนี้ ในช่วงปี 2548-2549 กรมควบคุมโรคก็ได้เชิญบริษัทยาทุกแห่งที่จำหน่ายยาต้านไวรัสเอดส์มาเจรจาขอลดราคายา แต่การดำเนินการได้ผลน้อยมากเพราะมีบางรายเท่านั้นที่ยอมลดราคา และก็ยอมลดไม่มาก (ดูเอกสารหลักฐานได้ในสมุดปกขาวของกระทรวงสาธารณสุข)

ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริงที่เหลือต่อไปนี้แปลจากบทความเรื่อง Pharma’s Seven Deadly Lies about Thai Compulsory Licenses โดย Brook Baker, Health GAP

6. ธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) กล่าวว่า บริษัทยาต้องลงทุนวิจัยนับ 10 ปี แล้วอยู่ดีๆ รัฐบาลไทยก็ประกาศใช้ CL เท่ากับเป็นการยึดทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินของเขาไป

ข้อเท็จจริง: สิทธิบัตรไม่ใช่ ‘ทรัพย์สิน’ ตามความเข้าใจดั้งเดิม แต่เป็นสิทธิที่รัฐบาลมอบให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้คิดค้น และประโยชน์ของสังคมส่วนรวม สิทธิภายใต้สิทธิบัตรจึงมีเงื่อนไขมากมาย รวมทั้งสิทธิของรัฐบาลในการออก CL รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งรัฐบาลอเมริกันเองด้วย ได้ออก CL มาแล้วหลายพันครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยา นับตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นอกจากนี้ CL ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในกฎหมายไทยเมื่อบริษัทยาทั้งสามคือ Merck, Abbott, และ Sanofi-Aventis ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย เป็นไปได้อย่างไรที่สิทธิบัตรซึ่งรัฐบาลออกให้ภายใต้เงื่อนไขว่าจะสามารถออก CL ได้ จะแปรเปลี่ยนไปเป็น ‘สิทธิสัมบูรณ์’ (absolute right) ที่ถูกละเมิดเมื่อรัฐบาลออก CL นั้นจริงๆ?

7. ธีระ ฉกาจนโรดม พรีม่า กล่าวด้วยว่า ทุกอย่างเจรจาได้

ข้อเท็จจริง: สำหรับบริษัทยาผู้ทำธุรกิจผูกขาด ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเจรจาได้ บริษัท Abbott ปฏิเสธเป็นเวลาติดกัน 6 เดือนที่จะลดราคา Kaletra ลงจาก $2,200 ต่อปี (Abbott ยอมลดราคาในบราซิลก็ต่อเมื่อรัฐบาลบราซิลขู่เป็นเวลาหลายเดือนว่าจะประกาศใช้ CL)

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทยาจะยอมเจรจาลดราคาลงเยอะๆ บริษัทเหล่านั้นก็มักจะขู่บังคับให้ประเทศคู่ค้ายอมตกลงว่าจะไม่ไปหาซื้อยาเลียนแบบจากที่อื่นซึ่งมีราคาถูกกว่า เมื่อมองจากมุมนี้จะเห็นว่า เป้าหมายหลักของบริษัทยาคือต้องการกีดกันคู่แข่งขันที่ผลิตยาเลียนแบบ

8. Harvey Bale แห่ง International Federal of Pharmaceutical Manufacturers and Association กล่าวว่า “ยาเลียนแบบอาจนำไปสู่การบิดเบือนผลประโยชน์ทางพาณิชย์ และทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในอันตราย” บริษัทยาทั้งสามยังอ้างด้วยว่า CL อาจนำไปสู่คุณภาพยาที่แย่ลง

ข้อเท็จจริง: เป็นเรื่องน่าแปลกที่พวกเขาเหล่านี้มองว่า ‘การบิดเบือนผลประโยชน์ทางพาณิชย์’ จะเกิดจากการแข่งขันเสรีและราคายาเลียนแบบที่ถูกลง ไม่ใช่จากธุรกิจผูกขาดและการตั้งราคายาต้นแบบสูงเกินควร การที่บริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบที่ร่ำรวยมหาศาล (มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันกว่า 90% ของมูลค่าตลาดยาทั่วโลก) กำลังบ่นว่าผู้ผลิตยาเลียนแบบ (ส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 10%) จะเอาเปรียบพวกเขานั้น เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเลย

