Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

บทสัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร ต่อ CNN + Wall Street Journal

ตอนนี้ชาวไทยทุกคนที่ท่องเว็บคงเห็นแล้วว่า รัฐบาลไทยได้บล็อกเว็บ CNN เพราะเผยแพร่บทสัมภาษณ์อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์สั้นๆ เพียง 4 นาทีเท่านั้น กลายเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า นับวัน “นิสัยเผด็จการ” ของรัฐบาลชุดนี้ก็ยิ่งเผยออกมาเรื่อยๆ

ผู้เขียนบล็อกไม่เคยชอบทักษิณ ชินวัตร (และก็ไม่เห็นด้วยกับความเห็นบางส่วนที่ให้สัมภาษณ์ CNN ในครั้งนี้ด้วย) แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า คนทุกคนควรมีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็น เพราะไม่มีทางที่สังคมเราจะก้าวหน้า มีวุฒิภาวะกว่านี้ได้ ในบรรยากาศที่รัฐปิดกั้นการแสดงออก ไม่ว่าการแสดงออกนั้นจะถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ถูกใจหรือไม่ถูกใจใครเพียงใดก็ตาม

ว่าแล้วก็ขอแปลบทสัมภาษณ์ CNN ที่ถูกแบน ไว้ในบล็อกนี้ พร้อมทั้งบทสัมภาษณ์อีกฉบับที่ยาวกว่า (ซึ่งแปลว่าน่าจะถูกบล็อกมากกว่า แต่กระทรวงไอซีทีดันไม่บล็อก) ระหว่างทักษิณกับ Wall Street Journal (WSJ) ซึ่งสงวนไว้สำหรับสมาชิก WSJ เท่านั้น เพื่อให้ทุกท่านที่สนใจได้เผยแพร่ต่อไป (ถ้าใครอยากอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ กรุณาดูได้ที่ด้านท้ายของโพสนี้)

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวน(อีกครั้ง)ให้ทุกท่านร่วมลงนามในคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้รัฐยุติการปิดกั้นเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

เพราะประชาชนไม่มีวันได้รับสิทธิเสรีภาพใดๆ อย่างแท้จริง ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น ต่อผู้มีอำนาจ.


(ความเห็นผู้แปลบทสัมภาษณ์ด้านล่าง ไม่มีอะไรที่ทำให้แปลกใจ แต่แหม… บางเรื่องที่พูดนี่ “หน้าไม่บาง” จังเลยแฮะ เช่น อ้างว่าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะเกิดรัฐประหาร แต่ดันขนข้าวของออกไปสิงคโปร์แล้วล่วงหน้าตั้งไม่รู้กี่ร้อยกระเป๋า หึๆ)

บทสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร โดย CNN

สิงคโปร์ (CNN) – แดน ริเวอร์ส (Dan Rivers) ผู้สื่อข่าว CNN ได้มีโอกาสคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ต่อไปนี้เป็นการถอดเทปจากบทสัมภาษณ์ ริเวอร์สเริ่มด้วยการถามอดีตนายกฯ ถึงข้อกล่าวหาที่ว่า เขามีส่วนร่วมในการก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา

ทักษิณ: นั่นเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงเลย ไม่มีใครเชื่อด้วย(ว่าเป็นอย่างนั้น) เพราะทุกคนรู้ว่าผมเป็นใคร ผมมาจากการเลือกตั้ง ผมมาจากประชาชน ประชาชนของเรามีบุญคุณกับผม ผมทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศและเพื่อประชาชน ผมไม่ทำอะไรโง่ๆ (แบบนั้น)

ริเวอร์ส: หมายความว่าคุณไม่มีส่วนร่วมเลยหรือ

ทักษิณ: ไม่เกี่ยวกับผมเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมอยากแสดงความเสียใจ ความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่ต้องสูญเสียบุคคลที่รักยิ่งไป ตลอดจนผู้บาดเจ็บทุกคนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และผมคิดว่า ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษ

ริเวอร์ส: นี่เป็นครั้งแรกที่คุณให้สัมภาษณ์(สื่อ)ตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ขณะที่คุณอยู่ในอเมริกา อยู่ในกรุงนิวยอร์ค ที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ตอนที่เกิดรัฐประหาร คุณรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น?

ทักษิณ: ผมรู้ประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ ผมพยายามออกทีวี แต่มันเป็นเรื่องยากมากๆ ผมออกทีวีไม่ได้ ออกได้แต่ทางช่อง 9 แป๊บเดียว แต่คุณรู้ไหม ตอนนั้นรัฐประหารเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้นเอง ผมไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดได้อีกในศตวรรษที่ 21

ริเวอร์ส: แสดงว่าคุณแปลกใจเมื่อรู้ว่าเกิดรัฐประหาร?

ทักษิณ: ผมแปลกใจมาก แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา มีรัฐประหารเกิดขึ้น 17 ครั้งในเมืองไทย มันเป็นเรื่องโชคร้ายมากๆ แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ ในเมืองไทย

ริเวอร์ส: คุณจะกลับไปเล่นการเมืองหรือไม่?

ทักษิณ: ไม่ ไม่ (จะกลับไปเป็นการส่วนตัว…) พอก็คือพอ เมื่อคุณรับใช้ประเทศมานานกว่าหกปี คุณทำงานหนัก คุณสละเวลา สละแม้กระทั่งชีวิต แม้กระทั่งชีวิตครอบครัวของคุณ ดังนั้น ผมว่านี่เป็นเวลาที่ผมจะกลับเมืองไทยในฐานะพลเมืองธรรมดาๆ คนหนึ่ง และร่วมพัฒนาสังคมในบทบาทอื่นที่ไม่ใช่การเมือง


(ความเห็นผู้แปลบทสัมภาษณ์ด้านล่าง โดยส่วนตัว ไม่แปลกใจที่ทักษิณจะให้สัมภาษณ์แบบนี้ เพราะไม่ต่างจากแนวเดิมๆ ที่ใช้มาตลอด 5 ปี เช่น ใช้คำพูดแบบ ขาว/ดำ ประเภท “เมืองไทยต้องเป็นทุนนิยม ต้องเปิดเสรี” ราวกับว่าเมืองไทยไม่มีทางเลือกอื่น ยกเว้นจะเดินแบบ “เสรีนิยมสุดขั้ว” ซึ่งเอาเข้าจริง ก็เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า “ทุนนิยมพวกพ้อง” ที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุครัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น

นอกจากจะไม่ “จี้” ให้ทักษิณตอบประเด็นยากๆ ที่คนไทยหลายคนยัง “คาใจ” ไม่หาย เช่น ซุกหุ้นจริงหรือไม่ เทมาเส็กเจรจากับใคร ฯลฯ แล้ว นักข่าว Wall Street Journal คนนี้ยังแสดงความ “ไม่รู้ทัน” ออกมาในหลายๆ ประเด็น เช่น พูดตามทักษิณว่าตามกฎหมายไทย การขายหุ้นชินคอร์ปในตลาดหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ทั้งๆ ที่เขารู้กันมาตั้งนานแล้ว(ล่ะลุง) ว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มีหุ้นบางส่วนที่ขายนอกตลาดและต้องเสียภาษีแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ คตส. ก็ลงดาบ เรียกครอบครัวชินวัตรให้เสียภาษี และลงโทษอธิบดีกรมสรรพากรและข้าราชการอีก 4 คน ไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียนชินวัตร)

ทักษิณบอกว่ารัฐบาลไทยกำลังใช้นโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด
แปลจาก Thaksin Says Thai Government Is Mishandling Economic Policies โดย James Hookway, Wall Street Journal, 15 มกราคม 2550

อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกขับออกจากประเทศเมื่อเดือนกันยายน 2549 บอกว่ารัฐบาลไทยที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งนั้น กำลังใช้นโยบายเศรษฐกิจในทางที่ผิด

ในบทสัมภาษณ์อันครอบคลุมกับ Wall Street Journal เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คุณทักษิณ ซึ่งตอนนี้เลือกลี้ภัยอยู่ต่างแดน ยังบอกด้วยว่าเขาจะไม่พยายามหวนคืนสู่อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย และบอกว่า การเมืองในประเทศกำลังแผ่กลิ่นอายปกคลุมการสอบสวนคดีระเบิดที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา

คุณทักษิณกล่าวว่า เขาตัดสินใจปริปากพูด(ต่อสาธารณะ)เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังจากที่นายทหารบางคนชี้ว่า ผู้สนับสนุนของเขาอาจอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดหลายจุด ซึ่งเปลี่ยนงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นคืนแห่งความหวาดกลัว

“พวกเขาชี้นิ้วมาที่ผม ผมก็เลยคิดว่านี่เป็นเวลาที่จะเปิดปากพูด” คุณทักษิณกล่าว และเสริมว่า ถ้าผู้สอบสวนคดีนี้จะได้รับอนุญาตให้เน้นการวิเคราะห์หลักฐาน “เราก็อาจได้เบาะแสเกี่ยวกับผู้อยู่เบื้องหลัง”

คุณทักษิณปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เกี่ยวกับการวางระเบิด และบอกว่า มันเร็วไปที่จะมองข้ามความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม ซึ่งทำสงครามกองโจรในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 กลุ่มผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ คุณทักษิณกล่าวว่า วิธีการจุดระเบิดในคืนวันขึ้นปีใหม่นั้น คล้ายคลึงกันกับลักษณะการวางระเบิดของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ สมัยที่เขายังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่

“ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะลอบกัดใคร” ทักษิณกล่าว เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนว่า เขาหรือผู้สนับสนุนของเขามีส่วนร่วมในการวางระเบิดกรุงเทพฯ “มันไม่ใช่สไตล์ของผม สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหี้ยมโหดเกินไป”

นอกจากนี้ คุณทักษิณยังวิพากษ์มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นแทนเขา เมื่อเดือนที่แล้ว เมืองไทยประกาศใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของทุน เพื่อยับยั้งการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาท ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยแข่งขันได้ยากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้นักลงทุนระยะสั้นที่เป็นชาวต่างชาติ ฝากเงิน 30% ของจำนวนที่ต้องการนำเข้า ในบัญชีเงินฝากที่ไม่ได้รับดอกเบี้ย ด้วยความหวังว่าจะช่วยชะลอทุนเก็งกำไร ที่เรียกว่า “เงินร้อน” ให้ไหลเข้าประเทศได้ช้าลง

มาตรการควบคุมการไหลเข้าของทุน นำไปสู่การเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างมโหฬาร ทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 22,000 พันล้านเหรียญ – เป็นการถดถอยในหนึ่งวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ต่อมา ธปท. ประกาศยกเว้นการลงทุนในตลาดหุ้นให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศไทยก็ได้ถูกสั่นคลอนไปแล้ว และความเชื่อมั่นดังกล่าวก็ถูกกระทบอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลออกกฎเกณฑ์เพื่อลดระดับการควบคุมของชาวต่างชาติ ในธุรกิจบางสาขาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ เราก็ต้องอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม” คุณทักษิณกล่าว “และการจะอยู่กับมันให้สำเร็จนั้น แปลว่าเราต้องเปิดเศรษฐกิจและสังคมของเรา การแข่งขันเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

เขาเสริมว่า การ “กลับหลังหัน 180 องศา” ของรัฐบาล หลังจากประกาศใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของทุนกับตลาดหุ้นนั้น “ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถูกทำลาย”

“ความเชื่อใจและความเชื่อมั่น คือกฎของเกมนี้” คุณทักษิณกล่าว เขาสร้างบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จนเป็นหนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ก่อนที่จะชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2544

คุณทักษิณ ซึ่งเอ่ยถึงรัฐประหารเป็นครั้งแรกตั้งแต่เขาถูกขับออกจากตำแหน่ง กล่าวหาว่า นายทหาร นักธุรกิจ และกลุ่มบุคคลที่เขาเรียกว่า “ชนชั้นสูงหัวเก่า” (the old elite) บางรายมีแผนที่จะขับไล่เขาออกจากตำแหน่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548

คุณทักษิณอ้างว่า มีความพยายามที่จะลอบสังหารเขาถึงสามครั้งในเดือนสิงหาคม (2549) ก่อนที่ทหารตัดสินใจขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง ขณะที่เขากำลังเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสหประชาชาติในกรุงนิวยอร์ค ในเดือนกันยายนถัดมา เขาบอกว่า เขาคิดว่ามีทหารอยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหาร แต่ไม่ระบุว่าเขาสงสัยใคร

คุณทักษิณบอกว่า เขาไม่รู้สึกเสียใจใดๆ ในสิ่งที่ทำระหว่างที่เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงการตอบโต้กลุ่มผู้ก่อการร้ายในภาคใต้แบบรุนแรง ซึ่งทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนระดับโลกโกรธแค้น

นอกจากนั้น เขายังปกป้องการขายหุ้นในบริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตร ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ ในเดือนมกราคม 2549 ดีลนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เพราะสมาชิกในครอบครัวชินวัตรที่ขายหุ้น ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวในการขายหุ้นมูลค่ากว่า 1,900 ล้านเหรียญ – การขายหุ้นครั้งนี้เป็นการขายผ่านตลาดหุ้น ซึ่งกฎหมายไทยยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษี คุณทักษิณบอกว่า ศัตรูทางการเมืองของเขากระพือประเด็นเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง

คุณทักษิณบอกว่า เขาหวังว่าจะได้กลับเมืองไทย และยังติดต่อกับนายทหารที่ควบคุมประเทศอยู่อย่างสม่ำเสมอ “ผมพยายามพูดให้พวกเขาสบายใจว่า พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องผม” ทักษิณกล่าว

คุณทักษิณเสริมว่า เขาไม่มีความตั้งใจใดๆ ที่จะไขว่คว้าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่อประชาธิปไตยหวนคืนมาสู่ประเทศ แต่จะคงยังรักษาสถานภาพสมาชิกพรรคเอาไว้

ในระหว่างนี้ คุณทักษิณบอกว่า เขาจะยังลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เดินทางไปยังประเทศต่างๆ เยี่ยมเยือนเพื่อนฝูง และเล่นกอล์ฟ

เขาบอกว่า “หลังจากการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมคิดว่าประชาชนคงเข้าใจผมดีขึ้น” และปรับเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขา “ผมเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าคนทำดีย่อมได้ดีครับ”.


SINGAPORE (CNN) — CNN’s Dan Rivers spoke to ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra. The following is a transcript of the interview. Rivers began by asking Shinawatra about his alleged involvement in New Year bombings in Bangkok.

Shinawatra: It’s baseless allegations. No one believes so. Because everyone knows who is, who am I. I come from election, I come from the people. I owe gratitude to our people. I do everything for the good of the country and the people. I don’t do something that’s stupid.

Rivers: So you had no involvement.

Shinawatra: Not involvement at all. But I would like to express my deep sympathy, deepest sympathy for those who lose, lost their loved ones and also all those who are injured. And the individuals who are involved must be brought to justice.

Rivers: This is the first time you’ve spoken since the coup of September the 19th, first of all, you were in the United States, in New York at the U.N., when this happened, how did you find out that this was going on?

Shinawatra: Well I find out just about four, five hours before, before it happened, but I trying to get into the television station but it’s very difficult at that time I cannot get into it until I can get into channel 9 briefly, but you know, which I, it’s a rumors at that time but I don’t believe that this can happen again in the 21st century.

Rivers: So it was surprise when it happened?

Shinawatra: It’s very surprise because you know, but anyway 70 years in Thailand, 17 coup happened is very unfortunate but it’s, it’s an event that happened here in Thailand.

Rivers: Will you go back to, back to politics?

Shinawatra: No. No. (DR: Go back as a private … ) Enough is enough. Six years you serve the countries. You been working hard. You sacrifice your time even your life. And, even your family life. So it’s, it’s time for me to go back as a private citizen. And contribute to the Thai society outside political arena.



Thaksin Says Thai Government Is Mishandling Economic Policies
By JAMES HOOKWAY, January 15, 2007 6:07 a.m.

Former Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra, ousted in a military coup last September, said the new military-installed Thai government is mishandling economic policy.

In a wide-ranging interview with The Wall Street Journal Monday, Mr. Thaksin, now in self-imposed exile, also said he won’t seek to return to power as Thailand’s prime minister and that domestic politics are clouding an investigation into bombings that killed three people in Bangkok on New Year’s Eve.

Mr. Thaksin said he decided to end his silence since the Sept. 19 coup after several Thai military officers suggested his followers may have planted a series of bombs which turned Bangkok’s New Year celebrations into a night of terror.

“They were pointing the finger at me, so I though it was now time to talk,” Mr. Thaksin said. If investigators are allowed to focus on the evidence, he added, “then we might have some clue about who did it.”

Mr. Thaksin denied any involvement in the bombings, and said it was too early to discount the possible involvement of Thai Muslim insurgents, who have been fighting a guerrilla war in the south of the predominantly Buddhist country since 2004. A number of Muslim groups have denied planted planting the bombs. The method in which the New Year’s Eve bombs were detonated, Mr. Thaksin said, resembled several of the bombings that rocked southern Thailand when he was prime minister.

“I’m not the kind of person to do anything behind the back of others,” Mr. Thaksin said, referring to the suggestions by some Thai authorities that he or his followers had a role in the New Year’s Eve bombings. “It’s not my style. What happened was just too gruesome.”

Separately, Mr. Thaksin criticized recent economic policy moves by the military-installed government which replaced him. Last month, Thailand introduced new capital controls designed to halt the rapid appreciation of the Thai baht, which was threatening to make Thai exports uncompetitive. The central bank required short-term foreign investors to deposit 30% of the money they bring into the country in non-interest bearing accounts with the central bank in the hope of slowing speculative inflows of so-called “hot money.”

The capital controls measures caused a massive sell-off at the Thai stock exchange, wiping $22 billion off the total market capitalization — its biggest ever single day loss. Investments destined for the stock exchange were later exempted from the new controls, but investors’ confidence in Thailand was badly damaged. That confidence was further eroded when the government acted to curb foreign control of business in certain sectors last week.

“Whether we like it or not, we have to live under a capitalist system,” Mr. Thaksin said. “And to live in it successfully, we have to open up our economy and our society. Competition is unavoidable so we have to prepare for it.”

He added that the government’s “180 degree about turn” on applying the capital controls to stock market investments had “destroyed confidence” among investors.

“Trust and confidence is the name of the game,” said Mr. Thaksin, who built Shin Corp. PCL, the company he founded, into one of Asia’s largest telecommunications businesses before being elected prime minister in 2001.

Describing the coup for the first time since he was ousted from office, Mr. Thaksin alleged that members of the Thai military, some business people and a shadowy group he described as “the old elite” had been conspiring to drive him from office since December 2005.

Mr. Thaksin alleged that there were three attempts to assassinate him in August before the military decided remove him from office while he was attending the United Nations general assembly in New York in September. He said he thought Thai military officials were behind the alleged assassination attempts, but didn’t specify who they might be.

Mr. Thaksin said he doesn’t regret any of the steps he took as prime minister, including his tough response to the Muslim insurgency in southern Thailand, which provoked the anger of international human rights groups.

He also defended his family’s sale of their controlling interested in Shin Corp. to the Singapore state investment company Temasek Private Holdings Pte. Ltd. in January 2006. The deal was widely criticized because Thaksin family members who sold the stake paid no taxes on the proceeds from the $1.9 billion sale – the Shin shares were sold through the Stock Exchange of Thailand and there is no capital-gains tax on such transactions in Thailand. Mr. Thaksin said his political opponents exaggerated those issues as an excuse to oust him.

He said he hopes to return to Thailand, and is regularly in contact with the military officers who now control the country. “I reassure them they shouldn’t feel worried about me,” he said.

Mr. Thaksin added that he doesn’t intend to again seek Thailand’s premiership if and when democracy is restored in Thailand, but will remain a member of his political party.

For the time being, he remain will remain in exile, traveling from country to country, visiting friends and playing golf, he said.

In time, he says, “after the next election, I think people will understand me better” and revise their opinion of him. “I believe in karma, that we’ll be rewarded for doing good things,” Mr. Thaksin said.

Popularity: 11% [?]

Print This Post

77 Responses to “บทสัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร ต่อ CNN + Wall Street Journal”

  1. iMenn Says:

    ขอชื่นชมคุณชายขอบอย่างใจจริงครับ ติดตามอ่านมานาน ยังคงมีพลังอยู่เสมอ
    ว่าแต่รัฐบาลเค้าไม่มาบล็อกหรือข่มขู่เจ้าของเว็บมั่งหรอครับเนี่ย อุอุอุ

  2. An Observer Says:

    “I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it.”

