January 21st, 2007
จรรยาบรรณของสื่อพลเมือง / YouFest / blog tag ภาคพิเศษ
เมื่อวานไปพูดสั้นๆ เรื่องจรรยาบรรณของสื่อพลเมืองในงาน YouFest (ดาวน์โหลด presentation สั้นๆ ได้ที่นี่ และดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายของท่านอื่นได้ที่ หน้านี้ของงาน)
บรรยากาศในงานเป็นกันเอง สบายๆ ทุกคนออกมาแนะนำตัวสั้นๆ และพูดในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ ฉะนั้นหัวข้อในงานจึงหลากหลายมาก ตั้งแต่ สื่อทางเลือก, podcast, TV on web, machinima (การสร้างหนังจากเกม), Social Network Analysis, ไปจนถึง การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้, social bookmarking, และ e-commerce
แม้ว่าจะมีความเชี่ยวชาญและความสนใจแตกต่างกันมาก คิดว่าสองสิ่งที่ผู้ร่วมงานทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ ความเชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ว่าจะสามารถสร้างนักธุรกิจพันล้านและปรับเปลี่ยนสังคมไทยในทางที่ดีขึ้นได้ และทุกคนล้วนมีงานประจำหรืองานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ที่ตัวเองรักและยินดีทุ่มเทเวลาให้อย่างเต็มที่
กว่างานจะเลิกก็ปาเข้าไป 6 โมงกว่า แต่ไม่รู้สึกว่างานนี้ยาวเกินไปหรือน่าเบื่อ ดีใจที่มีโอกาสได้พบตัวเป็นๆ ของบล็อกเกอร์/โปรแกรมเมอร์/เว็บมาสเตอร์หลายท่านจากโลกออนไลน์ที่ติดตามผลงานมานาน ไม่ว่าจะเป็นคุณสหายสิกขาแห่งเว็บพลวัต, คุณ bact’ หนึ่งในบล็อกที่อ่านเป็นประจำ, คุณ hunt แห่ง Zickr! (เว็บ social bookmark ภาษาไทยที่แอบชื่นชมและใช้งานมาหลายเดือนโดยที่ไม่ได้ช่วย contribute อะไรเลย อายจัง), คุณ CJ หัวเรือใหญ่แห่ง FACT ที่กำลังรณรงค์เพื่อเสรีภาพของคนไทยบนอินเตอร์เน็ตแทนเราทุกคน รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่ชอบมากๆ สองแห่ง คือคุณพิสิต ผู้ดูแลวิกิพีเดียไทย และ อ. ธวัชชัย โปรแกรมเมอร์ระดับเทพผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ดีๆ อย่าง GotoKnow.org และ Learners.in.th
นอกจากนี้ ก็รู้สึกโชคดีที่ได้ทำความรู้จักกับหลายท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่หลังจากคุยกันก็คิดว่าคงมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือแม้แต่ร่วมงานกันในอนาคต เพราะมีความสนใจคล้ายๆ กัน เช่น คุณ kangg แห่ง Siampod.com เล่าว่าอยากโปรโมท podcast ในแง่ที่เป็น “หนังสือออกเสียง” สำหรับคนตาบอด แต่ติดปัญหาลิขสิทธิ์/license และคุณสุนิตย์ แห่ง Thai Rural Network เครือข่าย NGO รุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังศึกษาโมเดลใหม่ๆ ในการระดมทุนสำหรับโครงการเพื่อสังคม
ต้องขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน – คุณ mk, คุณกานต์, คุณสุนิต, และคุณ bact’ ที่ทำให้เรามีโอกาสเจอกัน หวังว่างาน YouFest จะมีต่อไปเรื่อยๆ