ในแง่ของคุณภาพยา นาย Harvey Bale ยกข้ออ้างเดิมๆ ว่า “ยาเลียนแบบมีคุณภาพด้อยกว่า” แต่เขาไม่พูดว่า ยาเลียนแบบ Efavirenz หลายยี่ห้อได้ผ่านการรับรองคุณภาพ (pre-qualification) จากองค์กรอนามัยโลกหรือ WHO แล้ว (ยาเลียนแบบ Kaletra กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนนี้) และในทำนองเดียวกัน องค์กรอาหารและยาของอเมริกาหรือ FDA ก็ได้อนุมัติยาต้านเชื้อไวรัสหลายสิบตัว ที่ผลิตในโรงงานกว่า 70 แห่งในอินเดียที่ FDA ให้การรับรองเอง

9. CL จะลดแรงจูงใจของบริษัทยาในการลงทุนด้านวิจัย

ข้อเท็จจริง: ตลาดยาในประเทศแถบทวีปเอเชียและแอฟริการวมกันมีมูลค่าเพียง 5.1% ของมูลค่าตลาดยาทั่วโลก จากตัวเลขของ Information Management Group ถึงแม้ว่าตลาดประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางจะโตเร็วกว่าตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว บริษัทยาข้ามชาติก็ยังทำกำไรส่วนใหญ่จากอเมริกา แคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งซื้อยาคิดเป็นมูลค่ากว่า 89% ของตลาดทั้งโลก บริษัทยามักจะอ้างว่า CL ลดแรงจูงใจในการใช้เงินลงทุนวิจัยยาใหม่ๆ แต่พวกเขาไม่เคยยอมรับว่า ยาเลียนแบบเหล่านั้นไม่เคยส่งผลกระทบต่อกำไรจากการผูกขาดของพวกเขาในประเทศร่ำรวย ส่วนแบ่งรายได้ที่จิ๊บจ๊อยมากจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกระทบต่อแรงจูงใจด้านการทำวิจัยของพวกเขาได้อย่างไร?

Popularity: 16% [?]

Print This Post

25 Responses to “ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริง กรณีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) บนยารักษาโรคเอดส์”

  1. Tee Says:

    ดูรายชื่อ reference แล้วไม่ค่อยน่าจะอ่านเลยอ่ะครับ รายชื่อ reference เอียงซะขนาดนั้นแต่อย่างไรก็ตาม มีเวลาว่างแล้วจะมาอ่านครับ

  2. tON Says:

    เขียนไม่ได้แบบนี้แน่ๆ

    ขอเป็น reader, user, practitioner ต่อไป…

  3. rathwjj Says:

    So I want to see which one is the one side reason.

    Wait and See.

    ^^

  4. Fringer Says:

    I don’t think this post has much to do with any kind of reason - just a lot of facts :) I will save my thoughts on the “reasonableness” of the current patent system - a topic that will be much more about reason - for a future post.

  5. elixer Says:

    Clopidogrel อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทั่วไป เพราะ aspirin ยังมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกัน และรักษาอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกเว้นผู้ป่วยที่แพ้ aspirin หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจาก aspirin อาจจำเป็นต้องใช้ clopidogrel ครับ

    แต่ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ใช้ Clopidrogel ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิเบิกของข้าราชการครับ ถ้าจะมองว่าโรคหลอดเลือดหัวใจในไทยเกิด วิกฤตสุขภาพ หรือยังผมก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามว่า Clopidrogel จำเป็นมากมั้ย ผมว่าไม่ครับ

  6. Rachanont » Compulsory licensing Says:

    […] ว่าจะเขียนเรื่อง มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licensing) มานานแล้ว แต่ไม่มีเวลามารวบรวมข้อมูลสัีกที โชคดีวันนี้เจอบทความนำเสนอเรื่อง CL จากคนชายขอบชื่อ ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริง กรณีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) บนยารักษาโรคเอดส์ ใครสนใจก็เข้าไปอ่านกันได้นะครับ ส่วนผมขอเพิ่มเติมจากบางประเด็นของคุณชายขอบ ตามความคิดเห็นของผมแล้วกัน […]

  7. rathwjj Says:

    One side fact without reason?

    Nah, it doesn’t suit your type.