    - Voltaire

    : )

  3. An Observer Says:

    http://www.youtube.com/watch?v=eRLjbNu5Yl8

    ขออภัย … ลืมแปะลิ้งก์ครับ

  4. An Observer » Blog Archive » Clip ทักษิณออก CNN Says:

    […] อ่านคำแปลได้ที่ http://www.fringer.org/?p=202  […]

  5. Fringer Says:

    คุณ iMenn: ลองให้รัฐบาลมาขู่หรือมาปิดเว็บนี้สิึคะ จะได้เห็นบล็อกเกิดใหม่เพียบ ;) “Information always struggles to be free.”

    คุณ Observer: ขอบคุณสำหรับลิ้่งก์ YouTube ค่ะ เมื่อคืนไปหาแล้วหาไม่เจอ :)

  6. Rathwjj Says:

    ดีใจที่อย่างน้อย คุณ Fringer ก็เป็นกลาง (กลางในความหมายของผมคือ มองข้อมูลตามเหตุและผล ถึงแม้ว่าจะมีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อบุคคลใดๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับ ไม่ฟังเลย)

    คงจะเอาลงบลอกผมละครับ ถึงแม้มันจะไม่ค่อยมีใครดูก็เถอะ (ฮา)

    ขออนุญาตมา ณ ที่นี้ด้วย

  7. Fringer Says:

    ไม่ต้องขออนุญาตหรอกค่ะ โพสอะไรในนี้ก็เพื่อต้องการให้เผยแพร่ต่อทั้งนั้น แต่ก็ขอบคุณที่อุตส่าห์ขอ :) ส่วนทัศนคติดีไม่ดีนั้นคงมีแน่ๆ เป็นเรื่องธรรมดาโลก เพราะคนเราทุกคนควรมีทัศนคติต่อเรื่องและบุคคลต่างๆ ตามข้อมูลเหตุผลและเหตุการณ์ที่ปรากฎ (และต้องเน้นว่า “น้ำหนัก” ของเรื่องต่างๆ ก็สำคัญด้วย ไม่งั้นเราก็จะตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย) ถ้าใครไม่มีทัศนคติต่อเรื่องอะไรเลย ก็คงเป็นคนเฉื่อยชาหรือไม่อยากรับรู้เรื่องราวจริงๆ (ไม่คิดว่านี่เป็นข้อเสียนะคะ)

    เรื่องที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรไม่ให้ทัศนคติ แปรเปลี่ยนไปเป็น “อคติ” (ซึ่งตามนิยามแปลว่า “ไม่ตั้งอยู่ในเหตุผล” แล้ว) มากกว่ามั้งคะ (ไม่คิดว่าตัวเองไม่มีอคติ แต่พยายามอยู่)

  8. ปริเยศ Says:

    ขอถามนิดนึงครับ ถ้ารัฐบาลทหาร block ความเห็นอดีตนายกรัฐมนตรีไทย เรียกว่านิสัยเผด็จการ พึ่งเผยออกมา แล้วนักวิชาการที่ อ้างตัวว่า ทรงคุณธรรม มีจิตใจสาธารณะ แล้วได้ทำการโจมตี อดีตนายกฯ ทักษิณ ในประเด็น ริดรอนสิทธิเสรีภาพ ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงสื่อ ฯลฯ (ประเด็นการโจมตี อดีตนายกฯทักษิณ ทั้งหมดหาอ่านได้จำพวกหนังสือ “พิษทักษิณ” “รู้ทักษิณ”และ อื่นๆอีกหลายเล่ม) ในขณะเดียวกันเพิกเฉยต่อแสดงออกต่อ การกระทำประเภทเดียวกันของรัฐบาลทหาร เราจะเรียกนักวิชาการจำพวกนี้ว่าอย่างไร???

    คนพวกนี้ “ไม่มีความเป็นมืออาชีพ” ทางวิชาการ ที่ “กร่างๆ” ตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะนักวิชาการเศรษฐศาสตร์,รัฐศาสตร์และ นิติศาสตร์ ลองไปดูว่ามีความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพในงานวิชาการที่ตัวเองทำแค่ไหน เห็นมีแต่ประกาศตนว่ามี “หลักการ” “มีจิตใจสาธารณะ” “เคียงข้างคนจน” “คุณธรรมสูงส่งเหนือผู้ใดทั้งหลายทั้งปวง”

    ณ วันนี้ ผมคิดว่าผมได้เห็น ธาตุแท้ของพวกนักวิชาการ มากขึ้นเรื่อยๆ พวกนักวิชาการ พวกท่าน ไม่มีความเป็นมืออาชีพในงานวิชาการ นี่นับว่าเลวร้ายพออยู่แล้ว ณ วันนี้ พวกท่านกำลังแสดงออกว่าพวกท่านไม่มีหลักการใดๆ เหลืออยู่เลย ที่ประกาศตน โจมตีรัฐบาลชุดที่แล้วว่า “แทรกแซงสื่อ ” “ผลประโยชน์ทับซ้อน” “ทักษิณไม่มีความเป็นประชาธิปไตย” และ ฯลฯ ถึงวันนี้หลักการที่เคยโจมตีรัฐบาลชุดที่แล้ว หายไปไหนหมด

    ผมจะไม่เรียกร้องความละอายใจจากนักวิชาการเหล่านั้น โดยเฉพาะ พวกBlogger ด้วยกันที่เป็นนักวิชาการ ผมจะรอดูว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดนายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งและมีมีมาตราทางด้านสิทธิมนุษย์ชนที่ถอยหลังไปกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ผมจะรอดูว่าพวกท่านยังคงมีหลักการดุจเดียวกับที่แสดงออกกันจนเฟ้อในช่วงรัฐบาลทักษิณแห่งพรรคไทยรักไทยหรือไม่

    ในจำนวน Blogger ทั้งหมดที่มีหลักการเสมอต้นเสมอปลายจากจุดยืนของคนที่ต่อต้าน ทักษิณและ พรรคไทยรักไทย ผมเห็นมีแต่ คุณ “Etat de droit” ที่ยังคงหลักการเสมอต้นเสมอปลาย ส่วนBlogger ท่านที่เหลือ ผมคิดว่าถ้าท่านไม่มีหลักการดังที่กล่าวอ้างในการ “กร่าง” ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือ “ประกาศตนต่อสาธารณะ” ก็กลับมาทำงานตามวิชาชีพท่านให้สมกับมาตรฐานของการไปเรียนระดับปริญญาเอก ผมไม่อยากจะค่อนขอดพวกท่านในใจแบบ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ บริภาษออกมาว่า “พวกนักวิชาการทั้งหลาย พวกมึงละอายใจกันบ้างไหม”

    ขออภัยต่อคุณยุ้ย ถ้าบางประโยคไม่สุภาพ

  9. Rathwjj Says:

    จะแจ้งว่า เขาเอา Block ออกแล้วครับ
    ไม่ใช่เพราะ เขาไม่ปิดหูตาประชาชนนะครับ
    แต่เพราะ CNN เปลี่ยน หน้าแรกแล้ว (ฮา)

  10. ปป Says:

    อ่านบล็อกหน้าที่แล้วเพิ่งจบ ย่อยไม่ทัน สาระเยอะมั่กๆ

    เรื่อง CNN นี่นึกอยู่ว่ารัฐบาลจะต้องโดนด่า
    อยู่ๆ ก็หาเรื่องให้โดนด่า เหอเหอ
    แถมอ่านแล้วก็แบบ…ไม่มีอะไรใหม่ ไม่เห็นมีอะไร
    ไหนๆ จะโดนด่าแล้ว ถ้าบล็อคแล้วมันคุ้มกะการโดนด่าก็ว่าไปอย่าง
    นี่จะทั้งโดนด่า ทั้งเสียค่าโง่รึเปล่าว้า

    ฟังข่าวตอนเย็นแล้วสะอึกกว่าอีก
    อันเหตุที่ว่าทักษิณเข้าพบรองนายกสิงคโปร์เป็นการส่วนตัว
    จะมี hidden agenda หรือไม่มี เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมันก็ sensitive เกินกว่าจะทำแบบนี้น่อ
    ระงับประชุมร่วมข้าราชการไทยสิงคโปร์
    ถอนคำเชิญ รมต. ตปท. สิงคโปร์มาประชุมร่วมอะไรซักประชุมนั่นแหละ…ด้วย…จะเหลือไม้เนี่ย *O*

    ปล. อ่านทัศนคติของเธอเรื่องอคติแล้วแอบละอายแก่ใจ
    เพราะการแสดงความเห็นทางอินเตอร์เนทของเรา
    เต็มเปี่ยมไปด้วยอคติและความพอใจส่วนตัว…เสมอมา และคงจะเสมอไป แฮ่ อ๊าย อาย

  11. tON Says:

    สัพเพ ธัมมา อนิจจัง

    ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ

    เป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยแท้ครับ คุณปริเยศ

  12. ปริเยศ Says:

    คุณ tON เขียนอย่างนี้ ผมจะได้สบายใจหน่อย

    ผมอดนึกถึงวิวาทะเมื่อ2ปีก่อนที่สะท้านโลกบล็อกเกอร์ไม่ได้ คือเรื่อง “พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน” หลายท่านจะเป็นจะตายกับ พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว แต่ปัจจุบัน ผ่านกฏอัยการศึก มากว่า 3เดือนแล้ว ยังไม่เห็นใครออกมา “กร่าง” ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือเวปบอร์ดสาธารณะเพื่อแสดงปฏิกริยาต่อต้านกฏอัยการศึก เหมือนเมื่อครั้ง “พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน” เลยแม้แต่สักท่านเดียว

    นี่ยังไม่นับหลักการที่ใช้โจมตีรัฐบาลชุดที่แล้วและตัว ทักษิณ ชินวัตร ดูเสมือนว่าหลักการในหนังสือพวก “พิษทักษิณ” หรือ “รู้ทันทักษิณ” มันจะเป็น “หมัน” ในสมัยนี้ นอกจากนี้หลักการดังกล่าว หาใช่ หลักการที่ปฏิบัติต่อนักการเมืองและกลุ่มอำนาจอย่างเสมอหน้ากันไม่ มันใช้ได้ดีในมาตรฐานหนึ่งและใช้ไม่ได้กับมาตรฐานหนึ่ง หรือที่เขาเรียกกันว่า “Double Standard”

    วิญญูชนจอมปลอม ที่ผมอ่านในนิยายกิมย้งเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” หรือในชื่อที่รู้จักกันทั่วไป “เดชคัมภีร์เทวดา” มีอยู่จริงและมีอยู่เสมอในทุกยุคสมัย

    คนที่มีดีมีชั่ว ควรรู้ให้ทันคนพวกนี้ กี่ยุคกี่สมัย คนพวกนี้ไม่เคยเปลี่ยนคราบ หรือเปลี่ยนหน้ากาก วิญญูชนเสมือนจริงพวกนี้ จะมาในนาม “ผู้มีจิตใจสาธารณะ” “ผู้บูชาหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะหมวดสิทธิ เสรีภาพ” “การกล่าวอ้างว่ายืนเคียงข้างคนจน” “แสดงคุณธรรมสูงส่งเหนือผู้ใดทั้งหลายทั้งปวง” “การต่อต้านการแทรกแซงสื่อ ” “การต่อต้านผลประโยชน์ทับซ้อน” “การต่อต้านเฉพาะทักษิณโดยข้ออ้างว่าทักษิณไม่มีความเป็นประชาธิปไตย”

    กี่ยุคกี่สมัย วิญญูชนจอมปลอมพวกนี้ไม่เคยเปลี่ยนคราบ บุคคลธรรมดาพึงระวัง

  13. Rathwjj Says:

    ฝ่ายที่อ้าง ตนเป้นธรรมะ มักเป็น อธรรม เช่นนี้แล
    ฉันใดฉันนั้น ผู้ใดอ้างจริยธรรม ผู้นั้นไร้ซึ่งมันแล

  14. anpanpon :P Says:

    ขออนุญาตเอาไปลงในเว็บบอร์ดนะคะ

  15. Rathwjj Says:

    บอกว่าจะแปะของ คุณ Fringer แต่ดันแปะซะเยอะ 5555
    ยังไงก็ไม่มีคนอ่าน อ่ะ

    5555

  16. Sigh.. Says:

    ที่ไม่มีนักวิชาการมาต่อต้านเรื่องนี้มากนัก ก็คงเป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ อย่างน้อยก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปกป้องประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ในความสับสน การจะเอาข่าวของบุคคลที่จงใจปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและสับสนมาออกนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอประนาม fringer ที่เอาเรื่องนี้มาออก และทุกคนที่ใจแคบเอาแต่อ้างหลักการ โดยไม่ดูภาพรวมทั้งหมด

  17. Fringer Says:

    คุณปริเยศ: คิดว่านักวิชาการหลายคนที่มีจุดยืนต่อต้านเผด็จการทหารมาโดยตลอด ตอนนี้เลือกที่จะเป็น pragmatist นะคะ ซึ่งก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือเสียหายมากมายอะไร เพราะนั่นก็เป็นอีก “จุดยืน” หนึ่ง ที่มี “ค่า” ไม่ต่างจากการบูชาหลักการเหมือนกัน ประเด็นจึงน่าจะอยู่ที่ว่า นักวิชาการเหล่านั้นจะกล้ายอมรับว่าตัวเองเป็น pragmatist ในเรื่องนี้หรือเปล่า หรือจะพยายามอ้างหลักการข้างๆ คูๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าทำหลักการหาย คิดว่ากรณีหลังมันทำยาก หลายๆ คนเลยตัดสินใจเงียบก่อนดีกว่า

    คุณ Sigh..: ไม่เป็นไรค่ะ ต่างคนต่างความคิด ไม่คิดว่าคนแถวนี้ใจแคบนักหรอกนะคะ เพียงแต่อาจจะมองต่างมุม ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่า ไม่มี “ข่าว” ไหนหรอกค่ะที่ “ไม่สมควร” ออก ข่าวทุกชนิดมีค่าในตัวมันเอง เพราะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในประชาสังคม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวุฒิภาวะของประชาชน ดังนั้นการตีแผ่ความเห็นของบุคคลที่จงใจปลุกปั่น จึงยิ่งควรต้องช่วยกันทำ เพราะไม่อย่างนั้นจะมีใครรู้ได้อย่างไรว่าเขาปลุกปั่น “อย่างไร” สิ่งที่เขาพูดนั้น “ทำให้เราสับสน” อย่างไรบ้าง แล้วก็ อย่างที่ ปป. พูดน่ะค่ะ ดูบทสัมภาษณ์ทักษิณรอบนี้แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรใหม่หรือนอกเหนือความคาดหมายตรงไหน

    คิดว่า “ปรากฎการณ์สนธิ” ที่นำเรามาสู่จุดนี้นั้น อาจไม่มีทางเกิดขึ้นเลย (หรือถ้ามีก็ไม่มีพลัง) ถ้าทักษิณและลูกพรรคไทยรักไทยเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่ชอบให้ข่าว(ปลุกปั่น)อะไร ไม่ออกมาตอบโต้ใครทั้งนั้น ลองคิดดูว่าถ้าเกิดกรณีแบบนั้น สนธิจะเอา “กระสุน” ที่ไหนมาโจมตี?

    ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลที่แล้วในเรื่องการปิดกั้นสื่อ เราก็ไม่ควรเห็นด้วยกับพฤติกรรมเดียวกันของรัฐบาลนี้เหมือนกันนะคะ ลองยิ่งปิดกั้นสิคะ ประชาชนจะได้ยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม ในโลกไร้พรมแดนที่มีอินเทอร์เน็ต ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ :P

    คิดว่า หลักการ “สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็น” นั้น เป็นหลักการสากลที่ไม่ว่าเราจะอยู่ในระบอบอะไร ก็สมควรอ้างตลอดมาและตลอดไปค่ะ

  18. ปริเยศ Says:

    ถ้านักวิชาการเหล่านั้น เลือกที่จะเป็น Pragmatist ควรกลับไปทำงานตามวิชาชีพให้ดีครับโดยเฉพาะงานวิจัย

  19. ปริเยศ Says:

    คุณ Fringer

    ผมยังติดใจที่คุณเขียนครับ โดยเฉพาะวรรคนี้

    ซึ่งก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือเสียหายมากมายอะไร เพราะนั่นก็เป็นอีก “จุดยืน” หนึ่ง ที่มี “ค่า” ไม่ต่างจากการบูชาหลักการเหมือนกัน…”

    ผมคิดว่าเป็นเรื่องเสียหายอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าการเคลื่อนไหวของนักวิชาการเหล่านั้นเคลื่อนไหว เพราะ “เกลียดชัง” ตัวบุคคล ในที่นี้คือ ทักษิณ ชินวัตร โดยอาศัยหลักการมาเป็นเครื่องมือ

    ถ้าอย่างนั้นการเคลื่อนไหวของพวกนี้ ไม่ต่างกับอะไรกับกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์หนึ่ง ที่เคลื่อนไหวโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับใช้ผลประโยชน์เฉพาะตน เหมือนๆนักการเมือง ซึ่งถ้าคิดจะเล่นการเมือง ทำไมอยู่ใต้ร่มเงาหอคอยงาช้างวิชาการ ไม่ไสช้างออกมาในสนามการเมืองโดยตรงเลยเล่า

    ถ้านักวิชาการเหล่านั้น เป็นอย่างที่คุณ Fringer ผมได้แต่สมเพชและสังเวช งานในหน้าที่ของนักวิชาการสังคมศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้เรื่อง แล้วยังมาใช้หลักการเป็นเครื่องมือในการชักจูงคนอื่น ทำลายคนอื่น ไม่กล้าประกาศว่าที่เคลื่อนไหวในนามของ “พิษทักษิณ” หรือ “รู้ทันทักษิณ” เพราะความเกลียดชังและอยากจะกำจัดทักษิณไปให้พ้นทางเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นเพราะหลักการสวงยหรูอะไรที่ยกแสดงในหนังสือหรอก

    ถ้านักวิชาการเหล่านั้นใช้หลักการเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง ในที่นี้คือทักษิณและพรรคไทยรักไทย โดยที่นักวิชาการเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาหรือเชื่อในหลักการเหล่านั้นอย่างจริงจัง ผมเองคงต้องถามไปยังผู้เขียนหนังลือ”พิษทักษิณ” หรือ “รู้ทันทักษิณ” ว่าพวกท่านละอาจใจบ้างหรือไม่ที่มีส่วนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมในการสนับสนุนรัฐประหาร 19กันยายนขึ้นมา และถ้าประเทศไทยหลัง 19กันยายน แย่ไปกว่าเดิม พวกท่านทั้งหลายจะรับผิดชอบกันอย่างไร

    อย่างที่ผมย้ำในด้านบน บุคคลธรรมดาพึงระวังคนพวกนี้ เพราะหลักการที่เขาอ้าง หาใช่หลักการที่เขาเชื่อถือไม่ มันเป็นแค่เครื่องมือในการทำลายเท่านั้นเอง พอหมดประโยชน์ก็เลิกใช้ นับว่านักวิชาการพวกนี้กะล่อนพอใช้ แต่น่าเสียดาย มีแต่ความกะล่อนอย่างเดียว แต่งานในหน้าที่หรือหน้าที่วิชาชีพ หาได้ดีไม่

  20. Rathwjj Says:

    ตอบด้วย อคติต่อ เผด็จการ ทหารสุดๆ ว่า
    ทำอะไรไม่ได้เรื่อง
    5555

    ปล. ไม่ต้องคิดมากครับคุณ ปริเยศ
    นักวิชาการพวกนี้ก็แค่คน ไม่ได้ วิเศษอะไร
    การจบ ป เอก ไม่ได้ยืนยัน คุณค่าของความเป็นคนฉันใดก็ฉันนั้น
    การที่เขียนหนังสือได้ก็ดี การที่พิมพ์หนังสือออกมาได้ก็ดี
    หรือการที่โผล่ออก TV ก็ดี ไม่ได้ยืนยันอะไรทั้งสิ้น

    ยกเว้นอย่างเดียว ตัญหาของตน

    ส่วนคุณ Sigh ผมรู้สึก สงสารคุณจังเลย
    ลองไปนั่งอ่าน ข่าวภาษาต่างประเทศบ้างนะครับ
    จะได้ทราบว่าตอนนี้ต่างชาติมากเราไม่ได้ต่างจากพม่า เท่าใดนัก

    เขาลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูต และความช่วยเหลือต่างๆ ไปแล้ว
    ยิ่ง สิ่งที่ รัฐบาลทำกับ สิงคโปร์ กับ CNN ยิ่งตอกย้ำนานาชาติ ว่าไทย(ขณะนี้)เป็นประเทศแบบใด

  21. ปริเยศ Says:

    หลักการที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนในการสู้กับระบอบทักษิณ ได้แก่ คุณธรรมสูงส่ง จิตใจสาธารณะ สิทธิเสรีภาพ ระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนสิทธิมนุษย์ชน ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการทำลายตัวทักษิณ

    ภายใต้ระบอบใหม่ นักวิชาการผู้รู้ทันทั้งหลาย พากันลืมเลือน หลักการดังกล่าวไปหมดสิ้น ผมอดนึกถึงโคลงนี้ไม่ได้ ผมไม่บังอาจระบุนามผู้ที่แต่งโคลงนี้ แต่หวังว่าบุคคลที่ทำมาหากินโดยการยกนามของท่านบ่อยๆ จะได้ละอายแก่ใจบ้าง

    ” วิสัยบัณฑิตผู้ ทรงธรรม์
    ไป่เปลี่ยนไป่แปรผัน ไป่ค้อม
    ไป่ขึ้นไป่ลงหัน กลับกลอก
    กายจิตวาทะพร้อม เพียบด้วยสัตยา “

  22. An Observer Says:

    คุณ sigh : ประเทศไทยจะล่มจมลง เพียงเพราะการเสนอข่าวของอดีตนายกฯผู้อื้อฉาวเท่านั้นหรือครับ ?

