Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง

แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ชอบรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ มากกว่ารัฐบาลปัจจุบันหลายเท่า (และกำลังเอาใจช่วยให้ คตส. จัดการกับมหกรรมการโกงของนักการเมืองในรัฐบาลชุดที่แล้วได้ในเร็ววัน เพราะพยานหลักฐานแวดล้อมหลายกรณีเห็นชัดมากๆ แต่ก็เข้าใจว่าความไร้ประสิทธิผลและล้าหลังของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งต้องใช้พยานหลักฐานแน่นหนาจนศาล “สิ้นสงสัย” นั้น แปลว่าสุดท้ายแล้วศาลอาจตัดสินลงโทษนักการเมืองในหลายๆ กรณีไม่ได้ เพราะคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่ย่อมไม่มี “ใบเสร็จ”) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจะเห็นดีเห็นงามกับทุกอย่างที่รัฐบาล หรือกองทัพกำลังทำ และผู้เขียนคิดว่าพฤติกรรมของกองทัพนั้น “แย่” กว่าของรัฐบาลเยอะ แต่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากเพราะตอนนี้อยู่ใต้อาณัติของกองทัพอยู่

ตัดสินใจแปลแถลงการณ์ด้านล่างของกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียที่เพิ่งอ่านเจอเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะเห็นด้วยกับเขา อยากให้หลายๆ คนได้อ่าน (ไม่แน่ ในอีกวันสองวันนี้อาจมีเวอร์ชั่นภาษาไทยที่ดีกว่าการแปลแบบปัจจุบันทันด่วนของผู้เขียน ไปโผล่ที่ไทยโฮมเพจ ของกรรมาธิการฯ ก็ได้) และก็ค่อนข้างรู้สึก “เซ็ง” กับความลำเอียงของสื่อไทยตอนนี้ด้วย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่เรียกตัวเองว่า “สื่อ” แต่ทำตัวไม่ดีไปกว่าแทบลอยด์เท่าไหร่ วิญญาณของท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ อาจถอนหายใจออกมาดังๆ เมื่อได้อ่านข่าวนี้

เพราะสื่อที่ดีไม่ควร “เอียง” จากความจริง ไม่ว่าผู้อยู่ในอำนาจจะเป็นใคร อยู่คนละขั้วกับอำนาจเดิมอันเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม.


การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
แปลจาก Self-censorship causing serious damage แถลงการณ์ของกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC)

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2549 ชายผู้หนึ่งถูกตำรวจจับและตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการพ่นสีใส่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ในเชียงใหม่หลายภาพ ชายผู้นั้นอ้างว่าเขาเมาเหล้า และแสดงความเสียใจที่ทำลงไป อย่างไรก็ตาม สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติรายหนึ่งได้สั่งการให้กองทัพทำการสอบสวนชายผู้นี้ ซึ่งอาจต้องโทษจำคุก 15 ปี ต่างหาก(จากการสอบสวนของตำรวจ) เนื่องจากสงสัยว่ามีคนจ้างวานให้ทำ

ข่าวนี้ได้รับการรายงานไปทั่วโลกโดย Associated Press, Reuters, International Herald Tribune และสื่ออื่นๆ แต่ในประเทศไทยเองล่ะ? นอกจากข่าวเล็กๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ไม่มีใครทำข่าวนี้เลย นั่นไม่ใช่เป็นเพราะข่าวนี้ถูกมองข้ามหรือไม่น่าเป็นข่าว: สื่อในประเทศเช็คแหล่งข่าวต่างประเทศตลอดเวลา และเหตุการณ์นี้เองก็ค่อนข้างหายากและน่าสนใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชายที่ถูกกล่าวหาเป็นคนสวิส ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ ในประเทศไทยจงใจไม่เสนอข่าวชิ้นนี้

เรื่องนี้สำคัญเนื่องจากมันสะท้อนให้เห็นขอบเขตการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทย นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา แม้กระทั่งข่าวธรรมดาๆ ที่มีความเกี่ยวโยงน้อยมากกับคณะรัฐประหารหรือราชวงศ์ก็ยังไม่เป็นข่าว แต่เมื่อไหร่ที่คำวิจารณ์รัฐบาลที่กองทัพตั้งหรือที่ปรึกษาของรัฐบาล แม้กระทั่งคำวิจารณ์เล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นข่าวขึ้นมา คำวิจารณ์นั้นก็จะถูกตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนรุนแรงด้วยคอลัมนิสต์ แขกรับเชิญ และจดหมายจากผู้อ่านหลายฉบับ ที่ล้วนปกป้องรัฐบาลและนโยบายรัฐ และให้ภาพอันจอมปลอมของวิวาทะสาธารณะ

หลังจากที่สื่อไทยได้ปกป้องการทำรัฐประหารของนายพลอย่างแข็งขันว่ามันเป็น “วิธีการแบบไทยๆ” ที่จะนำประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐกลับคืนมาสู่ประเทศ และสรรเสริญเยินยอนายกรัฐมนตรีที่นายพลเหล่านั้นแต่งตั้งอย่างไร้ยางอาย สื่อไทยตอนนี้ก็กลายเป็นสื่อที่นอบน้อมและจำกัดตัวเอง แทบไม่มีสื่อไทยใดๆ เลย ที่ออกความเห็นในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับพัฒนาการที่สำคัญมากหลายๆ ประเด็น เช่น การมอบและขยายอำนาจทหารให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ การเพิ่มงบประมาณในระดับมหาศาลให้กับกองทัพ นอกเหนือจากเช็คเงินเดือนที่คมช. ได้รับอยู่แล้ว ตลอดจนความพยายามอันต่อเนื่องและเป็นระบบของคมช. ในการกีดกันการประท้วงที่ต่อต้านพวกเขา