สำหรับเรื่องที่ผู้เขียน(กระแดะ)ไปพูดในงาน ออกตัวก่อนพูดว่าเรื่องจรรยาบรรณนี้เป็นความเห็นส่วนตัว และคิดว่าตัวเองก็ยังทำไม่ได้ทุกข้อ หลังจากพูดไปแล้วมานั่งคิดๆ ดู ก็รู้สึกว่าอธิบายเรื่อง “ความเป็นกลาง” ไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเพราะความคิดตัวเองอาจแตกต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิด ก็เลยคิดว่าเขียนขยายความไว้ในบล็อกนี้น่าจะดี:
“ความเป็นกลาง” ของสื่อพลเมือง
ผู้เขียนคิดว่า ความคาดหวังของสังคมที่จะให้สื่อทำงานอย่าง “เป็นกลาง” ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ และก็จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เพราะในความเป็นจริง ข่าวทุกชิ้นเขียนโดยมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ย่อมมีทัศนคติ ความคิด และความเห็นเป็นของตัวเอง ข่าวที่คนเขียนจึงย่อมมีส่วนที่เป็น “อัตวิสัย” (subjective) อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้าไม่สะท้อนออกมาโดยตรงในเนื้อข่าว ก็โดยทางอ้อม เช่น ผ่านการตัดสินใจของนักข่าวว่าจะไปสัมภาษณ์ใครและไม่สัมภาษณ์ใครในการเขียนข่าวแต่ละชิ้น
ดังนั้น แม้ว่าปกติส่วนของข่าวที่เป็นอัตวิสัยจะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ถูกสัมภาษณ์ ไม่ใช่ของนักข่าวเอง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “น้ำหนัก” ของส่วนที่เป็นอัตวิสัยนั้นมีผลต่อข่าวทั้งชิ้น ซึ่งจะทำให้คนอ่านมองว่านักข่าว “เป็นกลาง” หรือไม่ขนาดไหน
ทีนี้ปัญหาคือ หลายครั้ง เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมี “บทสรุป” ที่มีเหตุผลเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ความพยายามของนักข่าวที่จะ “เป็นกลาง” ด้วยการเสนอมุมมองต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน จึงอาจทำไม่สำเร็จ (เพราะบทสรุปนั้นชัดเจนจนหาคนไม่เห็นด้วยไม่ได้ เช่น ผู้ชายคนนี้คอร์รัปชั่นแน่ๆ ฯลฯ) หรือถ้าสำเร็จ ก็อาจทำให้คนอ่านเข้าใจผิด เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยกับบทสรุป (ที่มีเหตุผล) ที่นักข่าวอุตส่าห์ไปหาตัวจนเจอนั้น อาจเป็นคนไร้เหตุผล ไม่เข้าใจประเด็นดีพอ หรือตีความผิดก็ได้ แต่เนื่องจากนักข่าวต้องการให้พื้นที่ “ความเห็นต่าง”อย่างเท่าเทียมกัน ก็อาจทำให้คนอ่านคิดว่าคนเห็นด้วย (ซึ่งมีเหตุผล) กับคนไม่เห็นด้วย (ซึ่งไม่มีเหตุผล) นั้นมีจำนวนเท่าๆ กัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอาจมีสัดส่วนสูงถึง 90:10 ก็ได้
นี่เป็นหนึ่งใน reporter bias ที่อาจารย์วิชาสถิติชอบพูดถึงสมัยเรียนหนังสือ