    ^^

  8. Fringer Says:

    คุณ Rachanont: ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับความเห็นกรณี Clopidogrel และข้อมูลเพิ่มเติมที่เขียนในบล็อกของคุณ จะขอปรับแก้บทความนี้เพื่อลิ้งก์ไปหานะคะ :)

    rathwjj: I don’t think it’s ever possible to present facts without reason and emotion, because that’s human nature. However, I believe we can try to remove as much bias and prejudice as possible, when we use reason to analyze facts. Besides, facts-based reasoning is surely better than pure-reasoning-without-facts. But as you said, we’ll see :)

  9. Tee Says:

    ได้อ่านหนึ่งรอบแล้วครับ ขอบอกว่ามันเป็นการฟังความด้านเดียวมากอ่ะครับ นั่นคือเลือกแก้ตัวเฉพาะข้อที่แก้ตัวได้เป็นแค่ บทความแบบ attitude innoculation ที่หาได้ทั่วไปเวลามีประเด็นสำคัญ

    สรุป point มีอยู่ว่า
    1) ถูกกฏหมายและข้อตกลง (แน่นอนครับ)
    2) มันเป็นภาวะวิกฤติ(Questionable สุด ๆ) ใช้แล้วช่วยคนได้มาก(จริงหรือ??)
    3)ผลกระทบต่อบริษัทยามีน้อย (Questionable เช่นกันเพราะดูเหมือนคุณจะมองแค่ระยะสั้น)
    4)ผลกระทบต่อวงการวิจัยในเมืองไทย(ลืมพูดถึงหรือเปล่าครับ)
    5)ผลกระทบต่อความน่าลงทุนในประเทศไทย(ลืมพูดถึงหรือเปล่าครับ)

    ผมสนใจข้อสี่กับข้อห้ามากที่สุดอ่ะครับ ว่า เรากำลังช่วยคนป่วยแต่ทำร้ายคนไม่ป่วย(อาจจะเห็นผลในระยะกลาง)อยู่หรือเปล่า

    แต่ผมมองอย่างนี้ครับยังไงรัฐบาลนี้ก็จะดึงดันถูไถใช้ CL อยู่แล้วผมขอเสนอแบบนี้ครับ ว่า ประหยัดเงินได้เท่าไหร่ไม่ต้องเอามาโอ้อวด แต่… เอาไปสนับสนุนการวิจัยยาในประเทศให้หมด จะได้เป็นการประหยัดที่แท้จริง ไม่ใช่ประหยัดอยู่วันสองวันแบบนี้

  10. Fringer Says:

    คุณ Tee: ขอบคุณที่ comment ค่ะ สำหรับ “ผลกระทบในระยะยาว” หลายประเด็นที่คุณถามถึง เป็นประเด็นที่มีคำตอบแบบ “ข้อเท็จจริงล้วนๆ” น้อย เพราะเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการคาดการณ์ในระยะยาว ใครๆ จะพูดอะไรก็ได้ (เพราะกว่าจะรู้ว่าจริงไม่จริงก็ใช้เวลาอีกนาน) แต่จะพยายามรวบรวมประเด็นมาตอบในโอกาสต่อไป :)

  11. Tee Says:

    อันนี้คือ เหมือนที่คุณ fringer เขียนอ่ะครับ แต่เป็นคนละฝั่ง :p มันคือบทความจำพวก attitude innoculation แก้ตัวเฉพาะที่แก้ตัวได้ แก้ตัวไม่ได้ซ่อนไว้

    http://www.thaimyths.com/

    design เว็บเค้าน่ารักดีนะครับ

  12. Fringer Says:

    ขอบคุณสำหรับลิ้งก์ค่ะ ยังอ่านไม่หมดเลย จะพยายามตอบ Myths พวกนี้ในคราวต่อไปด้วย :) แต่เท่าที่อ่านผ่านๆ บางอันก็เป็นข้อมูลเท็จหรือ “โกหก” หน้าด้านๆ เลยนะ เช่น

    - Myth #4 นี่ไม่รู้เอาอะไรมาพูด เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยบอกว่าไทยจะผลิตยาเลียนแบบพวกนี้เอง บอกชัดเจนมานานแล้วว่าจะนำเข้ายาเลียนแบบจากอินเดียต่างหาก ซึ่งอินเดียตอนนี้ก็เป็นแหล่งผลิตยาเลียนแบบชั้นนำของโลก FDA ของอเมริกาออกใบรับรองยาเลียนแบบจากอินเดียไปหลายตัวแล้ว