ภายใต้รัฐบาลที่แล้ว นักข่าว สำนักพิมพ์ และผู้ประกาศข่าวต้องเผชิญกับอันตรายที่น่ากลัวมากมาย รายได้จากค่าโฆษณาที่ได้จากบริษัทในครอบครัวของอดีตนายกรัฐมนตรี การฟ้องร้องหมิ่นประมาทในคดีอาญา และการสาดโคลนใส่ล้วนถูกใช้อย่างเปิดเผยเพื่อขู่ให้ผู้วิพากษ์รัฐบาลกลัว กฎเกณฑ์และสถาบันสื่อต่างๆ ถูกบิดเบือนและย่ำยีอย่างไม่ยั้งมือ แต่จิตวิญญาณของการต่อต้านก็ดำรงอยู่ได้ในหลายภาคส่วนของสื่อ และอย่างน้อยรัฐบาลก็ถูกบังคับให้แกล้งทำตามหลักประชาธิปไตย

แต่การที่สื่อเชียร์ผู้นำรัฐประหาร แทนที่จะมีจุดยืนที่เป็นอิสระและเน้นการวิพากษ์วิจารณ์เป็นหลัก ทำให้สื่อไทยได้ทำลายจิตวิญญาณแห่งการต่อต้านนั้นลงไป แน่นอน คมช. ได้ดำเนินการหลายขั้นตอนที่จะปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตั้งแต่ 19 กันยายนเป็นต้นมา คำสั่งของ คมช. ว่าสื่อต้อง “ร่วมมือ” กับประวัติศาสตร์ที่เป็นเวอร์ชั่นของกองทัพ ประกอบกับการส่งกำลังทหารไปคุมสื่อต่างๆ และคำสั่งปิดช่องทางแสดงความคิดเห็นที่เซ็นเซอร์ไม่ได้หลายช่องทาง เช่น รายการวิทยุท้องถิ่นและเว็บไซต์ และกฎอัยการศึกที่ยังมีผลบังคับใช้ในครึ่งประเทศหลังจากรัฐประหารผ่านไปแล้ว 3 เดือน ล้วนแสดงให้เห็นความยึดมั่นถือมั่นของกองทัพว่าจะต้องควบคุมความเห็นสาธารณะให้ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีช่องทางให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้อย่างน้อยต้านทานความกลัวที่คืบคลานเข้ามา และรายงานข่าวอย่างซื่อสัตย์ สิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้น

หนึ่งในหัวข้อของการพัฒนาสังคมที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสียงที่หลากหลายจะชี้ให้เห็นความขัดแย้ง เนื่องจากมันจะทดสอบขีดจำกัดของกฎเกณฑ์ และแนวทางการพูดคุยกันในสังคม สังคมเปิดคือสังคมที่มีจิตวิญญาณของความไม่เห็นด้วย และการแลกเปลี่ยนความเห็นที่ไม่ตรงกัน สังคมปิดคือสังคมที่มีแต่มติมหาชน และปลาสนาการของความขัดแย้งที่เปิดเผย ความแตกต่างระหว่างสังคมทั้งสองแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเซ็นเซอร์โดยตรง หากเป็นแนวโน้มของการเซ็นเซอร์ตัวเอง และการที่คนทั่วไปไม่อยากใช้สิทธิในการพูดออกมาดังๆ

ในบทความที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1945 จอร์จ ออร์เวล อธิบายความแตกต่างระหว่างสังคมที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และสังคมที่การแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด ไว้ดังต่อไปนี้:

“เสรีภาพที่เรามีขึ้นอยู่กับความเห็นสาธารณะ กฎหมายไม่คุ้มครองเรื่องนี้ รัฐเป็นผู้ออกกฎหมาย แต่ประเด็นว่ามันจะถูกบังคับใช้หรือไม่ และตำรวจจะทำตัวอย่างไร ขึ้นอยู่กับอารมณ์ทั่วไปของคนในประเทศ ถ้าคนจำนวนมากสนใจเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพนั้นก็จะบังเกิดขึ้น แม้ในกรณีที่กฎหมายห้ามไม่ให้มี ถ้าความเห็นสาธารณะนั้นเงื่องหงอยซึมเซา คนกลุ่มน้อยที่ทำความยุ่งยากให้รัฐก็จะถูกจัดการ แม้ในกรณีที่มีกฎหมายคุ้มครองพวกเขา… แนวคิดที่ว่ารัฐไม่สามารถยอมให้คนได้รับฟังความคิดเห็นบางอย่างอย่างปลอดภัยได้ กำลังขยายวงออกไป มันกำลังเป็นที่ยอมรับของปัญญาชนที่ทำให้คนสับสนกับประเด็นนี้ ด้วยการไม่แยกแยะระหว่างการต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตย (democratic opposition) และการก่อกบฏอย่างเปิดเผย (open rebellion)… และแม้กระทั่งคนที่ประกาศตัวเองว่าสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ยังเลิกอ้างคำนี้ เมื่อไหร่ที่ศัตรูของพวกเขากำลังถูกจัดการ”