ดังนั้น นักข่าวที่ดีจึงควรมีความสามารถในการตีความและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงระดับหนึ่ง ก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ใครมาเขียนข่าว (เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาควานหา “คนไม่เห็นด้วย” ที่ไร้เหตุผล สำหรับประเด็นที่มีข้อสรุปชัดเจนทางใดทางหนึ่ง) แต่เรื่องนี้คงเป็นปัญหาไปอีกนานในประเทศไทย เพราะลำพังการ “รายงานข้อมูลที่ถูกต้อง” ก็ยังเป็นเรื่องยาก(หรือไม่อยากทำ)สำหรับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
นักข่าวไทยชอบทำข่าวแบบ “เล่นปิงปอง” คือไปถามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ก. แล้วเอาคำตอบไปถามผู้เชี่ยวชาญ ข. ที่รู้ว่าอยู่คนละข้างกับ ก. หรือมีจุดยืนไม่เหมือนกัน เสร็จแล้วก็เอาคำตอบของ ข. ไปถาม ก. กลับ หรือไปถาม ค. ต่อ เป็นแบบนี้จนกว่าจะเขียนข่าวได้
เขียนข่าวแบบนี้ไม่ยาก เพราะนักข่าวไม่ต้องวิเคราะห์คำตอบเอง แค่ถอดเทปอย่างเดียว แต่ปัญหาของวิธีนี้คือ ถ้า ก. ข. หรือ ค. รู้ไม่จริงในประเด็นที่ตนให้ข่าว หรือมีอคติ หรือใช้เหตุผลผิดๆ ในการสรุปประเด็น ข่าวนั้นก็จะอาจออกมาผิดพลาดหรือลำเอียง ทำให้คนอ่านพลอยคิดว่าสื่อ “ไม่เป็นกลาง” ไปด้วย
จากปัญหาและข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่กล่าวไปแล้ว กอปรกับข้อเท็จจริงที่ว่า สื่อทุกสื่อล้วนมี “เจ้าของ” (ไม่มี “สื่อแท้” หรือ “สื่อเทียม” หรอก - มีแต่ “สื่อที่ทำหน้าที่ได้ดี” กับ “สื่อที่ทำหน้าที่ไม่ดี” เท่านั้น) ตลอดจนความจริงในโลกปัจจุบันที่ว่า ประเด็นต่างๆ ในแวดวงเศรษฐกิจและสังคมที่ “เป็นข่าว” นั้นบ่อยครั้งมีความสลับซับซ้อน ไม่ได้ประกอบด้วย “ข้อเท็จจริง” ล้วนๆ เหมือนข่าวอาชญากรรมรายวัน (เช่น นาย ก. โดดตึกตาย หรือนาง ข. ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่) หากเป็น “ความเห็น” เกี่ยวกับ “ผลกระทบ” ของข้อเท็จจริง หรือ “สิ่งที่น่าจะเกิดในอนาคต” ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ ตีความ และสังเคราะห์มากมาย เช่น ผลกระทบจากนโยบายควบคุมทุนไหลเข้าของ ธปท. แปลว่าแทบเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย ที่นักข่าวจะรายงานข่าวได้อย่าง “เป็นกลาง” จริงๆ
ขนาดในอเมริกา ประเทศที่หลายคนยกย่องว่าสื่อมีความสามารถสูง งานวิจัยหลายฉบับ เช่นของมหาวิทยาลัย UCLA ก็พบว่าสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่มี bias ไม่เอียงซ้ายก็เอียงขวา
ในเมื่อ “สื่อกระแสหลัก” ยังเป็นกลางไม่ค่อยได้ แล้วบล็อกเกอร์ที่อยากทำตัวเป็นสื่อพลเมืองล่ะ จะทำได้ขนาดไหน?
สู้นิยาม “ความเป็นกลาง” ว่าเป็น “การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผล” (objective data analysis) แทนที่จะเป็น “การให้น้ำหนักทุกข้อสรุปอย่างเท่าเทียมกัน” (equal treatment of conclusions) ไม่ดีกว่าหรือ?