    - Myth #6 นี่ไม่จริงแน่นอน เพราะการกระทำของไทยไม่ผิดข้อตกลง TRIPS แน่ๆ (ไม่อย่างนั้นอเมริกาก็ฟ้องร้องไทยไปหลายเดือนแล้ว และธนาคารโลกเอง ซึ่งเคยแนะนำให้ไทยใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหาโรคเอดส์ ก็ต้องออกมาเตือนแล้วด้วย) ที่เขียนว่า “WTO members are not allowed to issue compulsory licenses without full and transparent negotiations” นี่ก็โกหกชัดๆ เลย เพราะข้อตกลง TRIPS เขียนชัดเจนว่า CL ใช้ได้โดยไม่ต้องมีการเจรจาก่อน ในกรณีดังต่อไปนี้คือ “national emergencies”, “other circumstances of extreme urgency” or “public non-commercial use” (or “government use”) or anti-competitive practices (อ่าน text ได้ที่เว็บ WTO (Article 31: Other Use Without Authorization of the Right Holder) หรือรายงานต่างๆ นาๆ ของธนาคารโลก)

    - Myth #7 นี่ก็พูดหน้าตาเฉยเลยว่ากระทรวงสาธารณสุขเราไม่เคยขอเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ ทั้งๆ ที่มีจดหมายหลักฐานมากมาย (อ่านได้ในสมุดปกขาว) ที่แสดงให้เห็นว่ากระทรวงเราพยายามมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ จริงๆ เรื่องนี้ถ้าไปอ่านประสบการณ์ของบราซิล จะเห็นว่าเจอปัญหาคล้ายกันกับเรามากๆ เลย (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร บริษัทยาใหญ่ๆ ที่เชื่อมั่นว่าโน้มน้าวให้รัฐบาลอเมริกาทำตามความประสงค์ได้ ก็ย่อมอยาก “เล่นตัว” จนถึงที่สุดอยู่แล้ว)

    สรุปคือ เว็บนี้ดูเหมือนจะโกหกซะเยอะนะคะ แถมโกหกแบบ “มักง่าย” มากๆ ด้วย เพราะไม่มีลิ้งก์หรือแหล่งข้อมูลอ้างอิงอะไรเลย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ เขียนอธิบาย คือเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรมอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของธุรกิจผูกขาดที่กำลังใช้อำนาจผูกขาดอย่างเห็นแก่ตัวและเอากำไร “เกินเลย” ไปมากมายมหาศาล เมื่อผนวกกับระบบสิทธิบัตรที่มันแย่มากๆ (เอาไว้ในคอลัมน์ที่เขียนลงประชาชาติ จะเขียนเรื่องข้อเสนอจากนักเศรษฐศาสตร์และนักกฎหมายหลายคน ว่าโลกเราจะปรับปรุงระบบนี้ได้อย่างไรบ้าง)

    เว็บอย่างนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า วิธีเดียวที่เราจะรู้ว่าใคร “แก้ตัว” หรือไม่ คือตรงไปหาแหล่ง “ข้อมูลดิบ” อย่างเดียวเท่านั้น คือตัวสัญญา ฯลฯ ที่เราเซ็นจริงๆ ในแง่นี้ คิดว่าสมุดปกขาวที่กระทรวงสาธารณสุขทำ ทำได้ค่อนข้างดีค่ะ ไม่เหมือนเว็บ thaimyths ที่มีแต่ข้อเขียนโล่งๆ ไม่มีหลักฐานหรือลิ้งก์อะไรมายืนยัน แถมข้อความส่วนใหญ่ก็โกหกกันชัดๆ เลย เฮ่อ จะ “แก้ตัว” ทั้งที ทำงานให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ประเด็นให้พูดมีตั้งเยอะ ดันใช้วิธีโกหก :P

  13. Tee Says:

    ผมก็ว่ามั่วหลายอันเหมือนกัน และผมว่าเว็บแบบนี้มีอีกอ่ะครับ(ถ้าหาเรื่องกัญชาจะเจอเยอะมาก)แต่ว่า ส่วนที่น่าสนใจเค้าก็มีนะครับ ข้อสองและข้อสาม

    การเก็บภาษีนำเข้ายา และ Alteratives ที่เหมือนเราไม่เคยพูดถึง

    และผมสังเกตว่า อันที่ไม่ค่อยมั่วเนี่ยเค้าจะมี วันที่อยู่ข้างล่าง note เค้าอ่ะครับ อันที่ไม่มีวันที่ ไม่ มั่วแบบไม่รับผิดชอบ ก็กำลังจัดทำอยู่มั้งครับ

  14. Tee Says:

    ผมก็ยังไม่ชอบการตีความ National Emergencies อยู่ดีอ่ะครับ

    การตีความว่า มีคนป่วยในประเทศเยอะ แปลว่าเป็น National Emergencies ดูเหมือนจะตีความกว้างจนผิดจุดประสงค์ของข้อตกลงไปอ่ะครับ ผมว่าตรงนี้จะเป็น link ที่สำคัญที่สุดถ้าเกิดต้องฟ้องร้องกันขึ้นมาว่าผิด TRIPS หรือเปล่า