ถ้อยคำข้างต้นเป็นจริงเหลือเกินสำหรับประเทศไทยในวันนี้

กรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องให้นักข่าวไทยต่อต้านแรงกดดันให้พวกเขาเซ็นเซอร์ตัวเอง กรรมาธิการฯ ขอเรียกร้องให้พวกเขาหวนคืนสู่บทบาทของผู้ตรวจสอบและนักวิจารณ์รัฐบาลและนโยบายสาธารณะผู้มีใจเป็นกลาง แทนที่จะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ กรรมาธิการฯ ขอเรียกร้องให้พวกเขาต้านทานความพยายามใดๆ ของบรรณาธิการ สำนักพิมพ์ และผู้ประกาศข่าว ที่จะบังคับให้พวกเขาบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ในทางที่ตรงต่อความต้องการของคณะรัฐประหารที่ควบคุมประเทศอยู่ในปัจจุบัน กรรมาธิการฯ ขอเรียกร้องให้พวกเขาตระหนักในหน้าที่ที่จะสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และป้องกันไม่ให้สังคมปิดตัวลงสู่ภายใน และกรรมาธิการฯ ขอเรียกร้องให้บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ และผู้ประกาศข่าวต่างๆ ตื่นขึ้นมาสู่ความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชน และระลึกถึงเนื้อหาในมาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถูกยกเลิกไป:

“พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชน…”

นักข่าวแห่งประเทศไทย จงทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ดำรงอยู่ต่อไป จงมีความกล้าที่จะกระตุ้นความเห็นสาธารณะ แทนที่จะดับมันให้มอดลง จงช่วยให้สังคมของพวกท่านตื่นรู้และตื่นตัวอยู่เสมอ.

Popularity: 8% [?]

Print This Post

31 Responses to “การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง”

  1. tON Says:

    ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน

    สื่อไทยก็เป็นสื่อของผู้มีอำนาจเสมอ

    ไม่ว่าจะภาคส่วนไหน

    คนไทยก็คล้อยตามผู้มีอำนาจเสมอ

    เสียดายพวงหรีด ใช้ทุกๆ ครึ่งปี

  2. rathwjj Says:

    What difference? I see only Economics Regression … and Militia’s State.

    Now the time that the pot calling the kettle black. So now I watching only the claims without any reasons to stand for them.

  3. VP Says:

    Fringer ครับ โดยภาพรวมของความคิดนี้ ผมเข้าใจ และเห็นด้วยในหลักการครับ แต่ในหลายๆกรณี เช่นกรณีนี้ อาจจะต้อง DOUBLE STANDARD หรือ SELECTIVE กันหน่อย…. อย่าลืมนะครับว่า ฝ่ายเหลี่ยมนี่ก็ไม่ธรรมดา !!!แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ควรใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือ อะไรแบบนี้

    อย่างไรก็ตาม จะให้ไปรอเลือกตั้ง, แต่ไม่อุดช่องโหว่ หรือ ไม่บริหารความเสี่ยง (Risk Management, especially Square Face and his clans…) ที่มีอยู่ทุกวัน และ อาจจะมี อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นได้ทุกวัน, Degree ของการที่สื่อ Censor ตัวเองนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ “อย่างมาก” และผมต้องขอพูดตรงๆว่า เพื่อ “ความสมานฉันท์” นั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก

    ขอยกตัวอย่าง (ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย) กรณี IMF เมื่อเกือบ 10ปีก่อน ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี (South Korea) ก็ประสบปัญหาเหมือนเรา แต่เขาฟื้นตัวได้เร็วมาก

    แน่นอนมีหลายๆปัจจัยว่าทำไม เขาถึงทำได้ แต่หนึ่งในปัจจัยนั้น ก็คือ “ความร่วมมือ ร่วมใจ” จากทุกฝ่าย ที่ตั้งหน้า ตั้งตา จะสร้างระบบเศรษฐกิจ ให้กลับมาแข็งแกร่ง

    แม้แต่ฝ่ายค้านเองก็ได้กล่าว (และปฏิบัติตามที่กล่าว) ไว้ว่า “จะใช้ทุกวิถีทาง ที่พึงจะกระทำได้ เพื่อที่จะช่วยให้รัฐบาลกอบกู้ปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ครั้งนั่น”

    ส่วนสื่อของ เกาหลีเอง ก็พยายามออกข่าวด้าน “บวก” เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจ ให้กับประชาชน ประกอบกับหลายๆปัจจัยอื่น ในที่สุด เกาหลีใต้ก็ได้หลุดรอดพ้นจากปัญหาได้สำเร็จ

    ในกรณีของเรา ผมก็คิดว่า ความร่วมมือ ร่วมใจ นั้นสำคัญอย่างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ ทั้ง คมช. และรัฐบาล และหน่วยงานอื่นๆ อาจจะทำงานไม่ได้ตามที่เรา ประชาชน ตาดำๆหวังไว้

    และเรื่องที่หลายๆท่านสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ คมช., ฯลฯ ทำไมไม่เด็ดขาด ก็ต้องทำใจสักนิดว่า วิชามารยังแทรกซึมอยู่

    เพราะฉนั้น ผมคิดว่า สื่อปฏิบัติตัวได้เกือบดีแล้ว และไม่น่าจะนำมาเป็นประเด็น

    ประเด็นก็คือ สร้างความสมานฉันท์ และควรที่ผู้นำ คมช. และ นายกฯ ควรที่จะตาสว่างได้แล้วว่า ที่ผ่านมา ไปเสียเวลากับอะไร และใคร? อยู่ อะไรที่ควรต้องทำเป็นลำดับแรกๆ ทำไม ยังไม่ได้ทำ ? ใครที่ไม่ดีมาแทรกซึม ทำไมไม่แก้ไขให้เด็ดขาด (เด็ดหัวพวกมันเลย ไม่ต้องไปเกรงใจ) แต่ผมก็มั่นใจว่า ท่านๆทั้ง 2 นั้นได้ตระหนักดีแล้ว