เนื่องจากโดยธรรมชาติ บล็อกเกอร์เป็นคนธรรมดาๆ ที่เวลาเขียน “ข่าว” ในบล็อกจะมีแนวโน้มอ้างอิงถึงประสบการณ์ส่วนตัวมากกว่า (คือเป็นทั้ง “คนให้ข่าว” และ “คนเขียนข่าว” ในเวลาเดียวกัน) บล็อกที่เป็นสื่อพลเมืองจึงน่าจะมีลักษณะเป็นกึ่งบทบรรณาธิการ/ความเห็น (op-ed/opinion piece) กึ่งการรายงานข่าว (news) มากกว่าจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งไปเลย
จุดนี้จึงทำให้ผู้เขียนคิดว่า ความ “ซื่อสัตย์” ต่อข้อเท็จจริง และการใช้หรืออ้างอิงแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (primary source) จึงน่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับสื่อพลเมือง มากกว่าความพยายามที่จะเสนอข่าวอย่าง “เป็นกลาง” โดยปราศจากการฟันธง หรือจุดยืนใดๆ ทั้งสิ้น
ตราบใดที่สื่อพลเมืองใช้และวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง “เป็นกลาง” คือใช้เหตุผลและหลักวิชาโดยปราศจากอคติ และเปิดเผยให้คนอ่านรับทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน อย่างน้อยคนอ่านก็จะสามารถแยกแยะระหว่าง “ความจริง” และ “ความเห็น” ได้ และตัดสินใจได้เองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อบทสรุปหรือความเห็นของคนเขียน
……
ในงานมีการเล่น blog tag แบบ off-line (เดินมาแปะ) ให้คนรู้จักกัน เนื่องจากผู้เขียนโดน tag โดยคุณสุนิตย์, คุณ hunt, คุณสาธิต “อ. ทร”, คุณเก่ง (Keng.com), คุณหน่อย SNC, อ. ธวัชชัย, คุณปอง (Jakrapong.com), และคุณนิ้ว ก็เลยคิดว่าเพื่อรักษาสปิริตของเกม ก็น่าจะมาเล่น blog tag ในบล็อกนี้ต่อ แต่จะไม่ขอ tag ใครแล้ว เพราะคิดว่าตอนนี้บล็อกเกอร์ทุกคนในประเทศไทยน่าจะโดน tag กันไปครบแล้ว
อีก 5 ข้อ เกี่ยวกับคนชายขอบ ที่คุณไม่น่าจะรู้ (aka มหกรรมเผาตัวเองภาค 2 ต่อจากภาคแรก):
- เป็นเด็กที่ซนมากๆ จนถูกแม่หยิกเป็นประจำ แต่ไม่ชอบง้อใคร เวลาถูกแม่ดุสมัยประถมจะชอบหนีไปปีนต้นมะม่วงหลังบ้าน ซ่อนตัวจนดึกถึงลักลอบกลับเข้าห้อง (ทั้งๆ ที่ร้อนก็ร้อน ยุงก็ชุม กลัวงูก็กลัว ทำแบบนั้นไปทำไม(ฟะ))
- ตรารับประกันความซนที่ภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้คือ อาจารย์ที่โรงเรียนสมัยอยู่มัธยมสองบอกว่า เราเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลเรียนดี แต่ไม่ได้รับรางวัลประพฤติดีควบคู่ไปด้วย เพราะอาจารย์ตัดใจให้ไม่ได้จริงๆ (ปกตินักเรียนจะได้สองรางวัลนี้คู่กัน) ตอนนั้นพ่อแม่คงอายผู้ปกครองคนอื่นเหมือนกัน เพราะปีนั้นมีคนได้รางวัลเรียนดีตั้ง 7 คน (รวมทั้งเราด้วย) แต่เวลาประกาศรางวัลประพฤติดีกลับไม่มีชื่อเรา หึๆ
- ตอนเด็กๆ ชอบดมหนังสือเพราะรู้สึกว่ากระดาษมันหอมดี จนแม่ตกใจนึกว่าติด (คงนึกว่าติดได้ เหมือนดมกาวมั๊ง) แถมยังหวงหนังสือมากๆ ถึงขนาดไม่ยอมให้น้องยืม พอโตแล้วนิสัยนี้ก็เปลี่ยนเป็นอีกข้าง คือชอบให้คนยืมหนังสือที่ตัวเองชอบ ทำยับขนาดไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้อ่าน เคยถึงขนาดซื้อหนังสือเรื่องเดียวกัน 2 เล่ม เล่มนึงไว้ให้คนอื่นยืม อีกเล่มเอาไว้เก็บขึ้นหิ้ง (สงสัยจิตใต้สำนึกจะพยายามไถ่บาปที่เห็นแก่ตัวตอนเด็กๆ)
- ร้องไห้นับครั้งได้ตั้งแต่โตมา แต่เวลาดูหนังหรืออ่านหนังสือชอบร้องไห้ตอนที่คนอื่นเขาไม่ร้องกัน (อาจเป็นพวกความรู้สึกช้า) ปีแรกที่พ่อแม่ส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่อเมริกา (อายุประมาณ 15) ไม่ร้องไห้คิดถึงบ้านเลยซักแอะ อยู่ดีๆ ก็ดันมาร้องเอาตอนวันสุดท้ายของเทอม ขณะที่ทุกคนกำลังดีใจเก็บของกลับบ้าน เล่นเอาครูที่ปรึกษาและรุ่นพี่หลายๆ คนเป็นห่วง คงนึกว่าพ่อแม่เราเป็นพวกโรคจิตชอบทุบตีลูกๆ เราถึงร้องไห้เพราะไม่อยากกลับบ้าน!