    ในทางกลับกัน ถ้าเรา “ยินดี” กับการเอามือปิดฟ้าแบบนี้ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ปิดฟ้า กับเรื่องอื่นๆมากกว่านี้อีก
    (อันที่จริง หลายคนน่าจะทราบกันดีว่ามีอีกหลายเรื่องที่โดนปิด … )

    แล้วคุณแน่ใจได้อย่างไรครับว่ารัฐบาลนี้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
    โดยส่วนตัวผมไม่รู้หรอกว่า “ใจ” ของคนเหล่านี้เป็นอย่างไร โดยส่วนตัวท่านเหล่านั้นอาจจะเป็นคนดี น่านับถือ ฯลฯ แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการ “บริหาร” ประเทศชาติ และท้ายที่สุดแล้วเราจะเอามาตรวัดอะไรมาบอกว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” กับประเทศชาติล่ะครับ

  23. Tee Says:

    นี่คือ หนึ่งในหลายนโยบาย ตามใจฉัน(aka. double/triple/quadruple standard) ที่ผมเคยพูดอ่ะครับ ว่านักลงทุนต่างชาติกลัวกันนัก(หนีไปเวียดนามดีกว่า เฝออร่อยไม่แพ้อาหารไทยนะ) รวมทั้งผลงานล่าสุดเรื่อง สิงคโปร์ ด้วย

    ได้ฟังเรื่องพวกนี้แล้วปวดหัวครับ รัฐบาลนี้ knows how to rule the country; yet, they doesn’t seem to know how to RUN the country.

  24. Tee Says:

    don’t*

  25. Fringer Says:

    คุณ Tee: ไม่คิดว่ารัฐบาลนี้ “ตามใจฉัน” ค่ะ แต่คิดว่ารัฐบาลนี้สื่อสารไม่เป็น มีโลกทัศน์ล้าหลัง และ “อ่อนหัด” ในเรื่องตลาดทุน เพราะ to be fair - จริงๆ แล้ว ถ้าจะแก้กฎหมายที่มีปัญหามาตลอดเช่น พ.ร.บ. ต่างด้าว ก็เหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลนี้จะเป็นคนแก้ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้ารอให้รัฐบาลอื่นมาแก้ คงไม่มีทางแก้ได้จริงๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าแก้ทีไร ก็ต้องโดนด่าจากรอบทิศแน่ๆ (อย่างที่เราเห็นๆ อยู่)

    คุณปริเยศ: เห็นด้วยกับที่เขียนมาทั้งหมดนะคะ แต่อาจตีความหมายไม่ตรงกันทีเดียว ที่บอกว่านักวิชาการหลายคนเลือกเป็น pragmatist นั้น คือไม่ออกมาต่อต้านทหาร (คือ “ใช้” หลักการที่เคยใช้สมัยไล่ทักษิณ) เนื่องจากนักวิชาการเหล่านั้นเชื่อว่าการกระทำแบบนั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดี หรือไม่ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เนื่องจากตอนนี้เมืองไทย “ไม่มีทางเลือก” ทีดีกว่า (ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้ 100% แต่อย่างว่า… ต่างคนต่างคิด ระดับความเชื่อในข้อนี้คงสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมในแง่ที่ว่า ใครออกมาบ่น/คัดค้าน/ต่อต้าน มากกว่ากัน)

    คิดว่า “การยึดมั่นในหลักการ” ไม่จำเป็นต้องสะท้อนออกมาในรูปของการกระทำเสมอไปนะคะ - it’s not a one-to-one relationship ดังนั้นจึงคิดว่า การ “ยอมรับ” จุดยืนที่เป็น pragmatic เป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะเอาเข้าจริงๆ “ชุดหลักการ” ที่ดีนั้นก็ต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้ apply เข้ากับทุกสถานการณ์ได้ด้วย (คือมีส่วนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ลอยมาเฉยๆ โดยไ่ร้บริบท) และคงไม่มีหลักการไหนในโลก ที่เกิดขึ้นได้โดยปราศจากอิทธิพลของบริบททางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ ดังนั้น นักวิชาการที่ไม่ออกมาด่าทหารรายวัน แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่า เช่น คอยติดตามกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น ฯลฯ ก็กำลัง “ทำประโยชน์” ให้กับประเทศเหมือนกัน เผลอๆ อาจจะมากกว่านักวิชาการบางคนที่ไม่ทำอะไร นอกจากด่าทหารรายวันด้วยซ้ำไป เรื่องด่าน่ะง่ายมาก ใครๆ ก็ด่าได้ แต่การเสนอทางออกสิ ยากกว่ากันหลายเท่า และเป็นสิ่งที่เรากำลังต้องการจริงๆ (แต่นั่นขึ้นอยู่กับว่า คุณมองว่าการใช้พลังประชาชนกดดันทหารให้ “ออกไป” นั้น เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในโลกแห่งความจริง) - It’s easy to criticize the junta. It’s far harder to think of what we can do, and should do. It’s time for us to do the harder work.

    ดังนั้นจึงคิดว่า การ “ไม่ด่าทหาร/รัฐบาลรายวัน” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ละทิ้งหลักการ” หรือ “ไม่มีศรัทธา” เสมอไป และในทางกลับกัน นักวิชาการที่ด่าทหาร/รัฐบาลรายวัน ก็ไม่ได้แปลว่า “ยึดมั่นในหลักการ” เสมอไป เพราะอาจมีผลประโยชน์อื่นๆ แอบแฝง หรือมีอคติด้วยส่วนหนึ่ง (เช่น เชื่อมั่นอย่างฝังใจว่าสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่มีทางหวังดีต่อประเทศไทยเลย ฉะนั้นจึงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตัวเอง)

    สรุปคือ มองนักวิชาการในแง่ดีกว่าคุณปริเยศ(หน่อยหนึ่ง) น่ะค่ะ :)

  26. Rathwjj Says:

    ^^

    จริงหรือครับที่มีผลดีมากกว่าเสีย

    จรืงหรือครับที่ไม่เลวร้าย

    จริงหรือครับที่ทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ

    และ จริงหรือครับที่เขาทำประโยชน์อันใดอยู่

    ….

    เห็นข่าว อภิสิทธฺ วันนี้แล้ว ย้อนกลับไปเห็นชวน เมื่อตอนปี 35

    เป็นครั้งแรกที่ผมเสื่อมศรัทธา ต่อ ชวนและปรชาธิปํตย์
    ข้อแตกต่างก็คือ ผมไม่เคยเห็นข้อดี ใดๆ ของผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้น

    เป็นแค่นักเลียนแบบ และ ไร้ซึ่งหลักการใดๆ ทั้งสิ้น

    ละอายใจที่จบมาในธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนเข้าไปภูมิใจ
    แต่ตอนนี้ อธิการบดีคนปัจจุบันทำให้ รู้สึก ย่ำแย่

    อธิการบดี สมัยที่เรียน ทำให้รู้สึก แย่ยิ่งกว่า
    และ บุคคลที่เคยได้ชื่อว่าเป้นอาจารย์ในธรรมศาสตร์ ประพฤติตัวราวกับเป็น กระบอกเสียงของเผด็จการ ทหาร

    ช่างน่าเวทนานัก

  27. Kankind Says:

    เราไม่รู้วิธีการส่งข้อความแบบนี้ แต่ดีใจที่ได้เห็นคนที่มีแนวคิดคล้ายกัน มันช่างเลวทรามต่ำช้า
    กับประเทศจริง ๆ พวกนักวิชาการ นักการเมืองที่อิจฉาแต่ไร้ความสามารถ ดีแต่พูดวิจารณ์ในสิ่ง
    ที่คนอื่นเขาทำ ที่มันวิจารณ์รัฐบาลก่อนเขาทำก็เพราะมันไม่สมประโยชน์ ทุกอย่างเขาทำผิดหมด ทีมันทำและพวกมันทำในปัจจุบันล่ะ มันออกมาวิจารณ์ มารับผิดชอบบ้างหรือเปล่า
    รังเกียจมันจริง ๆ มันวิจารณ์เขาอยู่ฝ่ายเดียว ออกข่าวของตนเองที่จ้องจะทำลายคนที่ไม่ให้
    โอกาสเขาต่อสู้ แล้วก็ว่าเขาเป็นเผด็จการ ตัวมันเผด็จการของจริง แล้วไม่รังเกีจรตัวเองเหรอ
    ไอ้พวกทำลายชาติ ขอให้มันได้รับผลกรรมโดยเร็ว

  28. Rathwjj Says:

    I don’t know that this what you are already mention about to do this? make a shame to all Thais?

    Hope by, if you are no bias, you will understand what I mention here.

    Off the Air in Bangkok
    Well, our tussle with the military junta here is almost becoming comical. CNN’s signal into Thailand is being blocked whenever our exclusive interview with deposed prime minister Thaksin Shinawatra is broadcast. Yet, the entire transcript has been carried on the front pages of all the papers here in Thailand, so quite why it is being censored on TV is mystifying me. Whenever the signal is blocked, a montage of photos of various Hollywood celebrities is put out on CNN instead. My cameraman cruelly suggested most viewers would prefer to see Brad Pitt to Dan Rivers any day of the week! We’ve also become increasingly concerned about a number of sinister phone calls to our office here in Bangkok, with callers repeatedly hanging up and asking for information on the whereabouts of my Thai producer. Several of our phone calls from the office have also been mysteriously cut off. It smacks of an intimidation campaign – of course I have no proof of that, just a journalistic hunch. But it’s clear our interview has caused waves. We interviewed Thaksin in Singapore, where he also met a senior politician. Our interview threw his visit to Singapore into the limelight – now the military regime in Thailand is furious with the Singaporeans – they’ve cancelled an official visit of the Singaporean foreign minister and cancelled a civil service exchange programme, because they dared to have a meeting with the deposed prime minister of Thailand…oh and because they didn’t prevent CNN from interviewing him there too. The Singaporean Ambassador has also been summoned to government house here for a reprimand. It’s not quite war, but it’s certainly a jolly angry spat. Its ironic that the undemocratic, authoritarian junta here in Thailand is trying to take the moral high ground with Singapore – itself not exactly a paragon of freedom. In my opinion, it all bodes ill for Thailand’s return to democracy. The military junta had promised to lift martial law by the end of 2006 – but now we’re in 2007, and martial law remains in place, CNN is being censored, local TV stations are self-censoring their output and there is a growing climate of anger, trepidation and fear…especially in the CNN office, where the anonymous, threatening calls keep coming!

    ref :http://www.cnn.com/exchange/blogs/in.the.field/2007/01/off-air-in-bangkok.html

  29. precha Says:

    อิสระทางความคิดกำลังจะเกิดกับคนไทย(ได้แต่คิดห้ามแสดงออก)

  30. คนรู้ทัน Says:

    Pariyed, how much money did you lose when the share prices of AIS, Shin, and PTT dropped?

  31. ปริเยศ Says:

    คนรู้ทัน

    ผม ไม่เคยลงทุนในหุ้นที่คุณระบุมาเลย และหลังรัฐประหาร ผมล้างหุ้นในพอร์ทหมดเพราะไม่
    เชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง และผมเข้าตลาดอีกทีช่วง 18 ธันวาคม ก่อนจะทยอยขายทิ้งแทบทั้งหมดในวันที่19-20 ธันวาคม หุ้นที่ผมเข้า เป็นกลุ่มพลังงานที่ไม่ใช่ PTT เพราะ PTT และ PTTEP มีความเสี่ยงจาก 1) การพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะพิพากษาไปในทางไหน 2)PTT และ PTTEP ไปพัวพันกับการเมืองระดับภูมิภาคในตะวันออกกลาง และเอเชียค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นอิหร่านหรือพม่า ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ถ้าได้ผู้บริหารไม่ฉลาด PTT และ PTTEP จะเหลือที่มั่นที่ทำมาหากินได้คือประเทศไทยเท่านั้น เพราะคู่แข่งของ PTTEP ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลจีนและอินเดีย ซึ่งในบางที่ รัฐบาลทั้ง2ประเทศนี้ได้ร่วมมือกันขุดเจาะ สำรวจและประมูลแหล่งพลังงานเสียด้วยซ้ำไป และอื่นๆที่ไม่สามารถระบุได้ เพราะคุณไม่ใช่ลูกค้าและเพื่อนฝูงผม ที่ผมจำเป็นจะต้อง share ความรู้ด้านการลงทุนอะไรมาก

    แต่ผมบอกได้ว่าหลังรัฐประหารเป็นต้นมา ผมได้กำไรค่อนข้างมาก และจะได้มากกว่านี้ ถ้าประเทศนี้ มีการนองเลือดในกลางปี แต่นั่นเรื่องเป็นเรื่องการลงทุน แต่ในฐานะพลเมืองไทย ผมเองอยากเห็นเสถียรภาพของประเทศนี้ไปในทิศทางที่ถูกต้องมากกว่า โดยเฉพาะด้านระบอบประชาธิปไตย การเคารพในหลักการ และเล่นกันตามกติกา ซะที ถ้าคุณสังเกต มารยาทนักกีฬาไทยกับนักกีฬาต่างชาติต่างกันมาก เราอาจจะเห็นมารยาทในการเล่นที่เลวทรามระหว่างนักกีฬาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นชาติเอเชียหรือตะวันตก แต่เราจะไม่เห็นมารยาทที่เลวทรามของนักกีฬากับกรรมการ หรือผู้ตัดสิน หรือ การboycott ไม่ยอมรับผลตัดสิน เช่นนักกีฬาของประเทศในแถบเอเชียบางประเทศที่การต่อย การกระทืบกรรมการ รวมทั้งการประท้วงผลการแข่งขัน ทำกันเป็นเรื่องธรรมดา

    หลัง 19กันยา คงอีกนาน กว่าเราจะปรับปรุงมารยาทในการยอมรับผลตัดสินที่แตกต่างไปจากข้างที่เราเดิมพัน หรือมีผลประโยชน์ร่วม หรือเป็นผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชนะ

  32. ปริเยศ Says:

    แก้วันที่

    ผมเข้าตลาดวันที่ 19 ธันวาคม และทยอยขายในช่วงวันที่ 20-21 ธันวาคม…

  33. Rathwjj Says:

    คุณคนเคยรู้ทันครับ

    ขณะนี้เราถกกันที่ เหตุ และ ผลแห่งเหตุนั้นครับ

    ขอบคุณครับ

  34. ajintai Says:

    ผมกังวลว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลมุ่งทำลายผู้หนึ่งผู้ใดจนย่อยยับอับปางลงโดยไม่ได้มองสิ่งรอบข้างทีค่ตามมา ละเลยสิ่งที่มีประโยชน์อยู่บ้าง มองทุกอย่างเป็นสิ่งเลวร้ายทั้งหมด ซึ่งมันกำลังเกิดขึ้นและกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันจบจนกว่ารัฐบาลจะให้มีการเลือกตั้งเมื่อนั้นประเทศอาจล่มจมไปแล้วแล้วต้องหา “คนกู้ชาติ ” มาลงกันกู้เรือที่ชื่อประเทศไทยกันก็ได้

    การปิดกั้นการรับรู้ การที่รัฐเป้นคนเริ่มประเด็น คนทำประเด็นนี้ให้กระจายไปทั่วทุกสื่อเอง ถ้าสังเกตุ รัฐนั่นแหละเป็นคนเริ่มก่อนทั้งนั้น แล้วสื่อจึงนำไปลง ผมยังสงสยัว่ารัฐกำลังเล่นเกมส์บนกระดานที่มีความเสี่ยงมากจนเกินไป พร้อมที่จะคว่ำได้ตลอดเวลา รัฐบาลอาจลืมไปแล้วว่าปี35 เกิดการนองเลือดเพราะปิดกั้นสื่อไม่ให้มีกการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ทุกวันนี้ข้อมูลกลับไหลไปตามแม่น้ำของสายและในอากาศตลอดเวลาเหมือนดั่งมหานทีที่มิอาจปิดกั้นได้หมด รัฐบาลต้องรีบกลับมาทบทวนมาตรการต่างๆที่ออกมาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเสียที

    ผมไม่สนใจหรอกครับว่านักวิชาการที่ออกมาจะสนับสนุนหรือคัดค้านการทำรัฐประหารในเมื่อนักวิชาการส่วนใหญ่ประเทศนี้ไม่เคยสัมผัสหรือสร้างอะไรที่เป้นของจริงที่สามารถนำมาใช้ได้จริงโดยเฉพาะนักวิชาการสังคมศาสตร์ทุกแขนง เมื่อทุกคนมองว่าการออกมาพูดหน้าจอคืองานของตนนั่นคือจบแล้วงานหรือหน้าที่นักวิชาการไทย

    ผมยังนั่งมองประเทศนี้ว่าจะไปทางไหนแน่ๆ ไม่เห้นฝั่งจริงๆ ในเมื่อรัฐบาลเล่นเกมส์ที่แรงขึ้นๆ การจับกุมผู้ที่คอรัปชั่นเป้นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่การจับกุมกำลังกลายเป้นเกมส์การเมืองหรือเปล่า ตอนนี้สังคมไทยถูกกลืนอยู่ในระบบทุนนิยมแต่รัฐบาลกำลังกลับหลังหันว่าทุนนิยมมันเลวเราไม่ควรไปยุ่งกับมัน ตลาดหุ้นมันไม่ดี ไม่ควรยุ่ง เรากำลังหันหน้าเข้าความพอเพียงของใคร ของเราหรือของเขา??? เราต้องคำถามกันให้มากชึ้นหรือเปล่า เราต้องคิดกันให้มากหรือเปล่า เรากำลังไปไหน ทางของเรากำลังหายไป ขณะที่คนอื่นมีทางที่ไปและกำลังไปเร็วกว่าเรา เมื่อเราเดินช้าลงถือว่าหยุดเดินแล้วเมื่อเราเดินช้ากว่าคนอื่นก็ถือได้ว่าเราได้หยุดเดินแล้ว ผมกำลังคิดว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะการเผชิญหน้าครั้งยิ่งใหญ่ การนองเลือดอาจเกิดขึ้นก็ได้ ผมไม่รู้ สังคมไทยกำลังเข้าสู๋ยุคที่ไม่รุ้จะไปทางไหน จะไปพอเพียงแต่คนอื่นกำลังวิ่ง จะไปทุนนิยมก็ตามไม่ทัน เรากำลังเข้าสู่จุดเกียร์ว่างจริงๆคือระบบในสังคมเข้าเกียร์ว่างรอเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา หรือไปข้างหน้า หรือจอดเฉยๆ

    เมื่อรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ประชาธิปไตยของเรากำลังถูกเขีนนชึ้นมาใหม่ เรากำลงกำหนดนิยามคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆขึ้นมาใหม่ ประชาธิปไตยของชนชั้นหนึ่ง หาได้ป็นของทุกชนชั้น ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องผ่านกระบวนการร่วมกันทำของทุกขนชั้นในสังคม ชนชั้นกลางและสูงคือผู้ที่กำหนดประชาธิปไตยของไทย ชนชั้นล่างกำหนดวิถึชีวิตของตน รัฐธรรมนูญใหม่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยที่ยังไปไม่ถึงไหน ขณะที่ระบบทุนนิยมกำลังเรียกร้องให้เราต้องวิ่งไปในขณะที่เรายังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แล้วตำแหน่งประเทศไทยกำลังอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก ช่างเป้นเรื่องที่น่าหนักใจจริง อนาคตของไทยมืดมนจริงๆแล้วเหรอครับ เศร้าใจจริงๆนะ

  35. คนรู้ทัน Says:

    Thanks to the Thaksin administration for playing by the rule of the game, for coming from a fair and square election, and for stimulating the economy, Pariyed was able to reap quick cash from the booming stock market during Thaksin’s time. And don’t forget to thank him for reducing rural poverty by 50% in the 5 years that he was in power…

  36. ปริเยศ Says:

    คนรู้ทัน ผมไม่เข้าใจว่าคุณจะพาดพิงเรื่องผมกับตลาดหุ้นทำไม เพราะที่ผมเขียน ผมไม่ได้บอกตรงไหนว่าผมได้ quick cash จากตลาดหุ้นสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ถ้าจะเอาตรงนี้เป็นประเด็นที่จะชี้ว่าผมเป็นผู้ประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์สมัยรัฐบาลไทยรักไทย จึงต้องออกมาปกป้องระบอบทักษิณ ผมขออธิบายให้ทราบว่า ผมลงทุนระยะยาว และผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ สมัยรัฐบาลไทยรักไทย เป็นอัตราผลตอบแทนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ น้อยกว่าคนอื่นๆโดยทั่วไป

    สมัยรัฐบาลทักษิณ ถ้าใครลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value Investor) จะได้ผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ค่อนข้างน้อยโดยเฉพาะผู้ที่มาลงทุนทีหลังเช่นผม ส่วนผู้ลงทุนตอนแรกตั้งแต่ช่วงวิกฤติจะได้ผลตอบแทนในระดับสูงมาก แต่บางท่าน ก็ขาดทุนในช่วงท้ายๆของรัฐบาลทักษิณ แม้จะได้ผลตอบในระดับสูงในช่วงแรกๆ เช่น ดร.นิเวศน์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผม อัตราผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ในสมัยทักษิณ ไม่ใช่อัตราผลตอบแทนที่ดีเลย เพียงแต่ว่าไม่ขาดทุนเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นเพราะประสบการณ์จากภาคการผลิตที่หลากหลายของผม ที่ทำให้เลือกหุ้นที่ดีเท่านั้นเอง ซึ่งการลงทุนระยะยาว คุณจะไม่มีทางได้ Quick Cash หรอก

    ในทางตรงกันข้าม ผมได้อัตราผลตอบแทนในระดับดี ถึงดีมาก จากรัฐบาลชุดนี้ต่างหาก ทั้งๆที่ไม่ใช่คนวงในกับเขาเลย ถ้าจะเอาตรงนี้ เรื่องตลาดหุ้นเป็นประเด็นของผมในการสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจผิดแล้ว เพราะผมไม่เคยได้รับประโยชน์โดยตรงอะไรจากรัฐบาลไทยรักไทย ผมไม่ได้ Quick Cash ไม่ได้ข่าววงใน ไม่ได้อะไรทั้งนั้น

  37. ปริเยศ Says:

    ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลและคมช.จัดการเลือกตั้งอีกครั้งในกติการัฐธรรมนูญ 2540โดยไม่ให้ยุบพรรคใดๆทั้งสิ้น และผมต่อให้คมช.อายัดเงินของแกนนำพรรคไทยรักไทยโดยเฉพาะ ทักษิณ และให้ใช้เงินในการเลือกตั้ง ตามกติกาเท่านั้น ผมเชื่อว่าทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง สำหรับส่วนในกรุงเทพฯ ผมมั่นใจว่าเขาจะได้คะแนนเสียงแบบเขตมากกว่า25ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นที่นั่งส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯเมื่อรวมทั้งหมดทั่วประเทศไทยทั้งสส.แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทยจะได้เสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฏร จนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อยู่ดี เพียงแต่คะแนนเสียงที่นั่งทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่ออาจจะเกินครึ่งมาไม่มาก เท่าที่ผมประเมินน่าจะได้ที่นั่งประมาณ265-285ที่นั่ง ซึ่งเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวด้วยซ้ำไป เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะประชาชนที่เลือกพรรคไทยรักไทยไม่ว่าจะเป็นรากหญ้า รากแก้ว ชนชั้นกลางเมือง เขามีเหตุผลและความจำเป็นของเขา ไม่ใช่เพราะว่าเขาถูกเงินซื้อ ไม่ใช่เพราะเขาโง่ อย่างที่นักวิชาการรู้ทันทั้งหลายพยายามประกาศ ซึ่งผมไม่เข้าใจ ว่า พวกนักวิชาการรู้ทันพวกนี้ ถือดีอย่างไรในการที่จะไม่เห็นด้วยกับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

    นักวิชาการรู้ทันพวกนี้ โดยมากมีประวัติในการกล่าวอ้างโจมตีนักการเมืองให้เคารพเสียงประชาชน แต่พวกตนไม่เคยเคารพกติกาและเสียงประชาชนเลย เมื่อดูประวัติ หลายต่อหลายท่าน เคยรับใช้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคไทยรักไทย แต่กลับไม่เคยระบุถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ใน”หนังสือ”หรือ”บทความ” พวก “พิษทักษิณ” หรือ “รู้ทันทักษิณ” เลย อันนี้ต่างจากตลาดหลักทรัพย์ ที่พยายามให้ระบุว่านักวิเคราะห์หลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ในบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์ต้องเขียนถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวในบทวิเคราะห์

    ผมจำได้สมัยที่มีวิวาทะในโลกบล็อกเกอร์เรื่องพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกือบ 2ปีที่แล้ว บล็อกเกอร์บางท่าน มีอาการภูมิแพ้กำเริบจะเป็นจะตายกับกฏหมายที่ริดรอน สิทธิเสรีภาพ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ผมยังแซวบล็อกเกอร์ท่านนั้นว่าอาการภูมิแพ้ของท่านน่าจะเป็นอาการภูมิแพ้ทักษิณ หาใช่ภูมิแพ้กฏหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ ซึ่งวันนี้ ความเข้าใจผมน่าจะถูก เพราะในยุคกฏอัยการศึกมากว่า 3เดือน ในยุคที่ไปใหนมีทหารถืออาวุธเต็มบ้านเต็มเมือง ผมไม่เคยได้ยินว่าบล็อกเกอร์ท่านนั้น มีอาการภูมิแพ้กำเริบเลย จึงน่าจะสรุปได้ว่าปฐมโรคของภูมิแพ้ น่าจะมาจากภูมิแพ้นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม มากกว่าหลักการสูงส่งอะไรที่ยกมาแสดงในวิวาทะครั้งกระโน้น

    เมื่อดูหลักการที่ใช้โจมตีทักษิณอาทิเช่น “ผลประโยชน์ทับซ้อน”(รบกวน ดูการอนุมัติงบประมาณของรัฐบาลในส่วนของความมั่นคงและงบรัฐของทหารหลัง19กันยายนประกอบด้วย รวมทั้งผลประโยชน์ของนักวิชาการรู้ทันทั้งหลายหลัง 19กันยายน) “การแทกแซงสื่อ” (รบกวนช่วยดู สิ่งที่เรียกว่าการขอความร่วมมือของ คมช.ต่อสื่อสารมวลชนและการเซ็นเซอร์ข่าวสาร) “การไม่มีวิญญาณประชาธิปไตย”(รบกวนช่วยดูเหตุการณ์หลัง 19กันยาเป็นต้นมาด้วยว่าตรงไหนที่เรียกว่าจิตวิญญาณประชาธิปไตย) และ ฯลฯ ผมขี้เกียจจะ จาระไน แต่คุณจะไม่มีทางเห็นหลักการที่เคยใช้โจมตีทักษิณและรัฐบาลไทยรักไทย ในรัฐบาลชุดนี้จากนักวิชาการรู้ทัน พวกนี้เลย

    เรื่อง ”pragmatist” ผมไม่เข้าใจว่า pragmatist แบบไทยๆ นี่คือการไม่เลือกวิธีการใช่หรือไม่ เพื่อทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อทำลายนายกรัฐมนตรีที่พวกตนชิงชังถึงกับไม่เลือกวิธีการ โยนหลักการทิ้งไป(ผมไม่แน่ใจว่าควรใช้คำว่าโยนหลักการทิ้งไปหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่านักวิชาการรู้ทันพวกนี้ ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า หลักการอะไรอยู่แล้ว เมื่อไม่มีหลักการ จะใช้คำว่าโยนทิ้งไปได้อย่างไร) ทั้งๆที่ในระบอบประชาธิปไตย หลักการแรกสุดคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนและตามด้วย สิทธิเสรีภาพ ในยุคปัจจุบัน เราเคยเห็นนักวิชาการรู้ทันคนไหนยังนึกถึงหลักการแรกสุดของระบอบประชาธิปไตยนี้หรือไม่แล้วหลักสิทธิเสรีภาพที่เคยใช้จนเฟ้อในรัฐบาลที่แล้ว หายไปไหน

    เพราะในยุคปัจจุบัน ผมไม่เคยเห็นหลักการที่นักวิชาการรู้ทันออกมาสำแดงในยุครัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งๆที่ในยุคนี้แหละที่อำนาจอธิปไตยของประชาชนถูกยึดคืน สิทธิเสรีภาพในวันนี้ คงไม่ต้องเขียนมากว่าเป็นอย่างไร แต่น่าจะทราบว่า เทียบกับยุครัฐบาลที่แล้ว สิทธิเสรีภาพแตกต่างกันแค่ไหน

    ในยุคนี้แหละ ยุคปัจจุบันนี่แหละทีเรียกร้องหลักการ “สิทธิ เสรีภาพ” เรียกร้องหลักการ “ประชาธิปไตย” มากกว่ายุคที่แล้ว

    ในยุคนี้ มีใครเคยเห็นหลักการ จากหนังสือ “พิษทักษิณ” และ “รู้ทันทักษิณ” ออกมาเพ่นพ่านบ้าง

    ในฐานะนักสัมฤทธิผลนิยมคนหนึ่ง ผมไม่เคย ที่จะใช้ทุกวิธีโดยไม่คำนึงหลักการ นักสัมฤทธิผลนิยมที่ผมรู้จัก ก็ยังต้องมีหลักการเป็นเครื่องกำกับ ถ้าใช้ทุกวิธีทางโดยไม่คำนึงถึงหลักการ นั่นคือ “คนต่ำช้าแล้ว”

    ดังนั้น ชุดหลักการ ที่ดีว่านั้น ที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้ apply เข้ากับทุกสถานการณ์ได้ด้วยคืออะไร ในเมื่อหลักการที่นักวิชาการรู้ทันกล่าวอ้าง ปฏิเสธเสียงส่วนใหญ่ของประชากรไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย แล้วข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการคุกคามสิทธิเสรีภาพที่ใช้โจมตีรัฐบาลทักษิณ วันนี้พิสูจน์แล้วว่า หลักการนั้นใช้เฉพาะโจมตีทักษิณและพรรคไทยรักไทยเท่านั้น

    การปฏิเสธเสียงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศผ่านระบอบประชาธิปไตย มีส่วนไหนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

    และเสียงส่วนใหญ่ของคนไทย ไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยปราศจากอิทธิพลของบริบททางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ หรือ

    เพราะเอากันเข้าที่จริง การเลือกพรรคไทยรักไทยและตัวทักษิณ ก็มาจากบริบทวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจของไทยที่ควรจะเป็นคือตัดสินตามระบอบประชาธิปไตย อันนี้คือหลักการแรกสุดของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่มาจากการพิพากษาของคนกลุ่มอย่างนักวิชาการรู้ทัน ที่ตัดสินโดยข้ามหัวคนส่วนใหญ่ของประเทศ และการปฏิเสธเสียงของคนส่วนใหญ่ของประเทศคือการข้ามบริบท วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจของไทย ที่ คุณ Fringer ยกมานั่นแหละ

    และถ้า pragmatist แบบนักวิชาการรู้ทันเหล่านี้ ทำให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยส่วนใหญ่ น้อยลงไปกว่าสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยล่ะ

    และ ถ้า pragmatist แบบนักวิชาการรู้ทันเหล่านี้ทำให้ สังคมถอยหลังไปกว่าสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยล่ะ

    นักวิชาการรู้ทันเหล่านี้ในฐานะ pragmatist จะรับผิดชอบอะไร และใครตัดสินว่าผลประโยชน์ของใครให้มากกว่าใครหรือให้นักวิชาการรู้ทันเหล่านี้ออกข้อสอบและสอบเอง วัดผลเองแล้วบอกว่าตนเองนี่แหละทำให้ประเทศนี้ดีกว่ารัฐบาลพรคไทยรักไทยและสังคมไทยได้ประโยชน์จากพวกตนมากกว่าพรรคไทยรักไทย ถ้าเอาอย่างนั้น แล้วใยไม่ลงสมัครเล่นการเมืองกันตรงๆ หรือกลัวว่าประชาชนในฐานะคนให้คะแนน ไม่ใช่ประชาชนในฐานะลูกไล่หรือผู้จงรักภักดีที่ต้องเชื่อฟังนักวิชาการ

    ประโยชน์จากนักวิชาการสายสังคมศาสตร์ที่ คุณ Fringer ระบุว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่า เช่น คอยติดตามกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น ฯลฯ ผมอยากรู้จริงๆว่า งานในหน้าที่ของคนเหล่านี้ไปอยู่เสียที่ตรงไหน เรื่อง Publication เรื่องการยกระดับองค์ความรู้สังคมศาสตร์ไทย โดยเฉพาะสาขาเศรษฐศาสตร์ ผมรู้สึกนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ จะกร่างสุดๆ ทั้งๆที่ contribution อะไร แก่สังคมก็น้อยมาก

    คุณ Fringer กล้าถามนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ เยี่ยงคำถามในมาตรฐานวิชาการโลกตะวันตกหรือโลกสากลไหม ว่าเมื่อไหร่ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์พวกนี้จะกลับมาทำหน้าที่ด้วยการวิจัย การตีพิมพ์บทความวิชาการ หรือ Publications ในวารสารที่สากลเขายอมรับกันบ้าง

    และเรื่องงานนอกมหาวิทยาลัยเขียนอย่างไม่อ้อมค้อม คุณ Fringer เป็นองค์ความรู้สำคัญในการสื่อให้ประชาชนทราบเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่น กรณีDeal ชิน-เทมาเซ็ค นิอมินีในตลาดหุ้นและ ฯลฯ ทั้งที่คุณFringer ไม่ใช่นักวิชาการอาชีพ ในขณะที่นักวิชาการรู้ทันพวกนั้นที่ออกมากร่างนอกมหาวิทยาลัย มีผลงานเขียนอะไรที่ทรงคุณค่าในระดับดังกล่าวบ้างเมื่อเทียบกับเวลาที่อุทิศให้มากกว่างานในหน้าที่ เห็นมีแต่สรุปรายงานจาก ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศและเอาข่าวจาก The Economist มาเขียนใหม่ ผมเชื่อได้เลยว่าพอพวกนี้จนปัญญาจะเขียนบทความแบบ Pop Economics เพื่อหากิน

    ผมเสียดายจริงๆ ถ้าผลงานที่ดีที่สุดทำได้แค่การตีพิมพ์งานในหนังสือพิมพ์แบบนั้น จะเสียเวลาไปเรียนปริญญาเอกกันให้วุ่นวายเปลืองเวลา เปลืองทรัพยกรทำไม แต่อย่างว่าในวัฒนธรรม สังคมไทย คนเรียนเอกใหญ่กว่าคนเรียนโท คนเรียนโทน่าเชื่อถือกว่าคนเรียนตรี คนเรียนตรีดูดีกว่าคนที่ไม่จบตรี และคนจบต่างประเทศด้วยDegree สูงๆ เสียงดังกว่าคนจบในประเทศ แต่พอมาดูผลงานเป็นรูปธรรม อาจจะได้ภาพอะไรที่ชัดเจนกว่าใบปริญญาก็ได้

    ผมเคยวิวาทะกับนักวิชาการรู้ทัน ในประเด็นนี้ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรมากไปกว่า การอ้างว่าตนเอง “มีจิตใจสาธารณะ” “เคียงข้างคนจน” (โดยเฉพาะพวกที่เรียนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักจะภูมิใจในการกล้าวอ้างนี้เป็นพิเศษ) “มีคุณธรรมความดีงามที่สูงกว่าคนทั่วไป” ถึงสามารถโจมตีคนอื่นเรื่องการคอร์รับชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนและการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และสิทธิเสรีภาพประชาชนได้

    ซึ่ง ณ วันนี้ ก็เห็นชัดๆ ว่าภายใต้หลักการที่สูงส่ง ถูกใช้เป็นแค่เครื่องมือในการโจมตีกันทางการเมืองเท่านั้นเอง

    ในแง่นี้นักวิชาการสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูจะเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ไทยมากกว่า เพราะความก้าวหน้าทางแพทย์ศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ของไทยไม่เป็นรองใครมากและมีส่วนช่วยพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมไทยมากกว่าพวกนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ผมล่ะกลัวเหลือเกินว่าพวกนักวิชาการในสายแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอาทิ วิศวกรรมศาสตร์จะละทิ้งหน้าที่หลักในการวิจัยและการสอนหนังสือ ไปประพฤติเยี่ยงนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ เพราะนั่นจะส่งผลให้ประเทศไทยถอยหลังอย่างมีนัยสำคัญ

    เท่าที่ผ่านมา วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทย มี Publications ที่น้อยมาก ก็ไม่เห็นประเทศนี้จะพังลงไป หรือเป็นรัฐที่ล้มเหลวตรงไหน และข้ออ้างที่ว่าช่วยคนจนหรือเป็นซ้ายเพื่อเคียงคนจน ก็ไม่เห็นจะมีประสิทธิผลเท่ากับนโยบายของพรรคไทยรักไทยเลย

    สำหรับผม นักวิชาการรู้ทันเหล่านี้ ยังไม่อาจจะเปรียบได้อย่าง คุณ Etat de droit ที่ยืนหยัดในหลักการของตนในการโจมตีรัฐบาลชุดที่แล้ว จนถึงรัฐบาลชุดนี้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย หรือแม้แต่คุณ Pinkerton ที่เคยโจมตีรัฐบาลทักษิณอย่างต่อเนื่องมาตลอด แต่พอเห็นการฉีกรัฐธรรมนูญก็ออกมาโจมตีคณะทหารและคมช. แม้แต่กระทั่งบุคคลอย่าง คุณ Crazy Cloud ที่ต่อต้านทักษิณและไทยรักไทย คนนี้ไม่อ้อมค้อม ไม่อ้างหลักการมาก เขาเชื่อว่ารัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทย เป็นภัยต่อผลประโยชน์กลุ่มชาวนาและสังคมไทย เขาออกมาสู้กับทักษิณ ซึ่งๆหน้า ผมยอมรับนับถือบุคคลเหล่านี้ แม้ความคิดต่าง แต่ถือว่ายืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อ ในขณะที่พวกที่อ้างตนเองว่าเป็น “ขาประจำ” ไม่ได้สู้ในระดับดังกล่าว พอรบชนะเสร็จเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ เหมือนพรรคการเมืองหนึ่งในสมัย พฤษภาทมิฬ ไม่ได้ร่วมสู้อะไรเลย พอเขาชนะเสร็จออกใบปลิวรูป “ปรีดีกับป๋วย” นั่งข้างกันและยกเอาประโยคของท่านมาทำลายคู่แข่งทารเมือง ทั้งๆที่พรรคการเมืองพรรคนั้นเป็นพรรคที่ทำลาย “ปรีดี” มากๆพอกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมกลับสามารถละหลักการเอารูปของปรีดีมาโฆษณาอย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งในนักวิชาการรู้ทัน มีหลายท่านเคยรับพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งคงไม่แปลกเพราะอุปนิสัยถอดแบบมาจากพรรคการเมืองนั้น อย่างไม่ผิดเพี้ยน

    หลังจากนี้ต่อไป ประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกนานในการก้าวข้ามความแตกแยกของสังคมครั้งนี้ และต่อไป คงจะยากที่ภาคประชาชน จะเชื่อถือนักวิชาการสังคมศาสตร์ไทยดังนั้นักวิชาการรู้ทัน พวกท่านไม่มีทางเลือกอื่น จะสร้างศรัทธาแก่ประชาชนต้องกลับมาสร้างความเป็นมืออาชีพของตนให้สังคมยอมรับ ไม่ใช่การยกหลักการสูงส่งเป้นเครื่องในการทำมาหากินหรือประกาศตนเป็นคนดี

  38. Rathwjj Says:

    คุณ ปริเยศ ผมขอปรบมือให้จริงๆ ครับ

    ถ้อยคำของคุณทั้งหมด ตรงกับใจผมจริงๆ

    ขออภัยที่ผมเรียบเรียงภาษาไทยไม่ได้อย่างคุณ แล้วก็หาก ไม่รู้สึกรังเกียจ การเสวนากับ เด็กจบ วิศวะ (5555) จะขอรบกวน เข้าไปชมใน blog คุณปริเยศ บ่อยๆ ครับ