    ส่วนเรื่อง Censorship นั้น ขอบอกเลยว่าผมคิดว่าเหมาะสมแล้ว ที่เป็นอยู่ขณะนี้

    ปล. 1. จริงๆแล้วผมก็เห็นด้วยกับการคงอยู่ของกฏอัยการศึกนะครับ
    ปล. 2. ต้องขอโทษด้วยที่ใช้พื้นที่มากไปนิด บ่นไปบ่นมา ในเรื่องเก่าๆ
    Final PS. congratulation in advance for your new VENTURE… :)

  4. VP Says:

    ขอเสริมอีกนิด ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือว่า การที่เราหรือใครๆ ใช้คำว่า ประชาธิปไตย หรือสิทธิเสรีภาพต่างๆ นั้น หมายความว่าอย่างไรครับ ?

    คือที่ผมเข้าใจก็คือ ประชาธิปไตย นั้น มี หลาย Version แต่นักคิดไทย (และเทศ) ทั้งหลาย (ดูเหมือน) พยายามที่จะ Adopt สิ่งที่โลกตะวันตกมีและปฏิบัติอยู่ ทั้งๆที่พื้นฐานเรานั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    โดยสรุปผมคิดว่า อะไรหล่ะครับ ที่เป็นตัววัด Degree ของคำว่าประชาธิปไตย และเสรีภาพทางความคิด?

  5. Fringer Says:

    คุณ VP: แม้จะเห็นด้วยว่า ระดับและนิยามของ “ประชาธิปไตย” นั้นแตกต่างกันไปในแ่ต่ละประเทศ ไม่คิดว่า “เสรีภาพทางความคิด” นั้นมีความ “แตกต่าง” ที่วัดไม่ได้เพราะพื้นฐานทางวัฒนธรรม/สังคมของแต่ละประเทศไม่เหมือนกันนะคะ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถระบุว่ามันเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของมนุษย์ทั่วโลกได้ รัฐจะให้เสรีภาพประชาชนในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เราดูออกและพูดได้โดยใ้ช้มาตรวัดที่เป็นสากล โดยไม่ต้องอ้างว่ามันเป็นตะวันออกหรือตะวันตก เป็นลักษณะ “เฉพาะ” ของสังคม ฯลฯ

    เห็นด้วยกับคุณตรงที่บอกว่า เกาหลีใต้ฝ่าฟันวิกฤตมาได้เพราะเขาร่วมแรงร่วมใจกัน แต่ถ้ามองให้ลึกลงจะเห็นว่า “ข่าวด้านบวก” ของสื่อเกาหลีใ้ต้นั้นมันเป็นบวกก็เพราะ “ความจริง” มันมีส่วนที่เป็นบวกเยอะจริงๆ และ “ความจริง” เหล่านั้นก็ผ่านการถกเถียงสาธารณะมาแล้วในหลายๆ แง่มุม ก่อนที่จะออกมาเป็น “ข่าว” ในขณะที่ของไทย สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำหลายๆ อย่างมันไม่มีความ “ชัดเจน” ขนาดนั้นว่าเป็น “บวกมากกว่าลบ” หรือไม่ เช่น นโยบายเรื่องห้ามโฆษณาเหล้า (ซึ่งจะเขียนมานานแล้ว ไม่เสร็จเสียที) เรื่องหวยบนดิน ฯลฯ คือคิดว่าเรื่องเหล่านี้ the devil is in the details น่ะค่ะ - มันไม่ใช่เรื่อง clear-cut ที่ใครๆ จะฟันธงตั้งแต่แรกได้ว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” (หรือ “เอา” หรือ “ไม่เอา”) ฉะนั้นสื่อจึงต้องทำหน้าที่ “สื่อ” ให้ดีกว่านี้ คือช่วยสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่าง ต่อต้าน ฯลฯ จะได้ช่วยให้สังคมเกิด public debate ที่สร้างสรรค์กันได้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชียร์ทุกอย่างที่รัฐบาลหรือทหารออกมาพูด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เรามีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แสดงว่าขีดความรับผิด (accountability) ของเขามันแทบไม่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของต้นตออย่างนี้

    ดูๆ แล้วสถานการณ์ตอนนี้ก็อาจไม่ต่างกันเท่าไหร่จากตอนที่ทักษิณอยู่ในอำนาจ ผิดกันแต่ว่าสื่อที่หลับหูหลับตาเชียร์กลายเป็นหนังสือพิมพ์ แทนที่จะเป็นฟรีทีวีเหมือนเมื่อก่อน

    คิดว่าเราคนไทยควร “สมานฉันท์” กันด้วยการเพิ่มขีดความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่ไม่เหมือนของตัวเอง และรับฟังความเห็นเหล่านั้น แล้วนำมันมาถกเถียงกันเพื่อหาทางออก มากกว่าจะ “ปิดกั้น” ไม่ให้พวกเขามีโอกาสได้พูดค่ะ เพราะ “ประชาสังคม” ของเราจะมีวุฒิภาวะได้ ก็ด้วยการถกเถียงกันเท่านั้น นอกจากนั้น ยิ่งรัฐหรือสื่อปิดกั้นความเห็นต่าง (หรือที่คุณ VP ใช้คำว่า “selective”) เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนที่เห็นต่างมองว่ารัฐหรือสื่อ “ลำเอียง” และมองว่าเขาถูก “แกล้ง” ซึ่งนั่นก็จะทำให้รอยร้าวในสังคมไทยยิ่งถ่างขึ้นกว่าเดิม และแนวโน้มที่คนจะใช้เหตุผลในการวิเคราะห์หรือวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ทหาร หรือ คตส. ก็จะยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนนี้สื่อก็กำลังช่วยสะท้อน “ภาพ” ว่า ประเทศเราตอนนี้มีแต่กองเชียร์ที่ไม่ว่ารัฐทำอะไรก็เชียร์อย่างเดียว กับกองเกลียดที่ไม่ว่ารัฐทำอะไรก็ค้านลูกเดียวเหมือนกัน