- นอกจากจะเป็นคนพูดมากและพูดเร็วมาตั้งแต่เด็ก ยังเป็นคนชอบสะเออะใช้สำนวนฝรั่งในวงสนทนา ทั้งๆ ที่พูดไม่ค่อยเป็น สมัยอยู่โรงเรียนประจำ เคยตอบคำถามรุ่นพี่ว่า “okay cigarette” เพราะนึกว่าเป็นสำนวนอเมริกันแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ รุ่นพี่คนนั้นทำท่าตกใจแล้วก็สั่งสอนเราใหญ่เลย เพราะนึกว่าเราขอบุหรี่! (ที่โรงเรียนห้ามสูบ และร้านค้าก็ไม่ขายบุหรี่ให้เด็กอยู่แล้ว) เรื่องเฉิ่มๆ ทำนองนี้มีอีกเยอะ เช่น วันหนึ่งขณะทำข้อสอบอยู่ หันไปขอยางลบคนนั่งข้างๆ ด้วยคำว่า “rubber” ทำเอาเพื่อนตกใจเพราะนึกว่าเราขอถุงยาง! (”ยางลบ” ในสำนวนอังกฤษแบบอเมริกันคือ “eraser” แต่เราไม่รู้ เพราะโรงเรียนที่เมืองไทยสอนภาษาอังกฤษสำนวนอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกัน)
คนที่ผู้เขียน tag off-line ในงาน: คุณ kangg, คุณ mk, คุณสุนิตย์, คุณ hunt และ อ. จันทวรรณ แห่ง GotoKnow.org - ยิีนดีที่ได้รู้จักทุกๆ ท่านนะคะ
Popularity: 10% [?]