    อย่างเช่น ถ้าคนสหรัฐป่วยเป็นไข้เลือดออก(สมมติเค้าทำยาไม่ได้) จำนวนเท่ากับคนไทยที่เป็นเอดส์ แปลว่าเป็น national emergencies หรือเปล่า ถ้ารัฐบาลยังมีความสามารถจ่ายค่ายาพวกนี้ได้อยู่(ค่อนข้าง make sense ว่ารัฐบาลควรรับผิดชอบตามกำลังที่มี)

    นั่นคือ ผมคิดว่าอีกสิ่งที่ต้องโชว์คือว่า รัฐบาลไทย(สมมติว่าจะใช้ clause national emergencies ในการ justify) ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะ cover ยาพวกนี้ ซึ่งผมว่าค่อนข้างชัดเจนว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะ cover พวกนี้(ก็ซื้อกันได้มาตั้งกี่ปี) การไม่มีตังค์จ่ายค่ายา กับการมีตังค์จ่ายนะแต่ขอไปซื้ออีกเจ้าก๊อปมาถูกลง(อีก)หน่อย(ลด 90%) มันต่างกันอ่ะครับ

    และถ้าจะเอามาอวดว่า จะประหยัดได้ กี่ล้านดอลเนี่ย ผมมีวิธีประหยัดให้ได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้อง ออก CL ที่เสี่ยงทำร้ายคนไม่ป่วย นั่นคือ ดำเนินการป้องกันลด ตัวเลขผู้ป่วยเอดส์ลงสิบเท่าภายในสิบปีสิครับ(lifetime เฉลี่ยของผู้ป่วยเอดส์ น่าจะอยู่ที่สี่ห้าปี ฟังดูโหดร้ายแต่ก็จริง) จะลดค่าใช้จ่ายได้เท่ากับบังคับใช้ CL ตอนนี้ เช่นตามข้อมูลคุณ fringer บอกว่างบป้องกันอยู่ที่ 80 ล้านต่อปี(ทำไมน้อยอย่างนี้ล่ะ 8%*1000 ล้าน) แค่ดูเหมือนค่ายาจะอยู่ที่ 5 ,000 ล้านต่อปี(ผมเอาเลขที่คุณ fringer บอกว่าจะประหยัดได้มาหารด้วยใน ~20ปีมาหารอ่ะครับ) มันดูไม่เมคเซ็นส์สุด ๆ อ่ะครับ แต่ถ้าจะบอกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ CL มันฟังดูงี่เง่าอ่ะครับ ถ้าบอกว่าเราเพิ่มงบป้องกันจนเราป้องกันไม่ได้ แล้ว ค่อยใช้ CL มันจะ justifiable มากกว่า

    พูดอีกทีอ่ะครับ ผมว่ามันก็ยังไม่วิกฤติอยู่ดี เพียงแต่เรายังไม่ได้ทำทุกวิถีทางที่จะแก้ไขปัญหาโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอ่ะครับ

  15. PeeTai Says:

    เรื่องของผลประโยชน์ … สงสัยต้องใช้ทฤษฎีเกมส์มาเป็นตัววัดแล้วกระมัง

  16. Fringer Says:

    ถ้าไปอ่านข้อตกลง TRIPS จะเห็นว่า national emergencies เป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไขที่ให้ใช้ CL ได้โดยไม่ต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรก่อนค่ะ จริงๆ ถ้าเราจะอ้างว่ากรณีนี้เข้าข่าย public non-commercial use ก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะรัฐบาลตั้งใจจะใช้ CL เพื่อซื้อยาเลียนแบบมาแจกจ่ายให้ผู้ป่วยรายได้น้อย แต่ก็อย่างที่เขียนนั่นแหละ คือส่วนตัวมองว่าสถานการณ์เอดส์ในประเทศเรา “วิกฤต” จริงๆ ประเด็นคงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอย่างเดียวนะคะ แต่อยู่ที่ตัวเลขว่าป่วยเป็นโรคอะไรมากกว่า แน่นอนว่าสถานการณ์ที่คนป่วยเป็นโรคหวัด 580,000 คน ย่อม “รุนแรง” ไม่เท่ากับคนป่วยเป็นโรคเอดส์ 580,000 คน แน่ๆ เรื่องนี้เป็นสามัญสำนึกพอสมควร