    ไอ้เรื่องที่ว่า “คลื่นใต้น้ำ” อาจก่อความรุนแรง ฯลฯ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง (ส่วนตัวก็ค่อนไปทางเห็นด้วยที่กฎอัยการศึกยังอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องบอกว่าข่าวลือเรื่องนี้เยอะเหลือเกิน โดยไ่ม่รู้ว่ามีมูลขนาดไหน) ตอนนี้เกรงว่าเราจะค่อยๆ สับสนอย่างที่ออร์เวลว่าไ้ว้ คือ - “ไม่แยกแยะระหว่างการต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตย (democratic opposition) และการก่อกบฏอย่างเปิดเผย (open rebellion)”

    อ้อ ลืมไป - thank you for your congratulations on my new venture ka. Not sure how I can manage to do 4-5 different things at once, but we’ll see :)

  6. คนตกขอบ Says:

    “และกำลังเอาใจช่วยให้ คตส. จัดการกับมหกรรมการโกงของนักการเมืองในรัฐบาลชุดที่แล้วได้ในเร็ววัน” Fringer Says:

    ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องพูดเรื่องธรรมาภิบาล

    “ส่วนตัวก็ค่อนไปทางเห็นด้วยที่กฎอัยการศึกยังอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องบอกว่าข่าวลือเรื่องนี้เยอะเหลือเกิน โดยไ่ม่รู้ว่ามีมูลขนาดไหน” Fringer Says:

    ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องพูดเรื่องเสรีภาพ

    ใช่หรือไม่ นี่ก็คือ pragmatism อีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

  7. Fringer Says:

    ไม่เคยเถียงว่าคิดแบบนี้ไม่เป็น pragmatism ค่ะ - แต่ pragmatism ก็ไม่ได้หมายความว่าำไม่ควรมีหลักการใดๆ รองรับเลย อย่างน้อยก็คงดีกว่า pragmatism แบบ “จะเอาตาย” อย่างเดียวโดยไม่ดูหลักการอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ไม่เคยคิดว่าลำพัง pragmatism เป็นเรื่อง “ไม่ดี” ด้วย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ “หลักการ” ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำต่างๆ ไม่ใช่การกระทำในตัวของมันเอง

    เรื่องกฎอัยการศึกนั้นอาจ “มีิเหตุผล” อยู่ในบางส่วนของประเทศ เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยที่รัฐจะปิดกั้นความคิดเห็นทั้งหมด หรือเห็นด้วยว่าสื่อควร “เชียร์” อย่างเดียว (ถ้าคิดอย่างนั้นคงไม่นั่งแปลแถลงการณ์ฉบับนี้หรอก) - อีกครั้งค่ะ คิดว่าประโยคนี้สำคัญมาก: ความเสี่ยงที่สังคมจะ “ไม่แยกแยะระหว่างการต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตย (democratic opposition) และการก่อกบฏอย่างเปิดเผย (open rebellion)” แต่อย่างไรก็ตาม การที่เรายอมรับ “การต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตย” ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับ “การก่อกบฏอย่างเปิดเผย” ด้วย จริงๆ แล้ว เราทุกคนก็เป็น pragmatist หมดนั่นแหละ ความแตกต่างอยู่เพียงว่าเรามองว่า “ระดับไหน” ที่เป็นระดับ “อันตราย” ที่เราควรทำอะไรซักอย่างกับมัน และระดับไหนที่เรา “ยอมรับได้” ก็เท่านั้นเอง

    ไม่ค่อยเข้าใจว่าประเด็นของคุณเรื่องธรรมาภิบาลคืออะไร - การจัดการกับมหกรรมโกงนั่นแหละ ถึงจะเรียกว่ามี “ธรรมาภิบาล” จริง ไม่อย่างนั้นจะพูดเรื่องนี้กันทำไม? หรือคุณคิดว่า “ธรรมาภิบาล” หมายถึง การปล่อยให้นักการเมืองขี้โกง โกงต่อไปเรื่อยๆ?

  8. คนตกขอบ Says:

    “ธรรมาภิบาล” น่าจะหมายถึงกระบวนการที่ “ธรรมาภิบาล” ด้วยใช่หรือไม่
    แล้ววิธีการแบบคตส.ที่เอาคนมีส่วนได้เสีย เช่น กล้าณรงค์ จารุวรรณ ที่เคยกล่าวหาทักษิณมาสอบ นี่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล” หรือไม่ครับ

    ผมเคยนั่งแท็กซี่ มากกว่า 2 คนเขาเคยบอกว่าถ้าทักษิณติดคุกจริงรับรองคุกแตกแน่เพราะสำหรับบางคนนั้นเขารู้สึกว่ากลั่นแกล้งกัน
    ประเด็นมิใช่ว่าแท็กซี่ไม่รู้ว่าทักษิณโกงนะครับ สำหรับพวกเขานักการเมืองไทยก็โกงทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าใครทำอะไรให้สังคมมากกว่ากัน สำหรับพวกเขาทักษิณคือนายกที่สร้างประโยชน์ให้สังคมไทยมากที่สุด