January 21st, 2007 at 5:53 pm
555 ขำรอบสองครับ
ความไม่เป็นกลางของสื่อมัน บ่งบอกตั้งแต่การตั้งคำถามแล้วครับ
เช่นถ้าถามว่า นักการเมืองชื่อนาย ท คอรัปชั่นหรือไม่
ลองเปลี่ยนคำถามเป็น มี นักการเมือง คนไหน คอรัปชั่นบ้าง
หรือ มี นายกคนไหน เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการบริหารประเทศ ของตน
น่าจะดีกว่าครับ
(ฮา)
January 21st, 2007 at 5:59 pm
ถามแบบนั้นก็กลับไปประเด็นเดิมเรื่อง priority ของสื่อแต่ละฉบับ และคนแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่ดีแหละค่ะ (คุณอาจมองว่าเรื่องนี้น่าทำข่าวมากกว่า แต่นักข่าวอาจบอกว่าเรื่องโน้นสิสำคัญกว่า ฯลฯ) ซึ่งถ้ามองตั้งแต่การตั้งคำถามแบบนั้น ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดใหญ่เลยว่าสื่อที่ “เป็นกลาง” ไม่มีหรอก เพราะนักข่าวก็คือคน ดังนั้นแทนที่จะถามหา “ความเป็นกลาง” ของจุดยืนในการนำเสนอข่าว เราน่าจะถามหาความซื่อสัตย์ต่อข้อมูลในแต่ละประเด็นที่ปรากฎเป็นข่าวดีกว่า แล้วถ้ามีประเด็นไหนที่คิดว่าควร “เป็นข่าว” แต่นักข่าวไม่ทำ ก็ต้องช่วยกันลุ้นให้มีสื่อพลเมืองเกิดขึ้นเยอะๆ ในประเทศไทย
January 21st, 2007 at 6:47 pm
ขอโทษครับ
พลาดไปแล้ว พึ่งมาเห็น
ขำรอบสอง นี่เรื่อง Tag ครับ
แล้วก็เรื่องเป็นกลางไม่เป็นกลาง ผมเห็นด้วยที่ blogger ไม่ใช่นักข่าว
แต่ นักข่าวที่ทำหน้าที่ คุมสื่อ ควรจะต้องระวังเรื่องความเป็นกลางที่สุดครับ
ปล ผมไม่ใช่ Blogger ครับ
แค่เอาเรื่องที่ สนใจมาแปะ เต็มๆ blog แค่นั้นเอง
January 21st, 2007 at 8:52 pm
ตราบใดที่โครงสร้างรายได้สื่อยังเป็นแบบนี้
รายได้ของคนประกอบอาชีพสื่อยังเป็นแบบนี้ (ไม่นับผู้ประกาศค่าตัวสูง)
และสังคมอุปถัมภ์ห่วยๆ แบบนี้
สื่อประเทศนี้พัฒนายากฮะ
อ้อ น่าจะมีพรบ.วิชาชีพสื่อมวลชนด้วยก็ดี จะได้ไม่ต้องมาอ้าง “คนวงการเดียวกัน” แต่ทำตัวเห่ยๆ อีก
January 21st, 2007 at 11:52 pm
ยินดีที่ได้เจอตัวเป็น ๆ ครับ
จะลองเคลื่อนเรื่องวัฒนธรรมเสรีดูซะหน่อย ไม่รู้จะได้แค่ไหน
(ยืมคำคุณพิสิต, ผมเป็นประเภท “สนใจทุกเรื่อง แต่ไม่ชำนาญซักเรื่อง”
)
January 22nd, 2007 at 12:37 am
เอาเป็นว่ารายงานข่าวตามความเป็นจริง จะดีกว่า รายงานข่าวเป็นกลางนะ
แต่ที่มีปัญหาคือจะรายงานเรื่องไหน บางทีรายงานตามความเป็นจริงแต่ไปเน้นบางเรื่องก็กลายเป็นให้ความสำคัญไปเหมือนกัน ก็จะวกมาที่จรรยาบรรอีก
อย่างอดีตนายกที่เค้าห้ามรายงานข่าวถึงว่าทำอะไรที่ไหน ก็เห็นยังมีการรายงาน เพราะยิ่งปิดคนยิ่งอยากรู้ ไอ้ที่อยากรู้นี่แหละก็เลยขายได้แต่จริงๆ มันจำเป็นหรือเปล่าไม่รู้
ยกตัวอย่างทีสีตัดภาพรายงานสดข่าวด่วน ผู้หญิงกำลังจะโดดตึกสิบชั้นแล้วครับ อย่างนี้รายงานตามความจริง แต่ไม่รู้จะรายงานทำไม คนดูทีวีทิ้งชามข้าวมานั่งหน้าจอเพราะลุ้นว่าจะโดดหรือเปล่า ดูกันเป็นล้านคน แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยสักคน ทีวีขายข่าวได้ แต่ถามว่ามีประโยชน์ตรงไหน แค่เราอยากเห็นภาพที่ไม่เคยเห็นเท่านั้น