    ^^

  39. Fringer Says:

    อืม ไม่รู้จะตอบยังไงดี เพราะก็ยังเห็นด้วยกับข้อคิดส่วนใหญ่ที่คุณปริเยศเขียนมานะคะ :) แต่รู้สึกว่า “หลักการประชาธิปไตย” ในความเห็นของคุณปริเยศ อาจไม่ตรงกันทีเดียวกับหลักการในความเห็นของนักวิชาการหลายคน ที่กำลังถูกประณามอยู่ จะลองอธิบายแบบนี้แล้วกัน:

    โดยทั่วไป เชื่อว่าทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันว่า “ประชาธิปไตย” มีองค์ประกอบที่สำคัญสองส่วน คือ “เสียงของประชาชน” (ซึ่งแสดงออกด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯลฯ) และ “หลักนิติรัฐ” (ซึ่งเป็นกลไกทางสถาบัน กฎหมาย ฯลฯ) องค์ประกอบสองส่วนนี้เป็นเอกเทศจากกัน เราจะให้ “น้ำหนัก” (ระดับความสำคัญ) กับอะไรมากกว่ากันคงเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะคะ

    เราทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันได้ว่า กลไกยุติธรรมควรทำงานตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ฟัง “เสียงข้างมาก” เป็นหลัก เพราะไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ใครทำอะไรไม่ดีก็แค่ต้องมาโหวตกัน ว่าจะตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด เช่นกัน ในการประท้วงขับไล่ทักษิณที่ผ่านมา ถ้าเราควรเคารพในความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบทักษิณ เราก็ควรเคารพในจุดยืนของประชาชนส่วนน้อยที่ออกมาไล่ทักษิณในข้อหาครอบงำองค์กรอิสระ คอร์รัปชั่น ฯลฯ ด้วย

    ตัวอย่างของประเทศที่หลักนิิติรัฐทำงานได้ค่อนข้างดีเช่น อเมริกา อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ผู้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนมากเป็นประวัติการณ์ เคยเกือบถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะพูดโกหกในศาล และมีตัวอย่างอีกมากมายนะคะ ที่รัฐบาลซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ต้องถูกจำคุกหรือจำใจลาออกเพราะคอร์รัปชั่นร้ายแรงมาแล้ว

    ฉะนั้น ถ้าเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลที่ได้รับ popular vote แต่ทำลายหลักนิติรัฐลงสิ้น คอร์รัปชั่นสะบั้นหั่นแหลก (เรื่องนี้เขียนแฉสิบปีก็ยังไม่หมดค่ะ) เข้าแทรกแซงกลไกถ่วงดุลต่างๆ และทำตัวเป็น “เผด็จการในคราบประชาธิปไตย” กับรัฐบาลที่ไม่ได้รับ popular vote บริหารประเทศก็ไม่เก่ง แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ได้คอร์รัปชั่นแบบมูมมามมหาศาล หลายๆ คนอาจมองว่ารัฐบาลแบบหลัง “ดีกว่า” แบบแรก อย่างน้อยก็ชั่วคราวในภาวะที่คนไทยไม่มีทางเลือกหลังรัฐประหารเกิดไปแล้ว ทำได้เพียงลุ้นให้ทหารรักษาสัญญา จัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นในเร็ววันเท่านั้น

    ดังนั้น ถ้าคุณปริเยศคิดว่า “การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” สำคัญกว่า “หลักนิติรัฐ” นั่นก็เป็นหลักการของคุณปริเยศ แต่คนอื่นอาจให้น้ำหนักแตกต่างไปนะคะ ซึ่งก็แปลว่าไม่ใช่เขาเหล่านั้น “ไม่มีหลักการ” เพียงแต่ “ใช้หลักการคนละชุด” กับของคุณ เพราะก็ต้องยอมรับว่า “ประชาธิปไตย” มีความหมายแตกต่างกันไปได้ เพราะเป็นระบบที่มีองค์ประกอบหลายส่วน อยู่ที่ว่าใครจะ “จัดวางลำดับความสำคัญ” ของส่วนต่างๆ ไว้ตรงไหนอย่างไร

    ไม่ปฏิเสธค่ะว่าสังคมไทยมีนักวิชาการที่ “กร่าง”, ไร้ประสิทธิภาพ, และ “โยนหลักการทิ้งไป” จำนวนมาก (คนพวกนี้ไม่ใช่ pragmatist แล้วค่ะ แต่เป็นคนไร้หลักการแน่ๆ) แตุ่คุณปริเยศไม่ควรเหมารวมนักวิชาการเหล่านี้ เป็นพวกเดียวกันกับนักวิชาการ pragmatist ที่อาจให้น้ำหนักขององค์ประกอบต่างๆ ใน “ประชาธิปไตย” ไม่ตรงกันทีเดียวกับคุณปริเยศ (และก็อาจอธิบายจุดยืนของตัวเองได้ไม่ชัดเจนเท่าด้วย)

  40. ปริเยศ Says:

    คุณ Fringer ผมไม่เคยบอกว่า “การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สำคัญกว่า หลักนิติรัฐ …”

    แต่สิ่งที่ผมกำลังบอก และคนอื่นไม่ว่าจะเป็นคุณ Etat de droit คุณ Pinkerton พยายามบอกคือ ในยุคปัจจุบัน เราไม่มีทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งและหลักนิติรัฐ อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดที่แล้ว และการมีทั้ง2อย่าง คือองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

    ในวันนี้ ประเทศไทยมีทั้ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง(อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทย) และหลักนิติรัฐ หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ถ้าคุณ Fringer ยืนยันว่า วันนี้ดี ระบอบทหารดีกว่ากว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว แสดงว่าคุณFringer อาจจะให้น้ำหนักนิติรัฐมากกว่าหลักอธิปไตยของประชาชนไทย ผมไม่มีความเห็นอะไรจะขัดแย้ง นั่นเป็นเพราะเราให้คุณค่าที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ แต่โปรดระลึกว่าผมให้น้ำหนักทั้ง2อย่างไม่ต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นหลักอธิปไตยและนิติรัฐ และผมยืนยันโดยความเชื่อผม ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ ปัจจุบันนี้ ทั้งหลักอธิปไตย ซึ่งรวมถึงการปกครองตนเอง สิทธิ เสรีภาพ และนิติรัฐ ของไทย ย่ำแย่กว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว

  41. Fringer Says:

    ขอบคุณค่ะที่ตอบคอมเม้นท์รวดเร็วดีจัง โดยส่วนตัว เห็นด้วยกับคุณปริเยศว่าตอนนี้เราไม่มีทั้งสองอย่างนั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึง “การบิดเบือนหลักนิิติรัฐ” เพื่อประโยชน์ส่วนตัว คิดว่ารัฐบาลนี้ดีกว่ารัฐบาลที่แล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ มันอาจเป็นเพราะรัฐบาลยังดำรงตำแหน่งได้ไม่นานเท่าไหร่ พอผ่านไปนานๆ อาจกลายเป็นว่าแย่ลงกว่าเดิมก็ได้

    จริงๆ แล้วเห็นรัฐบาลนี้ทำอะไรๆ หลายอย่างผิดพลาดก็ดีนะคะ แปลว่าเราคงได้เห็นการเลือกตั้งเร็วกว่าเดิม ดูหน้าเหนื่อยและเต็มกลืนของทั้งพลเอกสุรยุทธ์ และพลเอกสนธิแล้วก็คิดว่าทหารชุดนี้ (อย่างน้อยก็สองคนนี้) คงไม่อยากสืบทอดอำนาจแน่ๆ แต่ต้องคอยจับตารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ดีว่าจะห่วยลงหรือไม่อย่างไร

  42. Tee Says:

    ผมเห็นวิธีการคัดสรรหา แล้วไม่ค่อยมั่นใจ ในรัฐธรรมนูญใหม่เลยครับ ผมเห็นปัญหานี้ตั้งแต่ ตอนที่เค้าเขียนวิธีอ่ะครับ เขียนซะยาวหลาย step สรุปแล้ว คมช. เลือกทุกคน

    ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหม หรือ คราวที่แล้วเค้าทำ(ค่อนข้างมั่นใจเหตุผลว่า คมช.ไม่กล้าทำ) นั่นคือ เลือกตั้งสสร. กำหนดคุณสมบัติ x y z ว่าไป (อย่างเช่น ต้องมีคนจากหลากหลายอาชีพ(นักการเมืองก็ถือเป็นอาชีพ) หลากหลายการศึกษา หลากหลายฐานะทางการเงิน หลากหลายฐานะทางสังคม) เพราะที่เห็นตอนนี้ คือ ทนายกินไป 80%

    อาจจะเป็นที่เมืองไทย การเรียนรู้กฏหมาย จะจำกัดอยู่เฉพาะ นิติศาสตร์ เท่านั้น ต่างจาก ประเทศอเมริกา ที่ผมเห็นว่าเป็น idea การแบ่งคนให้รู้กฏหมายดี นั่นคือ ปริญญาตรี เรียนอะไรก็ว่าไป แล้วไปต่อโท law school เอาทำให้ ผู้รู้กฏหมายนั้นมาจากหลาย อาชีพมากขึ้น(ถึงแม้จะไม่หลายหลายฐานะทางการเงิน เพราะค่าเทอมแพง)

  43. pipek Says:

    ปริเยศ: แจ่ม
    Fringer: เจ็บสีข้างไหมครับ.. ผมคิดว่าคุณเถียงไม่ออกหรอก เพราะเข้าข้างพันธมิตรซะเหลือเกิน (ทั้งๆ ที่รู้ว่าสนธิ ลิ้มมันแย่ขนาดไหน) และจงเกลียดจงชังทักษิณซะไม่มีอะไรดี.. ปริเยศน่ะพูดถูกแล้วครับ ว่ายึดหลักการบ้าง ทักษิณแย่ตรงไหน ก็ว่าตรงนั้น ดีตรงไหนก็ชมตรงนั้น ไม่ใช่เหมารวมไปซะหมด ไม่ใช่ปลาในข้องซะหน่อย

  44. Spa Products Says:

    ทำไมไม่เอามาให้หมดอะ เอามาครึ่งเดียวนิ
    ผมชอบตอนที่บอกว่า “ถึงเราจะไม่ชอบทุนนิยมแต่ต้องประตัวให้อยู่กับทุนนิยมให้ได้เพราะโลกเป็นทุนนิยมไปแล้ว”

    ขอบคุณที่เอามาให้ดูครับคิดถึงทักษิณ

  45. Fringer Says:

    คุณ Tee: ดูวิธีการสรรหาแล้วก็ไม่ค่อยมีความหวังเหมือนกันค่ะ :(

    เห็นด้วยว่าปัญหากฎหมายในบ้านเรามีรากมาจากระบบการศึกษาที่อ่อนแอค่ะ สอนทุกอย่างแบบ “แยกส่วน” ทำใ้ห้นักศึกษาไม่สามารถนำความรู้ของตัวเองมาเชื่อมโยงเข้ากับศาสตร์อื่นๆ ได้ และทำให้มีทัศนคติที่คับแคบ มีอคติต่อคนเรียนวิชาอื่น คิดว่าคณะ/วิชาที่มีปัญหาแบบนี้มากที่สุดคือ นิติศาสตร์ วารสารศาสตร์ (นักข่าวเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์เลย) และครุศาสตร์ (หลักสูตรครูควรเป็นหลักสูตร 1-2 ปีเพื่อสอน “วิธีการสอน” ให้กับคนที่ผ่านหลักสูตรวิชาชีพหรือวิชาการอื่นๆ มาแล้วเท่านั้น ไม่ใช่เรียนเหมือนปริญญาไปเลย 4 ปี)

    ส่วนตัวคิดว่าการศึกษาบ้านเราต้องเปลี่ยนไปเป็น liberal arts แบบของอเมริกา กำลังเขียนเรื่องนี้ (อย่างช้ามากๆ) ในหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์การศึกษาของตัวเองอยู่ ถ้ามีโอกาสคงได้โพสบางตอนลงในนี้

    คุณ pipek: อืม คุยกับคนที่เถียงด้วยเหตุผลแบบคุณปริเยศนี่ไม่เจ็บสีข้างหรอกค่ะ ดีเสียอีก จะได้เรียนรู้มุมมองและข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา ตราบใดที่คุณปริเยศกรุณามาโพสคอมเม้นท์ในนี้ :)

    จากคอมเม้นท์คุณ แสดงว่าอาจยังไม่คุ้นเคยกับบล็อกนี้ ถ้ามีเวลา ลองอ่านโพสเก่าๆ ในบล็อกนี้ดู จะได้รู้ว่าเจ้าของบล็อกไปร่วมชุมนุมเพราะอะไร และจะเห็นว่าไม่เคยจงเกลียดจงชังทักษิณเลยนะคะ แล้วก็ไม่เคย “เข้าข้าง” พันธมิตร หรือด่าทักษิณในจุดดีที่ไม่สมควรด่าด้วย ประเด็นเรื่องสนธิแย่นั้นก็รู้ค่ะ แต่ช่วงประท้วงเป็นเรื่องของการเลือก the lesser of two evils เท่านั้นเอง เพราะในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา ประชาชนไม่มีทางเลือกเท่าไหร่หรอก “คนดี” ไม่มีที่ติที่อาสาตัวมาช่วยบ้านเมืองนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มีแต่ “เลวมาก” กับ “เลวน้อยกว่าหน่อย” ให้เราคอยเปรียบเทียบ และก็ต้องดูบทบาท อำนาจและตำแหน่งประกอบด้วย เพราะถ้า “เลวน้อยกว่าหน่อย” ได้เป็นนายกฯ ของประเทศ เราก็ควรเป็นเดือดเป็นร้อนกว่าถ้า “เลวมาก” เป็นแค่คนทำงานบริษัทธรรมดาๆ ใช่ไหมคะ เพราะตำแหน่งนายกฯ ทำความเสียหายให้กับประเทศได้สูงกว่ามาก

    ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อไหร่สนธิ ลิ้ม ได้เป็นนายกฯ และมีพฤติกรรมเดียวกันกับทักษิณ เจ้าของบล็อกก็พร้อมจะไปเดินขบวนขับไล่เหมือนกัน ถ้าคุณไม่อยากใ้ห้คนอื่นเหมารวมทักษิณ คุณเองก็อย่าเหมารวมคนไปร่วมประท้วงสิคะ ว่าเป็น “สาวก” สนธิทั้งนั้น ;)

    คุณ Spa Products: ซีเอ็นเอ็นโพสอยู่เท่านั้นค่ะ เลยลงแค่นั้น เข้าใจว่าสุดสัปดาห์นี้ซีเ็อ็นเอ็นจะโพสสัมภาษณ์เต็ม รอดูนะคะ

  46. Kratainoi Says:

    คุณปริเยศ

    ปรกติผมไม่นิยมโพสคอมเมนต์ แต่คราวนี้ขอที

    คือ….ผมเห็นด้วยเรื่องนักวิชาการที่ double standard ว่าทำไม่ถูก

    แต่….ผมไม่เห็นด้วนเรื่องที่คุณปริเยศจะไปเหมารวมว่าใครๆก็เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะในวงเศรษฐศาสตร์

    ดูเหมือนคุณจะอคติกับใครบางคน โดยเฉพาะวงการเศรษฐศาสตร์ มากไปหน่อยนะ

    การที่คุณไม่ได้เห็นเขาอัพบล็อค ไม่ได้เห็นเขาให้ความเห็นสาธารณะบนหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไปตัดสินเขาได้ทันทีเลยว่าเขาคิดแบบไหน

    ส่วนเรื่องงานวิชาการนั้น จริงอยู่ว่ามันดีกว่านี้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันมันจะเละเทะ งานวิชาการไม่ทำ เที่ยววิจารณ์การเมืองอย่างเดียว มันมีงานวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่มีประโยชน์เกิิดขึ้นอยู่เรื่อย ไอ้ครั้นจะเป็นที่สนใจหรือไม่ก็อีกเรื่อง

    ผมว่าคุณไม่ควรด่วนสรุปอะไรๆเกินไป มันมีแต่จะทำให้เห็นอคติชัดเจนขึ้น

  47. Rathwjj Says:

    Constantly choosing the lesser of two evils is still choosing evil.

    So I don’t have the point of doing that

  48. Fringer Says:

    But what can we do when “good” is not one of our choices, because there are few “good people” who choose to be inactive or indifferent in the society? The society may get worse or paralyzed then na ka. In the world where evils are more prevalent than good, choosing lesser evil is still ‘better’ than accepting worse evils. I also believe that “the only thing necessary for the triumph of evil is for good men to do nothing.”

  49. Tee Says:

    เอามาบอกว่า นักวิชาการ ที่ยึดถือหลักการก็มีอยู่ครับ

    อาจารย์ ผมยาวสุดเท่ ผู้ฉีกบัตรเลือกตั้งครับ (หาตั้งนานว่า หายไปไหน)

    http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6668&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

    ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแกเท่าไหร่ แต่ต้องถือว่าแกยึดถือหลักการดีครับ :)

  50. Rathwjj Says:

    How can we know which evils are better?

    มีใครมี clip บทสมัพาษณ์ สนธิเรื่อง การดักฟังบ้างครับจะขออนุญาต แปลส่งไป GSM consortium อยากรู้ว่าจะโดนต่างชาติเขาประนาม มาอีกหรือเปล่า แล้วผมก็ ไม่หวังพึ่งสื่อไทยหรอกครับ เพราะขนาด ที่ CNN ประนามทั้งรัฐบาลไทย และสื่อไทย ยังไม่มีสื่อรายใด นำออกมาให้ประชสชนรับทราบเลย

    บุคคลที่มีแต่ โมหจริต ปราศจากซึ่งการตั้งมั่นในความสัตย์ หรือการพูดออกมาลอยๆ เพื่อแค่ ทำให้ผู้อื่น เสียชื่อเสียง ผมถือว่าเป็นพวกไร้ซึ่ง จรรยาบรรณในความเป็นคน ซึ่งผมถือว่า most evils at all แล้ว

    แล้วก็ไม่ต้องปรนามว่า ผมขายประเทศตัวเองนะครับ เพราะคำพูดเป็นนายของคนที่พูด ซึ่งคำพูดเหล่านั้น ไม่ได้ ออกมาจากปากผม

  51. Tee Says:

    เอาอันที่เค้าด่าการปิดกั้นตรง ๆ เลยมาให้ดูครับ ทำ Unofficial Transcript ไว้ให้ครับ

    http://www.growlichat.com/blog/2007/01/20/another-thaksins-news-from-cnn/

  52. pipek Says:

    1. ชอบครับ นี่เป็นอีกหนึ่งบลอกที่คุยกันอย่างมีเหตุผล(หลังจากมั่วๆ จากการเดินตามก้นสนธิอยู่พักใหญ่ๆ ) นอกเหนือจากของ Etat de droit ที่แวะเวียนไปเยี่ยมอยู่เสมอ
    2. คมช. นี่ถือว่า เป็นอีกหนึ่ง evil หรือเปล่าครับ ต้องไปประท้วงด้วยมั้ย แล้วถ้ามี evil เดียวนี่ จะไปประท้วงยังไง เพราะไม่มี lesser มาให้นำขบวน
    3. ติดตามบลอกคุณมานานครับ แต่ห่างๆ ไปช่วงที่คุณทุ่มเทกายและใจกับการไล่ทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตาย
    4. ผมไม่เห็นด้วย กับการเดินขบวนไล่ทักษิณที่นำโดยสนธิและพวก คุณก็รู้ว่าใครได้ประโยชน์จากการไล่ครั้งนี้ สนธิได้ยกฟ้องข้อหาหมิ่น จากการขอดื้อๆ, เนชั่นตบเท้าเข้าฟรีทีวี, คนคาบไปป์ได้ตำแหน่งใหญ่ๆ เยอะแยะ bla bla bla… มันควรเหรอครับ ไล่ทักษิณนะครับ ไม่ใช่ไล่ทักษิณเพื่อให้ตัวเองหรือพรรคพวกมาครองอำนาจแทน

  53. pipek Says:

    ลืมอีกข้อ แล้วที่สนธิใช้หนังสือพิมพ์และเวบผู้จัดการถล่มทักษิณอย่างไม่เป็นธรรมและบิดเบือนล่ะครับ ไม่เป็นคุณพูดถึงเลย เหมือนจงใจมองข้ามอย่างนั้นแหละ double standard หรือเปล่าครับ

    ด้วยมิตรภาพนะครับ

  54. Fringer Says:

    เรื่องประท้วง คมช. คิดว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ เซ็นเซอร์สื่อแบบน่าเกลียดขนาดนี้ และแถมอีก 2-3 เดือนไม่มีผลงานกำราบคอร์รัปชั่นเป็นที่ปรากฎ (คือส่งเรื่องขึ้นศาล) จริงๆ ก็คงมีคนไปเดินขบวนประท้วงจำนวนไม่้น้อย ในกรณีอย่างนั้นตัวเองก็ยินดีไปร่วมเดินขบวนด้วยคนค่ะ แต่คิดว่าดูๆ แล้ว ยิ่งรัฐบาลทำผิดพลาดและเสียงโวยวายเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นแรงกดดันให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าเดิม ซึ่งนั่นเป็นข่าวดีสำหรับเราทุกคนแน่ๆ