    เราลองคิดดูมุมกลับไหมว่าถ้าทักษิณ หลุดจากคตส.อะไรจะเกิดขึ้น
    นี่มิใช่กระบวนการฟอกทักษิณหรอกหรือ
    (การหลุดจากคตส.มิใช่หลุดเพราะข้อเท็จจริงเท่านั้น ตอนทักษิณหลุดศาลรัฐธรรมนูญ เห็นบอกว่าทำเงินตกแถว ๆ สนามบินน้ำเป็นหลักร้อยล้านมิใช่หรือ)

    ทำไมสังคมไทยถึงเทหมดหน้าตักได้ขนาดนี้เพื่อเอาชนะทักษิณคนเดียว

    ส่วนเรื่องคลื่นใต้น้ำ บนน้ำนั้นมิใช่ประเด็น ถ้าเราเชื่อในสังคมเสรีประชาธิปไตยจริง ทุกคนต้องมีสิทธิได้พูด แม้ว่าจะพูดในสิ่งที่เราไม่เชื่อก็ตาม

    สุดท้ายถ้าคุณ “แยกแยะระหว่างการต่อต้านที่เป็นประชาธิปไตย (democratic opposition) และการก่อกบฏอย่างเปิดเผย (open rebellion)”
    คุณต้องเป็นคนแรกที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารมิใช่หรือ เพราะคณะรัฐประหารนั่นแหละเป็นคนแรกที่ “ก่อกบฏอย่างเปิดเผย (open rebellion)”

    อยากบอกนะครับว่ารัฐประหารเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เพราะทักษิณก็ “โกง” ไปแล้วเช่นกัน

  9. คนตกขอบ Says:

    แก้ไขประโยคสุดท้ายนะครับ

    อย่าบอกนะครับว่ารัฐประหารเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เพราะทักษิณ “โกง” ก็เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วเช่นกัน

  10. VP Says:

    ขอบคุณ​ Fringer ครับ และขอบอกว่าผมก็เข้าใจ “ในหลักการ” เหมือนเดิม แต่………….. ขอละไว้ครับ

    สำนวนคุณตกขอบ (น่าจะแปลว่า Off-fringer นะครับ) ทำให้ผมนึกถึง เพื่อนรุ่นพี่บางท่าน… ที่ผมเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ก็เป็นสีสันครับ… รสชาติของประชาธิปไตยในหลายๆมุมมอง

  11. Fringer Says:

    คุณตกขอบ: เอ่อ คิดว่าเราทุกคนก็คง “ต่อต้าน” รัฐประหารในแบบของตัวเองนะคะ เจ้าของบล็อกนี้พอใจที่จะต่อต้านด้วยกาีรเขียนในสิ่งที่เชื่อ มากกว่าจะออกไปตะโกนให้ทหารออกไปทุกวันอาทิตย์ ส่วน “สิทธิในการพูด” นั้น คงรับได้มากกว่า “สิทธิในการก่อกวนให้เกิดความรุนแรง” ประเด็นที่คุณตกขอบพูดนั้น ทำให้คิดว่าความเป็นห่่วงของออร์เวลที่ว่าสังคมจะแยกแยะไม่ออก ดูจะเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้ว

    ส่วนประเด็นธรรมาภิบาล… อืม ฟังๆ ดูก็รู้สึกว่าตรรกะของแท็กซี่ไม่ต่างจากตรรกะของศาลรัฐธรรมนูญสมัยก่อนที่ให้ทักษิณพ้นผิดเพราะใช้ “ความนิยม” ของประชาชนเป็นตัวตัดสิน มากกว่า “ตัวบทกฎหมาย” (ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจใช้วิธีการ “ใต้โต๊ะ” ประกอบ อย่างที่คุณพูดด้วย แต่นั่นก็แสดงใ้ห้เห็นไม่ใช่หรือคะ ว่า “หลักการ” มันก็มีอยู่ ซึ่งมีอยู่ต่างหากจากประเด็นที่ว่า “ผู้สอบสวน” เป็นใคร เอาไว้ถ้า คตส. ให้นักการเมือง “พ้นผิด” เพราะวิธีคล้ายๆ กัน เราค่อยมาด่า คตส. กันใหม่ และในทำนองเดียวกันถ้า คตส. บอกว่านักการเมืองผิดทั้งๆ ที่ไม่ได้ผิด ก็คิดว่าทีมทนายสุดแสนแพงของฝ่ายนั้นคงจะค้านได้ดีแน่ๆ อย่าลืมนะคะ ว่า คตส. ไม่ใช่ศาล เป็นเพียง “ตำรวจเฉพาะกิจ” ที่ทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานและทำคดีส่งศาลเท่านั้น) …ก็ไม่เป็นไรค่ะ ต่างคนต่างคิด แต่ถ้าคิดแบบนี้ก็น่าจะเลิกใช้กฎหมายดีกว่า เพราะเวลานักการเมืองคนไหนโกง เราก็แค่โพลล์ดูว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดว่านักการเมืองคนนั้น “ทำประโยชน์ให้สังคม” ขนาดไหนเมื่อ “เทียบ” กับขนาดของการโกง ไม่เห็นต้องมีศาลมีทนายให้ยุ่งยาก อย่างนั้นคงไม่ใช่ “ธรรมาภิบาล” แล้วค่ะ เรียกว่า “ประชานิยมภิบาล” ดีกว่า ;p

  12. rathwjj Says:

    ก็ถ้าเรารับเรื่อง ปฏิวัติกันได้ง่ายขนาดนั้น

    ไม่ต้องมีการเลือกตั้งให้เปลืองหรอกครับ ให้ท่านบางท่านที่รับรองว่า นายกของท่านดีที่สุดเลือกเอาน่าจะดีกว่าให้ ตาสี ตาสา เลือกแล้วก็ต้องให้ท่านเสียเวลา สั่งลูกๆ ของท่านมาไล่นะครับ

    หรือว่า ไม่จริง

  13. คนตกขอบ Says:

    ขอโทษนะครับ คุณFringer ตอบผิดประเด็น
    ประเด็นของผมคือกระบวนการตั้งผู้ได้เสียมาเป็นคนสอบนั้นมันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการไม่ยอมรับมากขึ้น อย่างคุณกล้าณรงค์ คุณจารุวรรณ เรารู้ตั้งแต่การตั้งขึ้นมาแล้วโดยไม่ต้องสอบสวนว่าคนเหล่านี้ต้องบอกว่าทักษิณผิด(ประเด็นนี้เข้าใจว่าอ.วรเจตน์ ก็เคยพูดมาแล้ว) ไม่ใช่ว่าข้อเท็จจริงมันผิดหรือไม่ และผมไม่เคยพูดว่าทักษิณไม่โกง
    ดังนั้นกลับกัน ถ้าเรามั่นใจว่าทักษิณผิดแน่ ๆ (ซึ่งผมก็มั่นใจเช่นคุณ)ทำไมเราไม่เอากระบวนการที่รัดกุมเพื่อมิใช้เกิดปัญหาขึ้นภายหลังครับ

    ส่วนเรื่อง ออร์เวล ถ้าคิดเข้าข้างตัวเอง ผมคิดว่า ออร์เวล ก็ต้องต้านรัฐประหารโดยการไม่ยอมรับมันตั้งแต่ต้นแล้ว

  14. คนตกขอบ Says:

    VP Says: “สำนวนคุณตกขอบ (น่าจะแปลว่า Off-fringer นะครับ) ทำให้ผมนึกถึง เพื่อนรุ่นพี่บางท่าน… ที่ผมเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ก็เป็นสีสันครับ… รสชาติของประชาธิปไตยในหลายๆมุมมอง”
    “สีสัน” หมายความว่าอย่างไรไม่ทราบครับ
    “พวกบ้าประชาธิปไตย” “พวกบ้าหลักการ” “ไม่เข้าใจความเป้นจริงทางสังคม” ???
    กรณีผมนี่นับว่าเล็กน้อยมาก
    …น่าสนใจที่ไม่เห็นมีใครมาปกป้อง “สีสัน” ของคนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 10 ธันวาที่ผ่านมาเลย ทั้ง ๆ ที่ถูกกลั่นแกล้งสารพัด (ไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าคลื่นใต้น้ำ-คลื่นบนน้ำหรือไม่ก็ตาม)
    ผมอ่านหนังสือพิมพ์เช้าวันนั้นด้วยความเศร้าใจมาก ภาพข่าวการควบคุมตัวคนที่ใส่เสื้อดำไปสอบสวน การบุกค้นบ้าน การดักสกัดรถ ทหารเดินเข้าไปในชุมชน ฯลฯ ทั้งหมดสื่อรายงานข่าวด้วย”ข้อเท็จจริง” ล้วน ๆ ไม่บอกเลยว่าเป็นการปิดกั้น/คุกคาม เสรีภาพ
    เพราะทั้งหมดอยู่บนฐานที่ว่า เราต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ทำงาน 1 ปี ตามที่เขาได้สัญญาไว้

  15. Fringer Says:

    คุณคนตกขอบ: ตอบไม่ผิดประเด็นหรอกค่ะ แ่ต่อาจจะตอบไม่ชัดเจน (ต้องขอโทษด้วย) คืออยากจะบอกว่า “ความจริง” มันก็มีอยู่ ว่าใครผิดไม่ผิดอย่างไร และไม่คิดว่า “กระบวนการสอบสวน” ตอนนี้ไม่รัดกุมนะคะ คนใจร้อนหลายๆ คนที่ไม่ชอบรัฐบาลที่แล้วอาจบอกว่า มัน “รัดกุมเกินไป” ด้วยซ้ำ เพราะผ่านมาแล้ว 3 เืดือน คตส. ยังไม่ออกมาบอกว่าทักษิณ “ผิด” อย่างไร - ซึ่งส่วนตัวมองว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีนะคะ ไม่ใช่ไม่ดี เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความพยายามของ คตส. ที่จะทำเรื่องตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าอยากบอกว่าผิดจริงๆ ก็คงอายัดทรัพย์/ยึดทรัพย์ แล้วบอกว่าผิดไปนานแล้ว เหมือนสมัย รสช. ไม่ต้องมานั่งควานหาและพิสูจน์หลักฐาน ฯลฯ ถึงป่านนี้หรอก ฉะนั้นเรื่องนี้คิดว่า อ.วรเจตน์แก “มองโลกในแง่ร้าย” เกินไปหน่อยค่ะ คงต้อง “รอดูผล” ของการสอบสวนกันต่อไป

    ส่วนเรื่องการจับคุมคนใส่เสื้อดำเมื่อวันที่ 10 ธันวา อ่านข่าวแล้วก็เศร้าใจเหมือนกันค่ะ นั่นเป็น democratic opposition ที่ทุกคนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก ไม่เห็นด้วยเลยกับคนที่บอกว่า เราต้อง “ให้โอกาส” รัฐบาลนี้ 1 ปี ด้วยการ “อยู่เฉยๆ” ยอมให้เขาทำอะไรก็ได้โดยไม่ทักท้วง คิดว่านั่นเป็นประเด็นใน AHRC statement ฉบับที่แปลนี้ด้วย