January 22nd, 2007 at 1:23 am
ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าความเป็น “กลาง” จะีมีอยู่จริงในโลกนี้ ไม่ว่าจะกับสื่อหรือกรรมการฟุตบอลก็ตาม
เชื่อว่าเมื่อไหร่ที่เป็นการใช้ judgement ของมนุษย์ เมื่อนั้นเลิกคิดถึงคำว่า “กลาง” ได้ทันที
ประเด็นที่คาดหวังจากสื่อคงไม่ใช่ความเป็นกลาง หากน่าจะเป็นความ “จริงใจ” ที่จะนำเสนอ “ข้อมูล ข่าวสาร” โดยไม่นำเอา “ความคิดเห็น” มาผสมอย่างมีเจตนาแอบแฝงมากกว่า (ความคิดเห็นก็นำเสนอได้โดยผ่านคอลัมน์ แต่ไม่ใช่เนื้อข่าว)
ซึ่งความจริงใจที่คาดหวังจากสื่อที่ว่ามานั้น เชื่อว่าอย่างน้อยเพียงสื่อตั้งใจนำเสนอข้อมูลให้ “รอบด้าน” ก็น่าจะเป็นการแสดงความจริงใจที่ทำได้ไม่ยาก
หากสื่ออยากจะทำ …
January 22nd, 2007 at 1:59 am
ฮะฮะฮะ แต่ละข้อน่ารักดีนะคะ ถ้าให้คุณเล่าคงมีเรื่องให้ยิ้มได้อีกแน่ๆ หมายถึงเรื่องสมัยตอนเด็กๆนะคะ
January 22nd, 2007 at 9:16 am
ผมว่าความเป็นกลางโดย Definition แล้วแปลว่า การกระทำอย่างเท่าเทียมต่อทุกฝ่ายมากกว่าอ่ะครับ ไม่ใช่บอกว่า ห้ามเข้าข้างฝ่ายใดซึ่ผมว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เอ๊ งง ยกตัวอย่างดีกว่า
อย่างเช่น
ศาลเป็นกลาง ไม่ได้แปลว่าศาลตัดสินทุกคดีว่าเสมอกัน แต่แปลว่าศาลให้ความเท่าเทียมกันระหว่างผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา
January 22nd, 2007 at 10:07 am
ใช่ค่ะ “ความเป็นกลาง” โดยนิยาม(ตามประเพณีปฏิบัติ)เป็นอย่างนั้น แต่คำถามคือ นิยามนั้นใช้กับสื่อได้หรือไม่ (ในเมื่อเราพูดกันเรื่องการนำเสนอ ไม่ใช่ประเด็นกฎหมายที่ศาลใช้อ้างอิงได้) ความเห็นส่วนตัวคล้ายๆ กับคุณ Observer ค่ะ คือสื่อเป็นกลางในนิยามตามประเพณีอย่างนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก ดังนั้นเราน่าจะต้องเปลี่ยนความคาดหวังของเรา หรือไม่ก็ใช้นิยาม “ความเป็นกลาง” อย่างอื่นสำหรับสื่อ
January 22nd, 2007 at 1:00 pm
^o^ ขำเรื่อง rubber ครับ มาภายหลังผมก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่า มีคำเป็นร้อยๆคำเลย ที่อเมริกันกับอังกฤษใช้แตกต่างกัน
January 22nd, 2007 at 7:38 pm
(อย่าลืมคุณไป๋ TRN น้า~ คุณไป๋ก็ช่วยเยอะเลยเรื่องจัดงาน
)
January 22nd, 2007 at 7:52 pm
“เพราะอาจารย์ตัดใจให้ไม่ได้จริงๆ”
—-
เรื่อง “เป็นกลาง” นี่ ผมว่า ยังไงก็ได้ ขอพูดอย่างที่ทำละกัน
ถ้าตัวเองกลางจริง จะบอกว่ากลางก็เอาเลย
แต่ถ้าเกิดไม่กลาง จะเลือกข้าง ก็บอกตรง ๆ ผมว่าผมรับได้ (ไม่ต้องเลือกข้างเดียวกับผมก็ได้)
ฟังดูไม่สมานฉันท์เอาซะเลย แต่มันก็ชัดเจนดี ไม่คลุมเครือ
คำจากนิ้ว เธอว่ามันมีคำถามเรื่องสื่อว่า
สื่อควรจะเป็น “กระจกเงา” หรือ “ตะเกียง” หรือทั้งสองอย่าง ?