    ถ้่าถามว่าทำไมเราไม่พัฒนายาขึ้นมาใช้เอง ก็ต้องตอบว่ายาพวกนี้ไม่ได้วิจัยง่ายๆ ตัวนึงใช้เวลาหลายปี ใช้เงินเฉลี่ย 700-800 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยไม่มีทางมีิเงินพอที่จะวิจัยยาพวกนี้ขึ้นมาใช้เองได้เลยค่ะ และเมื่อคำนึงว่าเราไม่ได้พูดถึง “สินค้าฟุ่มเฟือย” แต่เป็น “สินค้าจำเป็น” คือยารักษาโรค ก็ดูเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุถ้าเราจะต้องหาเงินจำนวนมหาศาลมาวิจัยยาที่มีคนอื่นคิดค้นขึ้นมาแล้ว เหมือนคำถามว่าทำไมต้อง reinvent the wheel นั่นเอง แถมบริษัทยาก็ได้กำไรมากมายมหาศาลจากสิทธิบัตรของตัวเองในประเทศโลกที่หนึ่งอยู่แล้ว (เมื่อไหร่เขียนบทความใหม่ จะวิเคราะห์ผลประกอบการของ Merck และ Abbott ประกอบให้ดูด้วย)

    ส่วนเรื่องที่ว่าใครบ้างที่ “เดือดร้อน” จากการใช้ CL ก็เถียงกันได้ยาวยืดอีกเช่นกัน ถ้าคุณคิดว่าการที่กำไรของบริษัทยาจะหายไปไม่ถึง 1% แลกกับการที่ผู้ป่วยโรคเอดส์รายได้น้อยหลายแสนคนจะเข้าถึงยาได้ (และอย่าลืมว่ายาตัวนี้คือ second-line therapy หมายความว่าผู้ป่วย “ต้องการ” จริงๆ เพราะยาตัวแรกใช้ไม่ได้ผล (เช่น ดื้อยา) ถ้าไม่ได้ยาตัวนี้ก็มีโอกาสเสียชีวิตสูงมากๆ) นั้น คือความ “เดือดร้อน” ที่ทุกฝ่ายควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเลย คุณก็น่าจะต่อต้านการใช้ CL มากกว่าเห็นด้วย ส่วนตัวมองว่า ประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ คุ้มกันมากๆ กับ “ความเดือดร้อน” กระผีกเดียวที่บริษัทยาประสบค่ะ

    ที่คุณ Tee ถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ “ดำเนินการป้องกันลดตัวเลขผู้ป่วยเอดส์ลงสิบเท่า” นั้น ก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วยนะคะ แต่มันเป็นคนละประเด็นกันกับเรื่อง CL เพราะเรากำลังพูดถึงผู้ป่วยเอดส์ในปัจจุบัน ที่เป็นเอดส์ไปแล้ว แต่เข้าถึงยาไม่ได้เพราะยามีราคาแพงเกินไป ถ้าประเทศไทยสามารถรณรงค์ให้จำนวนผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ๆ ลดลง ก็เป็นเรื่องดีแน่ๆ แต่มันไม่ได้ช่วยคนที่เป็นเอดส์ตอนนี้เลยแม้แต่น้อย แถมใครๆ ก็รู้ว่าการ “ดำเนินการลดตัวเลขผู้ป่วยเอดส์” นั้น พูดง่ายแต่ทำยากมากเลยนะคะ โดยเฉพาะในยุค free sex ในปัจจุบัน เชื่อว่ารัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อย่างที่บอกนะ มันเป็นคนละประเด็นกับ CL

    เอาเป็นว่า จะเลิกเขียนคอมเม้นท์ในนี้ แล้วรวบรวมประเด็นไปเขียนเป็นบทความใหม่ ราวๆ สัปดาห์หน้าละกันค่ะ เดี๋ยวคนเขียนจะถูกไล่ออกจากงานประจำ :P

  17. เกาะรั้ว Says:

    จริงๆ ก็น่ามีคำถามว่า แล้วทำไมคนไม่ป่วย ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการที่รัฐเข้าไปช่วยเหลือคนป่วยด้วยวิธีนี้ … ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ

    ส่วนตัวก็ไม่คิดไม่ถึงว่าจะมีคนไทยคิดคำถามอะไรประมาณนี้กัน … สังคมเปลี่ยนไปแล้วจริงๆหรือ

  18. Porr Says:

    จริงๆ พวกสนธิสัญญาระหว่างประเทศพวกนี้มีช่องว่างให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์ได้เยอะนะครับ

    แต่รัฐบาลชวนตอนนั้นหน้าบาง ดันไปรีบรับทำตัวเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซะหลายตัว

    นับเป็นมิติใหม่ที่ดีครับ ที่เอาเรื่องนี้มาใช้

  19. Prasit Says:

    lifetime เฉลี่ยของผู้ป่วยเอดส์ น่าจะอยู่ที่สี่ห้าปี ฟังดูโหดร้ายแต่ก็จริง ข้อความของคุณ Tee ซึ่งขัดความรู้สึกสุดๆ จนต้องมาเขียน ความจริงคนไข้ติดเชื้อเอชไอวี กว่าจะเริ่มแสดงอาการก็ประมาณ เจ็ดปี พอเป็นเอดส์ ถ้าไม่รักษาก็คงอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วยยาต้านไวรัส ผู้ป่วยก็มีชีวิตยืนยาวอยู่ได้เป็นสิบๆ ปี ถ้าไม่เคยรักษาหรือไม่ทราบก็อย่ามาพูดดีกว่า
    อีฟาวิเรนซ์ หรือ สตอคครีน เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (ต้องใช้คู่กับยาอื่นอีกสองตัว) แต่ปัจจุบัน ยาสูตรที่องค์การเภสัชใช้ เนวิราปีน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับสตอคครีน ประสิทธิภาพ ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ผลข้างเคียงมากกว่า ที่สำคัญไทยก็ไม่ได้ผลิตเองอยู่ดี สั่งตัวยามาจากอินเดียมาผสม แล้วก็ใช้ได้ผลดีพอสมควรระดับหนึ่ง
    ส่วนคาเลตราใช้เป็นตัวแรกน้อยมากในไทย เพราะแพง แต่ถ้าดื้อยา หรือพอมีเงินเรือนหมื่น ก็อาจมีการสั่งตัวนี้
    ถ้าถามความจำเป็น สตอคครีนซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และราคาไม่แพงมากเท่าคาเลตราซึ่งประสิทธิภาพใกล้เคียงแต่โคตรแพง ก็เห็นด้วยว่าน่าจะหาราคาถูกมาให้ใช้กันแพร่หลายขึ้น จะซีแอล หรือ จะรวมตัวกันซื้อจากต้นสิทธิบัตรในราคาถูกแบบที่มูลนิธิคลินตันว่าก็ไม่เป็นไร เพียงแต่รัฐบาลก็น่าจะคาดการณ์ได้ว่าบริษัทยาหน้าเลือดเหล่านี้จะลุกฮือมาปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างน่ารังเกียจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยน่าสงสัยเจตนา ว่าที่ทำเพราะต้องการสร้างชื่อโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบหรือไม่ หรือมีฮั้งกับองค์การเภสัชจริงอย่างที่ใครตั้งข้อสังเกตไว้
    ส่วนเรื่องงานวิจัย กับการลงทุนในประเทศนั้นอย่าพูดถึงเลยครับ มันห่วยและหมดหวังอยู่แล้ว
    แต่ที่น่าประณามและสมเพชที่สุดคือที่ บ แอ็บบอทโต้ตอบด้วยการถอนทะเบียนนาใหม่ ซึ่งเราก็มียาในกลุ่มพวกนี้อยู่แล้ว เป็นแค่ยารูปแบบใหม่ๆ ไม่มีอะไรใหม่ เข้าทำนอง me too ทั้งนั้น ผมคงจะเลิกสั่งยาแอ๊บบอทไปอีกนาน ถึงจะไม่มีผลโดยตรงต่อบริษัทยาพวกนี้ แต่ผมก็รู้สึกดักว่าให้นายทุนหน้าเลือดมาบังคับเรา

  20. FILMSICK Says:

    จะขออนุญาติคุณ คนชายขอบอ้างอิงบทความไปใช้ต่อน่ะครับ ว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับหนังและอุตสาหกรรมยา

    ไหนๆก้ไหนๆ ในฐานะเภสัชกร เลยถือโอกาส แสดงความเห็นส่วนตัวบ้างครับ

    ยา EFAVIRENZE และ KALETRA ที่รัฐบาลไทยทำCL นั้น
    ไม่ใช่ first line drug สำหรับ คนไข้ HIV ตามguideline ของWHO

    ในไทยเราใช้ GPO VIR เป็นสูตรหลัก ซึ่งประกอบด้วยยา สามชนิด คือ NEVIRAPINE LAMIVUDINE และ STAVUDINE
    ยา NEVIRAPINE มีอัตราการแพ้ย่าสูงทำให้เกิดผื่นรุนแรง และตับอักเสบ กรณีที่แพ้ยา หรือดื้อยาจึงใช้ EFAVIRENZE แทนในสูตร