    เรื่องไล่ทักษิณแล้วคนอื่นมาฉวยผลประโยชน์ ก็นั่นแหละค่ะ คือความเศร้าของเมืองไทย หาคนดีไม่ได้ หาได้แต่ “เลวน้อยกว่า” เท่านั้นเอง แต่ถ้าเรารอจนกว่าจะมีคนดีจริงๆ มาไล่ทักษิณด้วย ก็คงต้องร้องเพลงรอไปอีกนานมากๆ ไม่รู้กี่สิบปี (อันนี้อาจเป็นความแตกต่างระหว่างคนที่เป็น idealist กว่า pragmatic, และคนที่เป็น pragmatic กว่า idealist ก็ได้นะคะ)

    ส่วนคำถามว่าทำไมไม่ด่าสนธิบ้าง ไม่ใช่เรื่องของการมองข้ามไม่มองข้ามหรอกค่ะ แต่คิดว่าเอาความจริงเรื่องการทำผิดกฎหมาย ฯลฯ ของรัฐบาลมาวิเคราะห์ สำคัญกว่าการด่าเวบผู้จัดการ เพราะเป็นเรื่องที่ตัวเองสนใจมากกว่า และบางเรื่องก็เป็นมุมมองที่หลายคนยังไม่เขียนถึง แถมสนธิก็ไม่ใช่นายกฯ จะเลวขนาดไหนก็ไม่มีอำนาจทำประเทศพังเท่ากับรัฐบาลเลวๆ ถ้าอ่านโพสและคอมเม้นท์หลายๆ เรื่อง ช่วงที่เขียนตอนไปประท้วง (เช่น โพสนี้ และ โพสนี้) ก็จะเห็นว่าเกิดอาการ “เซ็งสนธิ” จากการบิดเบือน ฯลฯ ไม่น้อย คนเขียนไ่ม่ได้มีเวลาเขียนบล็อกมากมายขนาดนั้นน่ะค่ะ (แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนไม่ทำอย่างอื่นเลย แต่เพราะเป็นคนนอนน้อยนะ) แล้วแถมนี่ก็เป็นบล็อกส่วนตัวด้วย เอาเวลาไปเขียนเรื่องที่อยากเขียนจริงๆ เลย เพราะยังไม่ค่อยมีคนเขียน ไม่ดีกว่าหรือ

    ถ้า double standard จริง คงจะเขียนชมเว็บผู้จัดการว่าเที่ยงตรง ชมสนธิว่าไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งใดๆ เลย อะไรแบบนั้นไปนานแล้วค่ะ แล้วก็ อย่างที่เขียนไปแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ ถ้าสนธิลงเล่นการเมือง แล้วเข้าไปโกงกิน ก็พร้อมจะประณามอย่างเต็มที่ค่ะ อีกครั้ง คุณพิเภกอย่าเหมารวมว่าทุกคนไปประท้วงเพราะ “ตามก้นสนธิ” สิคะ เจ้าของบล็อกนี้ไม่ใช่แน่ๆ ;)

    ตรรกะของคุณพิเภก ประมาณว่า “ถ้าด่าคนนี้ว่าเลว ทำไมไม่ด่าคนโน้นด้วย อย่างนี้ double standard น่ะสิ” ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าคนอื่นมี priority เดียวกันกับคุณ แถมมีเวลามากมายเหลือเฟืออีกต่างหาก และก็ตั้งอยู่บนสมมุติฐานด้วยว่าเว็บผู้จัดการทำความเสียหายให้ประเทศเท่ากับนักการเมืองคอร์รัปชั่นที่อยู่ในอำนาจ อย่าลืมว่าเรามีเวลาวันนึงๆ แค่ 24 ชั่วโมงนะคะ ต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อน ขนาดตำรวจยังไม่ใช้พลังงาน เงิน และเจ้าหน้าที่เท่ากันในการทำคดีทุกคดีพร้อมๆ กันเลย ต้องเลือกว่าจะ prioritize เรื่องไหนก่อน

  55. Tee Says:

    เรื่องที่คนจะไปประท้วงกดดัน ให้คตส.รีบส่งเรื่องขึ้นศาลแบบถูกใจ (อาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกไม่รู้) ไม่สมควรอย่างยิ่งครับ เชียร์(เงียบ ๆ)ได้ครับ ช่วยส่งหลักฐาน แผยแพร่หลักฐาน อย่างที่คุณ fringer ทำอยู่ เป็นเรื่องดีและสมควรครับ มิเช่นนั้นคตส. จะทำงานห่วยกว่าเดิมครับ นั่นคือ นอกจากเอาคนที่ตัดสินเสร็จก่อนสอบสวนมาสอบสวนแล้ว ยังจะถูกกดดันว่าอย่าเปลี่ยนใจนะ(มึง)

  56. Fringer Says:

    คุณ Tee: ไม่ไ้ด้หมายถึงการประท้วงกดดัน คตส. ค่ะ (ถึงแม้จะทำงานเชื่องช้ากว่าความคาดหมายไปเยอะ เพราะหลายๆ เรื่องมีพยานหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้สงสัยว่าลงท้ายจะมีการ “ซูเอี๋ย” กันหรือเปล่า) แต่หมายถึงการประท้วง คมช. ให้รีบจัดการเลือกตั้ง อะไรแบบนั้นมากกว่า

    อ้อ ขอบคุณที่โพสลิ้งก์ไปที่สัมภาษณ์ของ อ. ไชยันต์นะคะ เป็นหนึ่งในขวัญใจเลยค่ะ

  57. ปริเยศ Says:

    คุณ Kratainoi

    1.ผมไม่ได้อคติกับบุคคลที่คุณเหมาอ้างพิเศษ ตอนที่เขียนความเห็นในด้านบนก็ไม่ได้มีหน้าของบุคคลท่านนั้นลอยเด่นมาแต่เพียงลำพัง

    ขณะที่ผมเขียนความเห็นด้านบน ผมนึกถึงใบหน้าของบุคคลจำนวนมาก ที่ใช้ หลักการ “จริยธรรม” “สิทธิเสรีภาพ” ผลประโยชน์ทับซ้อน” และ ฯลฯ ในการโจมตีรัฐบาลชุดที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมไม่เคยพบเห็นหลักการดังกล่าว งอกออกมาจากนักวิชาการกลุ่มนั้น

    บางส่วนของความเห็นผมที่พาดพิงถึงบุคคลท่านนั้นน่าจะเป็น วรรคนี้

    “…ผมจำได้สมัยที่มีวิวาทะในโลกบล็อกเกอร์เรื่องพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกือบ 2ปีที่แล้ว บล็อกเกอร์บางท่าน มีอาการภูมิแพ้กำเริบจะเป็นจะตายกับกฏหมายที่ริดรอน สิทธิเสรีภาพ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ผมยังแซวบล็อกเกอร์ท่านนั้นว่าอาการภูมิแพ้ของท่าน น่าจะเป็นอาการภูมิแพ้ทักษิณ หาใช่ภูมิแพ้กฏหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ ซึ่งวันนี้ ความเข้าใจผมน่าจะถูก เพราะในยุคกฏอัยการศึกมากว่า 3เดือน ในยุคที่ไปใหนมีทหารถืออาวุธเต็มบ้านเต็มเมือง ผมไม่เคยได้ยินว่าบล็อกเกอร์ท่านนั้น มีอาการภูมิแพ้กำเริบเลย จึงน่าจะสรุปได้ว่าปฐมโรคของภูมิแพ้ น่าจะมาจากภูมิแพ้นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม มากกว่าหลักการสูงส่งอะไรที่ยกมาแสดงในวิวาทะครั้งกระโน้น…”

    คุณลองอ่านดูดีๆ ผมยังใช้ข้อความว่า “น่าจะ” ซึ่งมีนัยยะว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นถ้าเป็นในหลักการทางสถิติ อาจจะเป็นความเชื่อมั่นของผมที่อยู่ประมาณ ร้อยละ 90 หรือร้อย95 ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมจะสรุปว่ามันเป็นเช่นนั้น100เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการลงความเห็นของผมจะเป็น 100เปอร์เซ็นต์ คงต้องรอดูว่า ถ้ารัฐธรรมนูญ 2550 มีหลักการที่ส่อไปในทางลดทอนอำนาจประชาชน บุคคลเท่านั้น ที่มีหลักการที่สูงส่งมาตลอดชีวิต โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่ไม่ใช่ “พรรคประชาธิปัตย์” จะแสดงหลักการออกมาเช่นไร และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล บุคคลท่านนั้นยังคงมีหลักการที่เสมอต้นเสมอหรือคงเส้นคงวาหรือไม่ ของอย่างนี้ผมดูยาวๆครับ ไม่ใช่มาด่วนสรุปอย่างที่คุณระบุ

    นอกจากนี้ ผมไม่ได้ระบุชื่อของบุคคลดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะมาโจมตีใครเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพราะสิ่งที่ผมเขียนเป็นการโจมตี “จุดยืน” และ “หลักการ” หรืออันที่จริงคือ “พฤติกรรม” ของนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นผมถึงไม่เขียนชื่อหรือยกนามของนักวิชาการกลุ่มนั้น เพื่อไม่ให้ความเห็นของผมถูกเข้าใจผิดโดย“อคติ”ของคนอ่านว่าผมจ้องจะโจมตีใคร ดังนั้นคุณจะไม่เห็นรายนามของบุคคลใดๆในกลุ่มนักวิชาการดังกล่าวที่ผมตำหนิ โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

    ถึงแม้ว่าผม จะเป็นบล็อกเกอร์ ที่ไม่เคยประกาศ ยกหลักการสูงส่งอะไรมาแสดงตลอดช่วงเวลาที่นาม”ปริเยศ” โผล่ในโลกอินเตอร์เนทเยี่ยงบุคคลท่านนั้น แต่ผมมีหลักการและจุดยืนของผมตลอดเวลาว่า การแสดงความเห็น ผมจะพยายามพูดถึง เขียนถึงผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า จะยก “พระเป็นเจ้า คุณธรรมสูงสุด คนจน มหาบุรุษ” มาแสดงความเห็น เพราะผมทราบดีว่าในนามของการอ้างสิ่งดังกล่าว ล้วนมีผลประโยชน์แอบอยู่เบื้องหลังทั้งนั้นไม่ว่าผู้กล่าวจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม ตั้งแต่นาม “ปริเยศ” โผล่ในเวปพันทิปราชดำเนินเมื่อเกือบ10ปีก่อน ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ซึ่งถ้าเป็นผู้แสดงความเห็นในอินเตอร์เนทรุ่นเก่าๆ อาทิ พี่กล้า หรือที่รู้จักในนามของPlayer หรือ บุญชิต ฟักมี จะทราบถึง บุคลิกของ “ปริเยศ” เป็นอย่างดี

    2.ผมวิจารณ์วางวิชาการเศรษฐศาสตร์มาตลอด ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบุคคลท่านนั้นเลย หรือโดยส่วนตัวผมเองไม่ได้มีอคติกับใครที่เป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ตรงกันข้ามผมมีเพื่อนสนิทผมที่เป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาฯ และผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่จุฬาฯ หลายท่าน แต่นั่นเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว คนละส่วนกับหลักการที่ผมวิจารณ์ การที่ผมวิจารณ์วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ เป็นเพราะผมสำเร็จการศึกษาในสาขานี้และเห็นถึงความอ่อนแอของวงวิชาการนี้ แต่นักวิชาการในสาขาดังกล่าวกลับไม่เคยสนใจอย่างจริงจังต่อปัญหาดังกล่าว

    คุณควรจะเรียนรู้ว่า การวิจารณ์นั้น สามารถกระทำได้แม้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงในการวิจารณ์จะเป็นเพื่อนสนิท มิตรสหายเรา แต่ในเรื่องหลักการ เราต้องวิจารณ์ ไม่ใช่พอเห็นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เพื่อนสนิทมิตรสหาย จะไม่วิจารณ์ ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

    ผมขอปิดท้ายด้วยนิทานของผม เกี่ยวกับวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ จากกระทู้นี้

    http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2006/06/H4479761/H4479761.html

    วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ของประเทศสารขัณฑ์ปราศจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการกว่า 50ปี แต่ไม่มีใครตั้งคำถามถึงประเด็นดังกล่าวต่อวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ประเทศสารขัณฑ์ จริงอยู่แม้เศรษฐศาสตร์มีสมมติฐานมนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ย่อมแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด ดังนั้นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ในประเทศสารขัณฑ์เป็นผู้สอน ผู้เสนอแนะว่าคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ย่อมแสดงตัวเองว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวอย่างของสังคมอย่างดียิ่งได้

    ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ พึงพอใจกับภาวการณ์ปราศจากระบบแรงจูงใจที่ไม่มีการวิจัยเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ไม่เคยเสนอแนะให้มีการปรับปรุง หรือเสนอแนะให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพหรือคุณภาพทางวิชาการใดๆในวงวิชาการตัวเองเลย บทบาทนี้แตกต่างจากบทบาทของอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ต่อโลกนอกวงวิชาการของตนเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์กระตือรือร้นอย่างยิ่งในการเสนอความเห็นเชิงนโยบายหรือความเห็นผ่านสื่อมวลชนเรียกร้องให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ มีประสิทธิภาพในการผลิต

    ในนามของประสิทธิภาพ อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์กลับทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเรียกร้องให้หน่วยเศรษฐกิจและมิใช่เศรษฐกิจต่างเร่งยกระดับประสิทธิภาพของตน บางหน่วยงานต่างถูกแปรรูปออกไปให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินงานแทน เพียงเพราะรูปแบบการผลิตไม่สามารถที่จะแสดงถึงประสิทธิภาพการผลิตตามทัศนะของอาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ได้

    ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ มองว่าการวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นต้นทุน เพราะทราบดีว่าการทำวิจัยมีต้นทุนทั้งต้นทุนทางการเงิน อันได้แก่ค่าจัดส่งผลงานวิจัยของตนไปลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ กับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการรับจ้างวิจัยตามใบสั่งของหน่วยงานต่างๆ ใช่ว่ามีแต่economic hit man ในวงการที่ปรึกษาขององค์กรโลกบาลอย่างธนาคารโลกเท่านั้น วงวิชาการเศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ทำล่วงหน้าในบทบาทนี้กว่า 50ปี และคงจะทำบทบาทนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน

    จริงอยู่วงวิชาการฝรั่ง ถือว่าความก้าวหน้าทางวิชาการแยกไม่ออกกับความก้าวหน้าหรือผลงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่นั่นมันเรื่องของฝรั่งมังค่าไม่ใช่วัฒนธรรมของสารขัณฑ์ และนี่คือประเทศสารขัณฑ์ แม้ว่าวงวิชาการสาขาต่างๆของสารขัณฑ์ตื่นตัวในการทำวิจัย เช่นวงวิชาการวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแต่อาจารย์เศรษฐศาสตร์ สารขัณฑ์กลับมองว่าอาจารย์และนักวิชาการสาขาเหล่านั้นไม่เข้าใจถึงบทบาทของสัตว์เศรษฐกิจและวิธีการที่แสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด แน่ละในเมื่ออาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ร่ำเรียนเรื่องนี้มาโดยตรง การแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด ย่อมทำได้ดีกว่าผู้ที่ร่ำเรียนมาทางศาสตร์สาขาอื่น

    ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์มุ่งหวังให้ภาวะดังกล่าวธำรงอยู่นานเท่านาน อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ สามารถเสนอแนะหน่วยงานอื่นๆนอกวงวิชาการให้มีประสิทธิภาพได้ แต่อย่าหวังเลยว่าข้อเสนอนี้จะถูกเสนอแนะไปที่วงวิชาการเศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ เพราะอาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์กระทำตัวเป็นผู้ที่มีอำนาจผูกขาดระดับหนึ่งในตลาด แม้ว่าจะมีหน่วยงานอื่นๆมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ทำหน้าที่วิจัยตามใบสั่งมาแข่งขัน แต่สถานะความเชื่อมั่นของสังคมนั้น เสียงของอาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์กลับดังที่สุด

    อาจารย์เศรษฐศาสตร์ สารขัณฑ์สามารถเสนอแนะหรือออกแบบระบบต่างของหน่วยงานอื่นและวงวิชาการอื่นๆให้มีประสิทธิภาพได้ แต่ไม่มีการออกแบบให้มีการจูงใจในระบบวิจัยเศรษฐศาสตร์

    จะมีการออกแบบให้มีการจูงใจในการวิจัยในสาขาวิชาการเศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์ได้อย่างไร ในเมื่อผู้ออกแบบเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในผลประโยชน์ จากการมีกติกาหรือไม่มีกติกาในการจูงใจให้มีการวิจัยดังกล่าว ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ อาจารย์เศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์หวังว่าภาวะดังกล่าวจะยืนยงไปอีกนานเท่านานเพื่อผลประโยชน์ของเศรษฐกิจตนเองเพิ่มพูนขึ้นและเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยปราศจากต้นทุน หรือถ้ามีต้นทุนควรจะต้องต่ำที่สุด ในเมื่อการทำวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เป็นต้นทุนที่ทำให้เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาส เพื่อให้ได้อรรถประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด อย่าพึงหวังว่าจะมีข้อเสนอเพื่อ ปฏิรูปให้มีแรงจูงใจในการทำวิจัยจากนักเศรษฐศาสตร์สารขัณฑ์

  58. Memento69 Says:

    ขออนุญาตคนชายขอบ นำข้อความบางตอนไปโพสใน Blog ของผมนะครับ

  59. โทเม Says:

    เอิ๊ก ! อ่านมันอ่านเพลิน อ่านจนตาลาย ขอบคุณทุกคนมากที่ช่วยเขียน =w=

    ส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวเองยังไม่ค่อยฉลาดเรื่องราวๆ นี้เท่าไหร่ จะการเมืองการปกครองอะไร อิฉันหูหนาตาเล่อมาโดยตลอด ด้วยเหตุที่ว่ารู้สึกมันหนักๆ หัวชอบกล ( ช่างเป็นตัวอย่างคนไทยที่แสนไม่ได้เรื่องจริงเชียว )

    ด้วยความที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองเท่าไหร่อย่างอิฉัน ยังรู้สึกว่าอิรัฐบาลที่ได้มาจากการรัฐประหารโดยอาศัยจังหวะคนไทยกว่าค่อนประเทศนั่งตีพุง ดูละครหลังข่าวอยู่เนี่ย ไม่สามารถนำพาให้ชาติเจริญได้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุว่ายังไม่กระดิกตัวทำอะไรเลย เอาแต่อ้าปากงับชาวบ้าน ทั้งยังไม่สร้างสรรค์ขัดขวางทำมาหากิน งดหวยบนดินอีก ขอบอกว่าวัยรุ่นเซ็งมาก ( น่าน ) จะกล่าวหาอย่างอื่นก็ไม่มีหลักฐานให้ประจักษ์ เอาเป็นว่า หากให้นายกรุ่นเก่าแบบนี้ ขอเทิร์น !

    ( ว่าแต่ร้านไหนจะรับว่ะ )

    เซ็งบุ่ย อยากเลือกตั้ง =3=

  60. Rathwjj Says:

    Said that Thais are in-accountable and in-responsible.
    Lately I do no believe, but now I have to agree without doubt.

  61. Rathwjj Says:

    sorry that I used “in-responsible” instead of irresponsible, cause of verse phrase. ^^

  62. No Coup Says:

    Dr. Thaksin Shinawatra, a true promoter of democracy in Asia, has once said to George W. Bush in 2003 that Thailand is not ready for democracy yet. There is “some institution that is preventing true democracy from happening”.

    Likewise, in the same meeting with George W. Bush, Dr. Thaksin vowed to push for changes in major Asian governments - especially China. China, he said, “must end its one-party (communist) rule….it should take up the challenge of becoming a true democratic nation.”

    Ed Rogers, a former White House aide, praised Dr. Thaksin’s recent covert activities in China, especially his strong ties with pro-democracy groups there.