กระจกเงา สะท้อนความจริง ข่าวมายังไง ก็รายงานไปตามนั้น
ตะเกียง ส่องทางให้คนอ่าน วิเคราะห์ วิจารณ์ ใส่ความเห็น
แต่จะเลือกแบบไหน หรือทั้งสองแบบ
ก็คง กลาง ลำบากอยู่ดี
เพราะกระจกจะเลือกส่องก็ยังได้ ตะเกียงจะเลือกฉายก็ได้เช่นกัน
บอกมาตรง ๆ ดีกว่า จะได้ทำตัวถูก
January 23rd, 2007 at 12:40 am
ดีใจมากที่ได้พบ ได้สัมผัส และได้ tag นักเขียนจริงๆ ครับ
ผมว่าในงานพูดกันได้ดีทุกคนนะครับ เพราะก่อนไปงานนี้ ผมไม่เข้าใจเลยว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร แต่หลังจบงานแล้ว มาเล่าให้ที่ประชุมฟังได้ตลอดทั้งเช้าเลยอะ
งานหน้าจะพาเจ้านายที่ออฟฟิศทองหล่อไปร่วมงานด้วยครับ
January 23rd, 2007 at 1:16 am
พอดีผมได้ไปงาน Youfest กับเค้าด้วยเหมือนกัน
รู้สึกชื่นชอบคุณ สฤณี หรือ คนชายขอบ แม้ว่าผมจะเพิ่งรู้จักคุณสฤณี จากงานนี้
รู้สึกว่าเป็นคนที่เก่งและมีความรู้เยอะ อีกทั้งยังมีงานเขียนที่น่าสนใจอีกด้วย
ยังไงผมจะติดตามงานเขียนบน Blog ของคุณสฤณี นะครับ
ยินดีที่ได้รู้จักนะครับผม
January 23rd, 2007 at 4:10 pm
ตอนเด็กผมก็ชอบดมหนังสือเหมือนกันล่ะครับ คุณชายขอบ รู้สึกว่ากระดาษมันหอมดี ถ้าซื้อมาใหม่ๆ ไม่ได้ติดหนังสือเป็นหนอนหนังสือนะครับ
January 23rd, 2007 at 6:20 pm
เข้ามาสวัสดีทักทายต่อจากงาน YouFest ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะคนชายขอบ ดิฉันเขียนบันทึกความทรงจำวันงาน YouFest ไว้ที่ http://Think.GotoKnow.org ค่ะ ว่างๆ เข้าไปแวะทักทายกันบ้างนะค่ะ
จันทวรรณ
January 24th, 2007 at 11:47 am
ดีใจที่ไปงานนี้แล้วทำใ้ห้ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น และได้ฟังความคิดที่น่าสนใจเยอะแยะไปหมดเลย ^_^
January 30th, 2007 at 1:56 am
ดีใจครับที่วันนั้นนั่งอยู่ที่นั่น
ได้ฟังความคิดของคนหลายคน
ดีใจครับ
August 27th, 2007 at 8:06 pm
ชวนคนแถวนี้ไปคุยเรื่อง จรรยาบรรณบล็อกเกอร์/จรรยาบรรณสื่อพลเมือง
http://bact.blogspot.com/2007/08/bloggers-code-of-conduct.html
http://bact.blogspot.com/2007/08/bloggers-code-of-conduct-2.html
http://bact.blogspot.com/2007/08/bloggers-code-of-conduct-3.html