    ส่วนSTAVUDINE นั้นมีผลในระยะยาวต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันในร่างกาย ทั้งทำให้ แก้มตอบ พุงป่อง และระดับcholesterolผิดปกติ

    ที่สำคัญคือในที่สุด ยาทั้งสามกลุ่มมนี้จะนำมาสู่การดื้อยา ทำให้ต้องเปลี่ยนสูตรโดยอาจเปลี่ยนใช้ EFV แทน หรือ KALETRA แทนในตัวที่แทนกันได้

    ผมเองรับผิดชอบงานเอดส์ในโรงพยาบาล ในสมัยยุค คุณสุดารัตน์ ที่พยายามจะให้ access to all ตั้งแต่ตอนนั้นทุกคนก็รู้ว่าจะนำมาสู่การดื้อยา ในที่สุด ไม่ว่าจะยังไง ผู้ป่วยก็ต้องเดินเข้าไปหายาสูตรอื่นอยู่ดี
    เพราะเมื่อเริ่มใช้ยาแล้วหารหยุดยาจะทำให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว
    (จริงๆยังมีประเด็นเล็กๆว่า ตัวชี้วัดการแย่ลงของผู้ป่วยคือ VIRAL LOAD นั้นมีค่าตรวจแพงมาก จนไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ เลยดุเอาจาก จำนวน CD 4 ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงช้า กว่าจะรู้ว่าดื้อยา คนไข้จะแย่ลงไปมาก)
    และการตรวจหาความไวและการดื้อนั้นก็มีราคค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมากครับ

    ที่สำคัญ สูตร GPO VIR ไม่ใช่สูตรหลักในการรักษาHIVในปัจจุบันแล้ว
    เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าจะลงเอยด้วยการดื้อยา
    ดูจากGUIDELINE ในปี 2006
    http://aidsinfo.nih.gov/contentfiles/AdultandAdolescentGL.pdf

    ดูในตาราง reccomendation จะเห็นว่า ไม่มียา STAVUDINE อยุ่ในguidelineแล้ว
    หนำซ้ำ NEVIRAPINE กลายเป็น -alternative- ไป

    การทำ CL ของประเทศ จะช่วยทำให้ผู้ป่วยดื้อยา ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เข้าถึงยาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้วครับ

    นี่คือจากมุมมองของเภสัชกร ที่ตัดประเด็นการค้า ออกไป
    แต่หากจะดูประเด็นการค้า ดูเหมือน WAY เล่มใหม่ มีทความน่าสนใจมากๆครับ

  21. Fringer Says:

    คุณ FILMSICK: ยินดีค่ะ เชิญเอาบทความไปใช้ได้ตามสะดวก จริงๆ ไม่ต้องขอก็ได้ เพราะเว็บนี้ทั้งเว็บใช้ลิขสิทธิ์เปิดของ Creative Commons :) ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องยาเพิ่มเติมด้วยค่ะ

  22. FILMSICK Says:

    http://filmsick.exteen.com/20070517/footnote

    เสร็จแล้วครับ เลยมาแจ้ง

  23. หมอท๐ย Says:

    คุณ Fringer ครับ

    ต้องให้คุณ tee เค้าเป็นเอดส์ก่อน

    เค้าถึงจะเต้นเร่าๆมาเรียกร้อง CL ครับ

    ผมสนับสนุนการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร(Compulsory Licensing) เต็มที่ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลไทยว่า เห็นความสำคัญของชีวิตมนุษย์อยู่เหนือกว่าผลประโยชน์เชิงการค้า ครับ

  24. หมอท๐ย Says:

    ฝากลิ้งค์ให้คุณ tee อ่าน

    http://www.gpo.or.th/news/pr/plan11-5.htm

    http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6752&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

    ส่วนเรื่องผลประโยชน์ของบริษัทยานั้น บรรยายชาตินึงก็ไม่จบครับ

    เอาคร่าวๆคือ ลงทุนสิบบาท(หรือศูนย์บาทใน ยา บางตัว)เอากำไรล้านนึงครับ

  25. Nong Preaw Says:

    อยากทราบว่าตัวยา Efavirenz ,Lopinavir + Retronavir
    ชื่อการค้า Kaletra สามารถซื้อได้ที่ไหนบ้างค่ะ ราคาประมาณเท่าไหร่

    ใครรู้ก็ช่วยแจ้งด้วยนะค้ะ ขอบคุณมากค่ะ

    ผู้ที่รอคอยความหวัง:)