  63. ปป Says:

    นิดนุง เราเข้าใจว่าคงลงบทสัมภาษณ์เต็มๆ ไม่ได้เสียแล้วละตอนนี้
    ด้วยเหตุผลที่คงเป็นที่เข้าใจกัน

    แต่…เอ่อ อยากอ่านแฮะ แหะ แหะ
    พอจะชี้แหล่งให้ไปอ่านได้ไม้อ่า /me เขิน

  64. Hey Says:

    ผมไม่ได้ชื่นชมคุณทักษิณ แต่ผมเป็นพวกรักความยุติธรรมครับ และที่ผ่านมาผมมองเห็นอะไรหลายๆในเมืองไทยที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆและรวดเร็วสลับกัน เพราะประชาชน ทรัพย์สินของรัฐแม้กระทั่งแผ่นดินนั้น เป็นของเราทุกคน แต่เรากำลังล่าหลังจากความเก่า คนเก่า นโบยเก่า อะไรอีกหลายๆที่มีความเก่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คนรุ่นใหม่ก้าวรับอย่างมั่นใจ แต่ติดอยู่ที่คนยุคเก่าที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรใหม่ คนมีความสามารถแต่อายุน้อยกว่ากลับถูกมองข้าม อิทธิพลมืดที่ยังมีการฆ่าฟันกันอย่างสนุกสนาน การปิดเบือนสื่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งสิ้น ผมคิดว่าการที่คุณทักษิณนำสิ่งใหม่เข้ามาในประเทศความก้าวหน้าหรือทุกสิ่งทุกอย่างนั้น กลุ่มคนบ้างคนซึ่งเป็นคนหัวเก่าก้าวตามไม่ทัน เลยรู้สึกไม่ชอบและต่อต้าน เพราะหากคุณทักษิณเป็นนายกต่อไป ผมคิดว่าก้อคงจะเป็นเรื่องยากที่ใครจะมาชิงตำแหน่งของเขา แต่ถ้าหากคุณทักษิณกระทำการทุกสิ่งโดยไม่ชอบ ตามที่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายพันธมิตรกล่าว ทำไมเราทุกคนไม่ไปเลือกฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลซะเอง ยกตัวอย่างเช่น ผมไม่ดื่มเหล้า ต่อให้มีโฆษณาในทีวีมากซะแค่ไหน ผมก็ไม่ไปซื้อเหล้าดื่มแน่ๆ การไปห้ามมิให้โฆษณาเหล้านั้นเป็นสิ่งที่ไร้สาระสิ้นดี เปรียบเสมือนลูกตัวเองซื้อเหล้ามากินแต่ไปด่าร้านขายเหล้าทำไมไม่ด่าลูกตัวเอง (จริงมั้ยครับ) เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก้อตามที่มาจากประชาชนเลือกตั้งนั้นผมจะให้ความเคารพถึงแม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกคุณทักษิณจะหลงผิดที่เลือกคุณทักษิณเป็นนายก แต่ผมก่ออยู่ในส่วนที่เป็นประชาชนส่วนน้อย ผมก็ต้องย่อมรับ เมื่อประชาชนที่เลือกคุณทักษิณรู้สึกว่าคุณทักษิณไม่ใช่อีกต่อไปเมื่อนั้น นายกคนใหม่ที่จะมาแทนคุณทักษิณก่อจะเกิดขึ้นทันที เพราะฉะนั้นการทำรัฐประหาร หรือการประทวง หรือการต่อต้านคุณทักษิณ ผมมองดูว่าเป็นเรื่องไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง แถมยังครอบง่ำจิตใจของประชาชนให้คิดไปในแง่ลบ ไม่ให้ประชาชนได้คิดเอง การห้ามมิให้เสนอข่าวของคุณทักษิณนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการควบคุมสื่อเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนมีสื่อโทรทัศน์ วิทยุเพียงสิ่งเดียวที่จะรับรู้ถึงความเป็นไปในสังคม หากไม่ได้รับข่าวสารที่เป็นความจริงแล้ว จะมีความมั่นคงเอาไว้ทำไม ในเมื่อความจริงนั่นแหละครับคือความมั่นคงของประเทศ เหตุการณ์ในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดในกรุงเทพหรือ เหตุการณ์อดีตที่ผ่านมา เพื่อนของผมในเว็บไซด์พิจราณาให้ดีนะครับ (เพราะโจโฉก็ทำการยึดอำนาจจับฮ่องเต้ ก่อรัฐประหาร และตั้งตนเป็นใหญ่ใช้อำนาจขู่เข็ญ เข้าตียึดเมืองต่างๆ ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจ เล่าปี่ด้วยซ้ำที่เป็นถึงพระเจ้าอา กลับต่อสู้เพื่อชิงตัวฮ่องเต้กลับและนำพาประชาชนสู้ความสงบ) เพราะฉะนั้นนะครับ ความจริงอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นก่อได้
    (บทความนี้ ผม เฮ. ถึงแม้ตัวผมจะไม่ชอบคุณทักษิณ แต่ความยุติธรรม ความเสมอภาค และเสรีภาพอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจ และผมก้อขอบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในปัจจุบัน ผมรู้สึงละอายเป็นอย่างยิ่ง ) เฮคุง

  65. คนโบราณ Says:

    นิสัยคนไทยเป็นเช่นไร ดูได้จากประวัติศาสตร์ สมัยกรุงศรีแตก - กรุงธนบุรี - กรุงรัตนโกสินทร์ ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็ เทา ๆ พอกัน

  66. hoho Says:

    คุณ เฮนี่ไม่ชอบคุณทักษิณ แต่เชียร์จังนะครับ ผมว่าลองอ่านบทความเก่าๆ ในนี้หลาบบทความดูจะพบได้ว่า เหตุผลแห่งการไม่ชอบในตัวคุณทักษิณทั้งหลายแหล่ที่ผู้เขียนได้เคยเขีตนเล่าไว้ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบให้กระจ่างได้เลย

    ส่วนหลายๆ เรื่องที่คุณเขียนผมคงไม่ต้องตอบเพราะในหลายๆ โอกาสผู้เขียนเว็บนี้ได้อรรถาธิบายในเรื่องต่างๆ อย่างยืดยาวมาแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการครอบงำทางความคิดและการบิดเบือนสื่อทั้งโดยรัฐบาลนี้ (รัฐบาลของตุ๊ดแก่กาลี)และของทั้งรัฐบาลชุดที่แล้ว (สวาปามสุดขอบฟ้า)

    อืมแล้วก็อย่าเหมารวมพวกต่อต้านคุณทักษิณว่าเป็นพวกสนับสนุนการรัฐประหารเลยครับ โลกเรามันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ คนที่อ่านเว็บนี้หลายๆ คนไม่ชอบคุณทักษิณ และไม่ชอบการรัฐประหารทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน

    แต่ผมสงสัยอย่างนะ พวกชอบคุณทักษิณมักจะต้องพยายามขึ้นหัวข้อการเขียนเสมอว่า ไม่ได้ชอบทักษิณ หรือมีความเป็นกลาง หรือ ไม่ได้สนใจการเมือง แล้วก็จะมี “แต่” ตามด้วยคำสรรเสริญเยินยอไม่รู้จบ งงครับ

    ส่วนผมไม่ชอบทั้ง 2 ฝ่ายครับและเหตุผลนั้นมากมายไม่รู้จบ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือรัฐบาลเผด็จการก็ใกล้ ความเป็นทักษิณ และในบางกรณีก็ความสามารถเลยรัฐบาลทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว (เช่นเรื่องการแทรกแซงสื่อ)

    ท้ายที่สุดเราดูช้างมันทะเลาะกัน หญ้าข้างใต้ก็ตายกันหมด

  67. Fringer Says:

    ปป: ไม่เป็นไร ไม่คิดว่ารัฐบาลนี้จะบล็อกอินเทอร์เน็ตสำเร็จ หึๆ ตอนนี้ลองไปดูและอ่านสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ CNN จากที่นี่นะ: http://edition.cnn.com/2007/WORLD/asiapcf/01/22/talkasia.thaksin.script/index.html เิพิ่งเห็น CNN โพสเมื่อวันก่อนนี้เอง งานเราก็ยุ่งเหมือนกัน แต่เซฟสัมภาษณ์เต็มเก็บไว้แล้ว ไว้จะแปลและคอมเม้นท์ขึ้นบล็อกในเร็วๆ นี้ (มีหลายจุดอยากคอมเม้นท์ เพราะพี่แกลื่นไหลได้แหวะมากๆ)

  68. ปริเยศ Says:

    คุณ hoho

    ผ่านมากว่า 4เดือน เฉพาะบล็อกเกอร์ที่วิจารณ์ทักษิณและพรรคไทยรักไทย และประกาศจุดยืนการต่อต้านรัฐประหารพร้อมกันด้วย เช่น คุณ Pinkerton ,คุณ Etat de droit และคุณ David Ginola’s Journal บุคคลเหล่านี้ ผมขอประกาศนามด้วยความนับถือ ณ ที่นี้

    ผมเผ้ารอดูกว่า 4เดือนดูว่าเหล่าบล็อกเกอร์ที่แสดงหลักการสูงส่งโจมตีรัฐบาลชุดที่แล้ว จะมีปฏิกริยาต่อรัฐบาลที่แล้วในหลักการ “สิทธิเสรีภาพ” “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และ ฯลฯ จะมีปฏิกริยาต่อรัฐบาลชุดนี้ด้วยพฤติกรรมทำนองเดียวกันกับรัฐบาลชุดที่แล้วอย่างไร

    คำตอบคือ “ผมไม่เห็นหลักการสูงส่งดังกล่าว งอกออกมาจากปากนักวิชาการรู้ทันเหล่านี้เลย”

    เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดที่แล้ว บล็อกเกอร์ผู้ประกาศหลักการสูงส่งทั้งหลาย จะเป็นจะตายให้ได้กับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และหมั่นประกาศหลักการสูงส่งออกมาในอัตราถี่เหลือเกิน

    วันนี้ ไม่มีแล้วรัฐบาลไทยรักไทย ไม่มีแล้วรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ไม่มีแล้วหลักการเคารพอธิปไตยประชาชน รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

    ผมยังไม่เห็น บล็อกเกอร์ที่เคยโจมตีรัฐบาลชุดที่แล้วด้วยหลักการสูงส่ง ออกมาโจมตีรัฐบาลชุดนี้ด้วยด้วยหลักการเดียวกัน

    ดังนั้นผมถึงไม่เชื่อในประโยคนี้ “…อย่าเหมารวมพวกต่อต้านคุณทักษิณว่าเป็นพวกสนับสนุนการรัฐประหารเลยครับ โลกเรามันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ คนที่อ่านเว็บนี้หลายๆ คนไม่ชอบคุณทักษิณ และไม่ชอบการรัฐประหารทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน…” ว่าจะเป็นจริงกับบล็อกเกอร์ผู้ประกาศหลักการสูงส่งและนักวิชาการรู้ทันทั้งหลาย

    ถ้าไม่ชอบรัฐประหาร แล้ว ท่าที่ “กร่างเหลือเกิน” ในรัฐบาลชุดที่แล้ว หายไปไหน และไม่ใช่เพราะโลกที่ซับซ้อนอย่างที่คุณบอกหรอกหรือ เพราะบล็อกเกอร์และนักวิชาการรู้ทันหลายคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับพรรคการเมืองตรงข้ามพรรคไทยรักไทย คุณลองไปดูประวัติของพวกนักวิชาการรู้ทันและบล็อกเกอร์ จะเห็นการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองพรรคตรงข้ามพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน หลายท่านเป็นที่ปรึกษา บางคนทำงานทางการเมืองให้พรรคนั้น หรือแม้แต่บางท่าน ไปเป็นทีมงานทางการเมืองในสำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งพรรคการเมืองพรรคตรงข้ามพรรคไทยรักไทย พรรคนั้นเป็นรัฐบาล

    พอสู้พรรคไทยรักไทยตามกติกาในระบอบประชาธิปไตย ก็มาลอบทำลาย โจมตี ใส่ร้ายป้ายสีพรรคไทยรักไทยและ ทักษิณ เหมือนที่พรรคการเมืองพรรคนี้กระทำกับ “ปรีดี พนมยงค์” มาแล้ว โลกซับซ้อน ต้องระวังให้มาก

  69. ปริเยศ Says:

    คุณ Fringer

    ผมเป็นแฟนคลับของคุณคนหนึ่ง และชื่นชมคุณเสมอมา ขออนุญาตแนะนำคุณ Fringerดังนี้

    บล็อกเกอร์และนักวิชาการรู้ทันบางท่าน มีประวัติทำงานให้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคไทยรักไทย

    พรรคการเมืองดังกล่าวมีประวัติการทำลาย “ปรีดี พนมยงค์” ด้วยเล่ห์เพทุบายทางการเมือง

    คราวพฤษภาทมิฬ พรรคการเมืองนี้กลับบังอาจใช้ “ปรีดี พนมยงค์” และ “ป๋วย อึ้งภากรณ์” เป็นเครื่องมือในการโจมตีพรรคพลังธรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ที่น่าทุเรศ(ต้องใช้คำนี้จริงๆคือการต่อสู้กับ คณะ รสช. พรรคการเมืองดังกล่าวไม่ได้ร่วมสู้อะไรเลยแม้แต่น้อย ) พอฝ่ายพลังธรรมชนะ รีบชุบมือเปิป ใช้ Campaign ทางการเมือง ทำลายพรรคพลังธรรม บังอาจแม้กระทั่งนำบุคคลที่พรรคตัวเองเคยทำลาย อย่าง”ปรีดี” มาเป็นเครื่องมือ

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อพรรคการเมืองพรรคนี้ ไม่สามารถเอาชนะพรรคไทยรักไทยทางการเลือกตั้งได้ หันมาใช้วิธีอื่นในการทำลาย และด้วยสันดานเดิม พรรคการเมืองพรรคนี้จะไม่ออกหน้าหรือลงทุนลงแรงร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตรฯ แต่จะรอชุบมือเปิป เมื่อฝ่ายพันธมิตรฯกระทำการสำเร็จ เหมือนเมื่อครั้งก่อนๆที่ทำมา

    ซึ่งคุณก็เห็น ดังกรณีการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง จนนำไปสู่วิกฤติทางการเมือง แน่นอนพรรคไทยรักไทยเองมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่วิกฤติทางการเมือง แต่ประเด็นที่ผมชี้ให้คุณเห็นคือพรรคการเมืองพรรคนี้มีสันดานเป็นเช่นไร เพราะไม่เคยประกาศร่วมสู้กับฝ่ายพันธมิตรฯ แต่กลับฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ ดังกล่าวอย่างดีเยี่ยม

    ถ้าคุณยังยืนยัน อุดมการณ์ “คนชายขอบ” คุณควรจะระวัง บล็อกเกอร์หรือนักวิชาการรู้ทัน บางส่วนให้มาก โดยเฉพาะพวกที่โยงใยกับพรรคการเมืองดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นคุณเองไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือวิเศษของคนกลุ่มนั้น

    ถ้าคุณจำได้ ในสมัย2540 เป็นต้นมา ช่วงที่พรรคการเมืองดังกล่าวเป็นรัฐบาล ได้กระทำการทุบตีชาวนาจนตาย 1คน ปล่อยสุนัขไล่กับสมัชชาคนจน และรุมทำร้ายคนจนหลายต่อหลายครั้ง ถ้าคุณย้อนกลับไปดูหลักฐานในอดีต คุณจะไม่เห็นหลักการสูงส่ง งอกออกมาจากปาก บล็อกเกอร์ และนักวิชาการรู้ทันบางส่วนในการโจมตีพรรคการเมืองพรรคนั้นช่วงที่เป็นรัฐบาล

    ผมอยากให้ คุณระวังการเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองพรรคนั้นผ่านAgentของพรรคนั้น

    พรรคการเมืองพรรคนั้น ขึ้นชื่อเรื่องเล่ห์เหลี่ยม เพทุบายสกปรก ดังกรณีของ “การทำลายปรีดี” และ “การทำลายพรรคพลังธรรม” ที่ผมให้ยกเป็นตัวอย่าง และจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ผู้ที่เคยทำงานให้กับพรรคการเมืองพรรคนั้น ล้วนมีอุปนิสัยและคาแรกเตอร์ดุจดังพรรคการเมืองพรรคนั้นทุกประการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือสันดานเหมือนกัน จึงส้องเสพกันได้ กล่าวคือ “ช่างสำบัดสวนโวหาร “เก่งแต่ตีฝีปาก แน่เสมอที่จะวิจารณ์ ผลงานรูปธรรมไม่มี”

    เป็นเช่นนี้จริงๆ ไม่ว่าคนพรรคนี้ จะอยู่ในรูปของนักการเมือง หรือนักวิชาการ

    ด้วยความปรารถนาดี

  70. ajintai Says:

    ผมมองว่าเรากำลังกลัวทักษิณกันเกินเหตุหรือไม่ ทั้งที่ระบบทักษิณส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างสังคมไทยที่ต้องการภาพวีรบุรุษตลอดเวลา และภาพความทรยศเลวร้ายอย่างสุดขั้วตลอดเวลาเพื่อนำมาคานซึ่งกันและกัน

    แม้ว่าทักษิณจะถูกสร้างภาพให้เลวทรามอย่างไรก็ตาม คอรัปชั่นทุกรูปแบบก็ตาม แม้ว่าเป้นเรื่องจริงก็ตามแต่ทว่าเรากำลังสร้างภาพทักษิณน่ากลัวเกินไปหรือเปล่า จนมุ่งหน้าทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากนโยบายในรัฐบาลทักษิณเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่บางนโยบายบางอย่างคอนเซปต์ดี แต่ปฏิบัติไม่ดีเท่าไหร่ ก็น่าจะปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ตอนนี้ผมว่าควรมองว่าอะไรดีของนโยบายในรัฐบาลที่แล้วดีบ้างและปรับปรุงให้ดีมากขึ้นดีกว่าดีแต่จะล้มเพียงด้านเดียว

    การทีทักษิณต้องออกสื่อต่างประเทศเราเต้นตามเกมส์เขาหรือเปล่า จริงแล้วเมื่อทักษิณกำหนดเกมส์นี้ขึ้นมาและเราหลงไปตามเกมส์นี้ย่อมเข้าทางเขาพอดี รัฐบาลกำลังหลวงเข้าไปในเกมส์ทักษิณอย่างเต็มเปา

    ประเทศนี้กำลังถูกพัฒนาโดยพวกพูดมากเกินไปหรือเปล่า หรือพวกที่ชอบด่าคนโน้นทีด่าคนนี้ที ขณะที่รอบบ้านเรากำลังพัฒนาด้วยการลงมือทำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนที่ขึ้นมาถ้ามุ่งมั่นพัฒนาประเทศดด้วยการทำด้วยการพูดมากกว่าใช้มือ หรือพรรคที่ขึ้นมาเพื่อสูบทุกอย่าง ประเทศคงล้าหลังเวียดนามภายใน10-20 ปีนี้แหละ ประเทศไทยกำลังถอยหลังลงคลองจริงๆ ผมย้ำมาตลอดว่า เราควรตั้งคำถามว่าเราจะพัฒนาประเทศไปทางไหน เรามุ่งเป้าไปที่ไหน เน้นประสิทธิภาพของคนไทยในระดับที่โลกยอมรับเสียที ไม่ใช่ทุกวันตื่นเช้าขึ้นมาจะดูใครทะเลาะกัน ดูว่าใครพูดอะไรแล้วก็นินทาเขา พวกเรื่องgossipทั้งหลายขายดีจริงๆ แต่เรื่องเป้นประโยชน์ขายไม่ได้

    อนาคตประเทศนี้กำลังมืดมิดหรือปล่าครับ ผมขออย่างนะครับว่าอย่าไปพึ่งใครเลยไม่มีใครช่วยเราได้หรอกครับนอกจากเราเอง แม้แต่…ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ทุกคนอย่าไปคิดว่าจะมีอัศวินม้าขาวมาช่วยตลอดเวลา อย่าคิดว่าเอ้ยโยนให้คนโน้นคนนี้ซิเขาช่วยได้ อย่าคิดว่าอีก 10 ปี ประเทศรอบบ้านไม่มีทางไล่ทันหรอก ถ้าเราอยู่นิ่งๆ แต่คนอื่นพัฒนา นั่นก็ถือว่าเราด้อยพัฒนาแล้วนะครับ

  71. Fringer Says:

    คุณปริเยศ: ขอบคุณสำหรับคำเตือนและคำปรารถนาดีนะคะ เรื่องพรรคการเมืองนั้นคงเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล คิดว่าคนทุกคนควรตัดสินใจว่าชอบใครไม่ชอบใครที่การกระทำและคำพูดของเขา ไม่ใช่ที่ข้อเท็จจริงว่าเขาเคยทำงานให้กับพรรคการเมืองที่เรา “เกลียด” หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรืออาชีพอื่นๆ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าเราตัดสินคนด้วยอคติ ไม่ต่างจากเรื่องเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฯลฯ บางครั้ง ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ทางเลือกก็มีเพียง “เลวน้อย” กับ “เลวมาก” เท่านั้น อยู่ที่ว่าพรรคไหนมีนักการเมืองเลวๆ มากน้อยกว่ากันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แม้ว่าความเลวร้ายในอดีตอาจไม่มีวันลบเลือนไปได้ (เพราะได้ทำลงไปแล้ว) ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคการเมืองจะทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีกว่าเดิมไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับคนในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคก่อนๆ นี่พูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เคยลงคะแนนเสียง แคมเปญหาเสียง และทำงานให้กับนักการเมืองบางคนของพรรคที่คุณปริเยศพูดถึงนะ (แต่ไม่ต้องห่วง ชาตินี้ไม่เคยคิดจะเล่นการเมืองเลยค่ะ)

    คุณ ajintai: จริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ไม่ได้ล้มเลิกนโยบายที่ “คอนเซ็ปต์ดี” ส่วนใหญ่ของไทยรักไทยนะคะ เพราะคิดว่าถ้าล้มเลิกไปเลยก็คง “มีเรื่อง” กับชาวบ้านแน่ๆ อย่าง 30 บาทตอนนี้ก็กลายเป็นรักษาฟรีแล้ว กองทุนเพื่อการศึกษาก็ยังอยู่ เพียงแต่ด้วยเหตุผลทาง PR รัฐบาลก็จะไปเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ เช่น เป็นอะไรที่มักมีคำว่า “พอเพียง” อยู่ในนั้นถ้าทำได้ (ฮา)

    ตอนนี้เท่าที่ทราบ (แต่โชคร้ายที่ไม่ค่อยเป็นข่าว) รัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็กำลังพยายามทำอย่างที่คุณคิดว่าน่าจะทำ คือปรับปรุงประสิทธิภาพของนโยบายให้ดีขึ้น ให้มี leakage น้อยลง ฯลฯ

    เห็นด้วยกับคุณที่ว่ารัฐบาลนี้ “เล่นเกมการเมือง” ไม่เป็น และเห็นด้วยว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าการพัฒนาที่เน้นประสิทธิภาพได้แล้วค่ะ แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าเป้านี้จะมีประโยชน์อันใด หากโครงสร้างของเรายัง “กลวง” ถึงขนาดทำให้ทุนการเมืองสามารถผูกขาดแบบหน้าด้านๆ และถูกกฎหมาย ฉกฉวยประโยชน์มหาศาลไปได้เรื่อยๆ

  72. ปริเยศ Says:

    คุณ Fringer

    ผมตัดสินคนและพรรคการเมืองบนพื้นฐานที่คุณยกมานี่แหละ “…คิดว่าคนทุกคนควรตัดสินใจว่าชอบใครไม่ชอบใครที่การกระทำและคำพูดของเขา …”

    เพราะ “อคติ” อาจจะปนด้วยอารมณ์และความชิงชังมากกว่า “เหตุผลและหลักการ” จนกระทั่งการตัดสินใจปราศจาก “หลักการและหตุผล” ทำตามด้วยความแรงแค้นและความชิงชังส่วนบุคคล

    และที่แน่ๆ ผมมีหลักการของผมอยู่แน่นอน แม้ว่าจะไม่เคยประกาศหลักการสูงส่งเยี่ยงบล็อกเกอร์ท่านอื่นๆ ที่หมั่นประกาศตนต่อสาธารณะชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าตนเป็นผู้มีจิตใจสาธารณะ ซึ่งตามความเข้าใจผม จิตใจสาธารณะที่ว่าไม่ใช่สินค้าสาธารณะ(Public Goods)ในทางเศรษฐศาสตร์แน่นอน เพราะไม่มีที่ไหนในโลก ที่การมีจิตใจสาธารณะคือทำลายผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ อาทิเช่นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สนับสนุนการละเมิดสิทธิเสรีภาพและลดทอนอำนาจอธิปไตยของประชาชน

    นอกจากนี้ ผมไม่เคยใช้ “อคติ” จนเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนการฉีกรัฐธรรมนูญ และการปกครองภายใต้ระบอบทหาร

    คุณคงไม่ทราบ ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ชอบ ตัว “ทักษิณ ชินวัตร” อย่างมาก แต่ผมมีหลักการของผมที่จะไม่เล่นนอกกติกา ชนิดที่ว่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก เพื่อตอบสนองต่อแรงชิงชังส่วนบุคคล ต้องทำลายบุคคลนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันเป็นกติกาที่บุคคลที่ตนชิงชังมีความได้เปรียบ เพื่อให้ได้สำเร็จตามจุดมุ่งหวัง

    ถ้าคุณสังเกต ในช่วงสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ผมไม่เคยออกมาสนับสนุนนโยบายพรรคไทยรักไทย ตรงกันข้าม ผมเป็นส่วนหนึ่งในการวิจารณ์นโยบายพรรคไทยรักไทยในคอลัมน์ของเซี่ยงเส้าหลง และคอลัมน์ของเพื่อนสนิท “วริษฐ์ ลิ้มทองกุล” ในผู้จัดการออนไลน์มาโดยตลอด ผู้ที่อ่านผู้จัดการออนไลน์ในยุคล้วนทราบดี โดยเฉพาะวิวาทะของผมที่ปะทะกับผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยคนสำคัญ คือผู้ที่ใช้นามว่า “ประชาชน” ซึ่งเป็นปัญญาชนนักเรียนทุนรัฐบาลในต่างประเทศที่มีความปราดเปรื่องและเต็มประสบการณ์การทำงานจริง

    ยกเว้นนโยบายเรื่อง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมแสดงความไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายบล็อกเกอร์ผู้สูงส่งที่เสนอให้ถอนกำลังทหารทั้งหมด ปลดอาวุธเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และให้ชาวไทยพุทธ เผชิญชะตากรรมอยู่ตามลำพังเท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นการเสนอทางออกที่สิ้นคิดต่อการแก้ปัญหาส่วนรวมในพื้นที่ เพราะมุ่งแต่สนองภาพลักษณ์ส่วนตัวให้สาธารณชนทราบว่าตนเป็นผู้ที่ปราศจากความรุนแรง แต่มาตรการสิ้นคิดแบบนั้นจะแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมจริงๆหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น

    ผมไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุการสร้างภาพลักษณ์อันสูงส่งหรือไม่ เราถึงมีทางอออกที่สิ้นคิดมากมาย อาทิ ทางออกที่เสนอโดยหมอประเวศ วะสี ดูเป็นตัวอย่างของทางออกที่สิ้นคิดที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้สังคมไทยถอยหลังเป็นสังคมไทยแบบพุทธเกษตรกรรมไม่ใช่เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิต แต่แน่นอน คุณูปการของหมอประเวศในการผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในยุคนั้น เป็นคุณูปการของท่านต่อสังคมไทยเช่นกัน

    แต่มันคนละประเด็นกัน ถ้าเราจะวิจารณ์ความคิดของท่านที่มีต่อทางออกของสังคมไทย เพราะว่า คำว่า “สิ้นคิด” หรือ “ไม่สิ้นคิด” มันเป็นแค่การตัดสินโดยความคิดและความรู้สึกส่วนตัวของผมเท่านั้น ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่ประเทศไทยหรือแม้แต่สังคมวิชาการไทย ยังขาดสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมในการวิจารณ์” เรามีสิ่งที่สูงส่ง บุคคลที่สูงส่ง ศาสดาที่สูงส่ง ปรัชญาทางศาสนาที่สูงส่ง และสารพัดสิ่งสูงส่ง จนไม่อาจจะวิจารณ์ได้ ผู้ที่วิจารณ์ต้องถูกสังคมประชาทัณฑ์ และแย่ไปกว่านั้นอาจจะถูกทำร้าย และยิ่งปัจจุบัน เลวร้ายที่สุดคือ เราไม่สิทธิ เสรีภาพในการวิจารณ์ ไม่มีสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ปราศจากสิทธิ เสรีภาพเหล่านี้ ป่วยการเปล่าที่จะเขียนถึง “วัฒนธรรมการวิจารณ์”

    ที่ผ่านมาตลอดเกือบ 10ปี ผมพยายามทำตามอุดมคติของผมส่วนหนึ่ง ในการทำหน้าที่สร้างสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการวิจารณ์ขึ้นมา” แม้ว่าวัฒนธรรมการวิจารณ์จะเป็นสิ่งที่ผิดธรรมเนียมมารยาทในสังคมไทย แต่ผมเชื่อว่า สังคมไทยจะไปได้ดีกว่านี้ ถ้าเราตรวจสอบและวิพากษ์สิ่งสูงสุดทั้งหลายบ้าง ไม่ว่าจะเป็น “พระเป็นเจ้า คุณธรรมสูงสุด อุดมการณ์เคียงข้างผู้ยากไร้” ผมทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าทำไม ผมถึงต้องทำ แม้ว่าทราบดีว่ามันจะสร้างความขัดแย้งให้กับผู้คนจำนวนมาก และขัดกับบุคลิกส่วนตัวของผมที่เป็นคนมากมิตรสหาย มากเยื่อใยต่อคนรอบข้างและคนอื่นๆ

    ไม่มีใครชอบการวิจารณ์ รวมทั้งผมด้วย แต่การไม่มีการวิจารณ์จะทำให้แย่กว่า ผมทำโดยไม่ประกาศต่อสาธารณะชนว่า ทำไม นาม “ปริเยศ” จึงต้องออกมาวิจารณ์ความคิด วิจารณ์บทบาทของนักวิชาการ ตั้งคำถามถึง”ความเป็นมืออาชีพ” ทั้งที่เพื่อนสนิทผมมากมาย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่มีบุญคุณเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ผมวิจารณ์โดยไม่เคยใส่ชื่อเสียงเรียงนามของใคร ยกเว้นในกรณีที่เป็นการวิจารณ์นักการเมืองและพรคการเมือง ซึ่งถือเป็นบุคคลสาธารณะ

    ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง ผมวิจารณ์โดยไม่ระบุชื่อเสียงเรียงนามใคร เพราะผมไม่มีอคติกับใครเป็นการส่วนตัว ดังตัวอย่างเช่นวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ผมวิจารณ์มาตลอด แต่กลับถูกเข้าใจอย่างผิดๆ ว่าผมมีอคติกับใครหรือไม่(ดูความเห็นของกระต่ายน้อย) แทนที่จะเตรียมอรรถาธิบายว่าแล้วที่ผมวิจารณ์วงการเศรษฐศาสตร์มันเป็นจริงอย่างที่ผมระบุหรือไม่ ผมวิจารณ์วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ อันเป็นสาขาที่ผมจบมา เพื่อนสนิทผมเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ รุ่นพี่ที่เคารพของผมเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ บุคคลที่ผมเคารพนับถือ เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ การวิจารณ์ของผมต่อวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ แม้ไม่ระบุชื่อแต่กระทบต่อพวกท่านเหล่านี้ ซึ่งแม้รู้ ผมจำเป็นต้องทำ เพราะต้องการสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ขึ้นมาให้มากๆ โดยเริ่มจากวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ก่อน แต่ผลลัพธ์คือผมได้รับความเกลียดชังจากนักวิชาการเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ๆมากมาย หลายท่านเป็นบุคคลที่คุณFringer รู้จักเป็นการส่วนตัวดี ซึ่งผมหวังว่า วันหนึ่งจะบอกเล่าอุดมคติและเจตนาของผมให้พวกท่านเหล่านั้นรับทราบว่าทำไม ผมต้องถึงต้องคำถามต่อความเป็นมืออาชีพของนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ทำไมผมต้องตั้งคำถามถึงเรื่องการตีพิมพ์งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ในวารสารวิชาการที่มีชื่อ และอื่นๆอีกมากมาย

    แต่หลังรัฐประหาร 19กันยาบน และท่าทีของบล็อกเกอร์ผู้สูงส่งทั้งหลาย ที่ไม่ยี่หระต่อการสูญ เสียสิทธิ เสรีภาพ ทำให้เสียความรู้สึก ผมอดทนรอถึง 4เดือน เพื่อดูว่าหลักการสูงส่งที่ใช้โค่นทำลายพรรคไทยรักไทย จะนำมาใช้ในการต่อสู้กับการถูกริดรอนสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนการละเมิดหลักอธิปไตยหรือไม่ ซึ่งวันนี้ผ่านมา 4เดือนผมได้รับคำตอบแล้ว โดยคำคอบนั้นถูกอธิบายว่า บล็อกเกอร์บางท่านเกลียดชังและมีอคติต่อตัวนายกรัฐมนตรีคนก่อนอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น บางท่านทำงานการเมืองให้กับพรรคการเมืองคู่แข่งพรรคไทยรักไทยและ คำอธิบายของ ศ.ดร. ธงชัย ว่าบล็อกเกอร์และปัญญาชนสาธารณะบางท่านเป็นพวกสัมฤทธิผลนิยม ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็นพวกสัมฤทธิผลนิยม เพราะคนทำมาหากินไม่มีเวลามายกหลักการโวหารมาก แม้ผมจะเป็นสัมฤทธินิยม แต่ไม่เคยใช้ทุกวิถีทาง โดยไม่มีหลักการในการโค่นทำลายนักการเมืองที่เกลียดชัง ขนิดไม่เลือกวิธี

    ผมประกาศปิดบล็อกไปเมื่อ 2ปีก่อน เพราะหดหู่กับการไม่มีวัฒนธรรมในการวิจารณ์แม้กระทั่งจากในวงวิชาการด้วยกันเอง มิตรสหายท่านหนึ่งบอกผมหลังจากที่เขาไปสนทนากับบล็อกเกอร์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งถึงความเกลียดชังของบล็อกเกอร์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งมีต่อตัวผม ในฐานะที่คนความรู้น้อยอย่างผมบังอาจไปวิจารณ์วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ และบังอาจไปวิจารณ์เขา แต่ผมไม่มีอคติกับบุคคลท่านนั้น แม้กระทั่งในปัจจุบัน ถือว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องเกี่ยว ไม่วิสาสะกัน

    แล้วปริเยศกลับมาทำไม ผมกลับมาเพราะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมเห็นและเชื่อว่าต่อไปสังคมไทยจะมีปัญหาแน่นอน เพราะเริ่มแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเล่นนอกกติกาและปัญญาชนสาธารณะแทนที่จะเป็นหลักท้วงติง เป็น”สติ” แก่สังคม กลับสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการทำลายกติกา และสนับสนุนการมองข้ามความต้องการของประชาชนไทยส่วนใหญ่ในนามของการลงคะแนนเลือกตั้ง

    ผมเป็นคนจน ซึ่งผมไม่เคยใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์อะไรในโลกเสมือนจริงว่าผมเท่านั้นที่น่าจะเคียงข้างคนจนได้ดีกว่าคนอื่นๆ ชีวิตผมทำงานมาตลอด เป็นคนจนจะให้ทำอย่างไร ไม่ได้เรียนหนังสือสูงส่งอะไรมาก วันนั้น ถ้าไม่นึกอยากเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยกับเขา ผมคงทำงาน และคงไม่ไปสอบเทียบ และตามมาด้วยการสอบเอนทรานซ์ครั้งเดียว ติดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะพื้นความรู้ผมไม่มีเลย เพราะไม่ได้เรียนมัธยมปลายอย่างสมบูรณ์เยี่ยงคนอื่นเขา หากแต่มาอ่านหนังสือเอง 7-8เดือนในการสอบเทียบและการสอบเอนทรานซ์เท่าน้น
    จากวันนั้น จนถึงเมื่อ 3ปีก่อน ที่ผมติดตามผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือไป เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชวังไกลกังวล ซึ่งเป็นการเข้าเฝ้าฯครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ พบเห็น พระเจ้าอยู่หัวด้วยตาเนื้อของผม รวมทั้งรับฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพระบัณฑิตจุฬาฯ รุ่นผม พระองค์ไม่มาพระราชทานปริญญาแล้ว

    จากวันนั้น ผมเข้าใจโครงสร้างของสังคมไทยอย่างชัดเจน ผมเห็นในสิ่งที่เรียกว่า “เครือข่ายพระราชา” หรือ “Network Monarchy” ด้วยตาของตนเอง หลังจากนั้นด้วยความคิดส่วนตัวและความเชื่อส่วนตัว ผมมองเห็นแนวโน้มของสังคมไทยแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่ง ณ วันนี้ จากความคิดส่วนตัวของผม ก็เป็นไปเช่นนั้นจริงๆ

    นาม “ปริเยศ” มีมาครบ 10ปีแล้ว ผมคิดว่าพอแล้วกับการวิจารณ์ แล้วต่อไป ผมหวังว่าคงจะมีคนอื่น มาต่อสานต่อการสร้างวัฒนธรรมในการวิจารณ์ เพื่อให้สังคมไทยมีสติให้มากกว่านี้ มีวุฒิภาวะกันให้มากกว่านี้ และรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันให้มากกว่านี้ โดยไม่ทำลายกติกา ทำลายสิทธิเสรีภาพ และละเมิดอำนาจอธิปไตยของประชาชน

    ด้วยความปรารถนาดี

  73. Fringer Says:

    คุณปริเยศ: อืม คิดว่าคงถึงจุดที่ไม่สามารถเขียนตอบคุณปริเยศได้แล้ว โดยไม่สุ่มเสี่ยงต่อตัวเองและสถานภาพของบล็อกนี้ เรื่องแบบนี้น่าจะมานั่งคุยกันมากกว่า ;)

    เอาเป็นว่า เห็นด้วยทั้งหมดที่คุณพูดมาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการวิจารณ์ สภาพอันน่าหดหู่ของวงวิชาการไทย และความน่าเศร้าของนักสัมฤทธิผลนิยมที่ทิ้งหลักการ แต่ก็ยังคิดว่าคุณปริเยศให้ “น้ำหนัก” กับพลังของ Network Monarchy สูงเกินไป (เพราะสมัยนี้คิดว่าเป็นเรื่องของบุคคลแล้วค่ะ ไม่ใช่สถาบัน) และประเมินความเลวร้ายของคอร์รัปชั่นต่ำเกินไป แต่อันนี้มองจากความเห็นส่วนตัวกับน้ำหนักที่ตัวเองให้กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ ต้องดูกันต่อไป ส่วนตัวคงรออีก 5-6 เดือน ให้เห็นว่าการทำงานของ คตส. และ ปปช. ทำอะไรได้ไม่ได้เท่าไหร่ รัฐธรรมนูญใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร ค่อยมาเขียนเรื่อง “น้ำหนัก” ต่างๆ ใหม่

    อย่างน้อยตอนนี้ ระดับน้ำหนักในสายตาตัวเองก็ทำให้มองอนาคตของสังคมไทยในทางที่ไม่หดหู่เท่ากับคุณปริเยศ เพราะแม้คิดว่าจะเกิดวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงในอนาคต ก็เชื่อว่าความรุนแรงนั้นจะบีบบังคับทำให้สังคมไทย “โตขึ้น” และสลัดตัวเองออกจากโมหาคติและภาวะโหยหา “อัศวินม้าขาว” ได้อย่างถาวร

    ในแง่วงวิชาการ ยังคิดว่าคุณปริเยศตั้งความคาดหวังกับนักวิชาการไทยสูงเกินไปอยู่ดี เพราะการที่นักวิชาการหลายคนมุ่งแสดงความเห็นในสาธารณะแทนที่จะผลิตงานวิจัยนั้น ไม่ใ่ช่เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะต้องแบกรับภาระความคาดหวังของสังคมไทย ที่มองว่าพวกเขาต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคม เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหาร และอื่นๆ อีกมากมาย โดยให้เงินเดือนน้อยกว่าเลขานุการบางบริษัทเสียอีก นอกจากนั้น ไม่คิดว่างานวิจัยในเมืองไทยมีประโยชน์มากมายอะไรนะคะ เพราะยังไม่มีระบบ peer review ที่เข้มแข็ง และรัฐบาลก็ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร

    พอจะรู้ค่ะว่าคุณปริเยศชอบไม่ชอบพรรคไทยรักไทยตรงไหน เป็นแฟนพันธุ์แท้บล็อกของคุณคนหนึ่งเหมือนกัน :)

  74. Rathwjj Says:

    ปัญหามันกลับมาอยู่ที่ตอนนี้ กำลังนับถอยหลังไปสู่ความวุ่นวายครับ ลองอ่านที่คนภายนอกเขามองเราดูก็ได้

    http://www.asiasentinel.com/index.php?option=com_content&task=view&id=353&Itemid=31

    Destruction is coming nearer than soon

    Even passed experiences can guarantee nothing,. but they can prove what one think about others.

  75. Fringer Says:

    อาจไม่ใช่ “ปัญหา” นะคะ ถ้าความวุ่นวายนั้นหลีิกเลี่ยงไม่ได้ และช่วยส่งผลทำให้ประเทศดีึขึ้นในระยะยาว.

  76. s... Says:

    คุณทำให้ประเทศชาติเสียหายมากเลย คุณไม่รู้ตัวเรอ

  77. s... Says:

    คุณทักษิณ ประเทศไทยไม่มีคุณเขาก็อยู่กันได้มีความสุข ความสุขที่คุณหลอกลวงคนไทยมันเป็นความสุขจอมปลอม