    คุณ rathwjj: กระบวนการตรวจสอบ สอบสวน และลงโทษนักการเมืองขี้โกง ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับกระบวนการหย่อนบัตรเลือกตั้งค่ะ แล้วกระบวนการนี้ไม่ใช่แปลว่า “ต้องมี” รัฐประหารถึงจะทำได้นะคะ เพียงแต่เป็น “ผลพวง” ของรัฐประหารที่อาจทำให้ “ความจริง” ปรากฎได้ เพราะต้องยอมรับว่า “โครงสร้างทางสถาบันการเมือง” ของเราอ่อนแอถึงขนาดให้นักการเมืองรวยๆ “ซื้อ” หรือครอบงำได้ง่ายจริงๆ

    ตัวเองไม่ยอมรับว่ารัฐประหารเป็นเรื่อง legitimate เหมือนกัน แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนี้ใครจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับปัจจุบันที่เห็นและเป็นอยู่ ก็คงขึ้นอยู่กับว่าแ่ต่ละคนเป็น pragmatist ขนาดไหน ถ้าใช้สำนวนของ อ.ธงชัย (ซึ่งคิดว่าแกก็เขียนด้วยความ “เอียง” ไม่น้อย)

  16. BH Says:

    อ่านหลายความคิดเห็น ก็ดูเป็นผู้รู้กันทั้งนั้น แต่แค่ยอมรับการทำปฏิวัติ รัฐประหารว่าเป็นสิ่งดี ก็เลิกพูดกันดีกว่า เสียเวลาไปศึกาหาความรู้ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ ประเทศไทยไม่ได้มีสาเหตุใดๆ หรือกรณีใดๆ ที่จะต้องทำการปฏิวัติ กฎหมายมีให้ดำเนินการตามกระบวนการอยู่แล้ว ผมว่าอย่าหลงประเด็นเลย ประเด็นของ AHRC มันสะท้อนให้เห็นกลุ่มที่ใช้เสรีภาพมากที่สุดของสังคมคือ สื่อ แต่ยีงคงยินยอมหรือเป็นใจให้เผด็จการทหารใช้อำนาจข่มขู่ประชาชน เลิกเถอะครับ ความคิดเผด็จการ มันมีแต่รากเหงาการเหยียดหยามดูถูกคนอื่นว่า โง่ กว่าตัวเอง ปัญญาชนจอมปลอม

  17. rathwjj Says:

    วิธีการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ก็ยังคงเป็นการ ปัด ขยะลงใต้พรมแบบเดิมๆ

    ไม่เคยมองว่าต้นเหตุของปัญหาจริงๆ อยู่ที่ใด

    ครั้งสุดท้ายที่ปฏิวัติ ไม่ได้ให้บทเรียนอะไรกับคนไทย

    ทหารเข้ามา นิรโทษกรรมตัวเอง โดนไล่ ไล่ยิงนักศึกษา ตัวเองปราศจากความผิด

    เรียกร้องให้คนอื่น สามัคคี

    ส่วนตัวเองจะทำอะไรก็ได้

    งบทหารเพิ่มมาเท่าไหร่ มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนอย่างไร มีใคร นามสกุลไหน คุมอะไร ผมคงไม่ต้องบอก

    แต่ลักษณะการแก้ปัญหาแบบ ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดตัวเราเท่าเส้นผม

    สุดท้าย มันก็คงจบที่อ่างใบเดิมแหละครับ

  18. จิต Says:

    ขอนอกเรื่องเล่าเรื่องส่วนตัวครับ
    ข้างบ้านทางซ้าย ที่ภรรยาขายไก่ย่าง และสามีรับจ้างทำพลอย และเปิดให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ด้วย บ้านนี้มักเปิดเพลงลูกทุ่งเสียงดัง
    เมื่อประมาณ 20 วันที่แล้วตอนเที่ยง ผมโทรไปบอกร่วมด้วยช่วยกัน ผู้หญิงรับสายบอกว่าให้โทรไปบอกตำรวจ ผมเลยโทรไปที่ 191 (ไปติดที่อำเภอที่อยู่อาศัย) เล่าให้ฟังและบอกสถานที่และแนะนำคร่าวๆ ว่าโทรมาจากไหน (แต่ช่วงสุดท้ายก่อนที่กำลังวางหู ตั้งใจจะพูดว่าไม่ต้องมาแล้วครับ แต่พูดไม่ทัน มันอึกอักในลำคอ) พอสายตรวจมาถึง บ้านที่เปิดก็ปิดเพลง แล้วบอกว่าไม่ได้เปิด ตำรวจก็เลยชี้มาที่แม่ซึ่งกำลังนั่งเลี้ยงหลานสาวอยู่ข้างนอกว่า บ้านนี้เป็นคนโทรไปแจ้ง
    พออีก 2 วันต่อมา เวลาประมาณ 1 ทุ่ม บ้านนี้ก็ตั้งวงหล้าและร้องเพลงคาราโอเกะเสียงดัง ผมเลยโทรไปบอกร่วมด้วยช่วยกันว่า ข้างบ้านเปิดเพลงดังครับ แต่ผู้ชายรับสายที่ร่วมด้วยฯ ทำเสียงแกมโมโหว่า พูดอะไร พูดดังๆ ไม่ได้ยิน ซ้ำกัน 2 ครั้ง ผมเลยวางหูและโทรใหม่ เขาก็บอกว่าไม่ได้ยินและทำเสียงดุๆแบบเดิมอีก ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้แต่ทนฟังเขาร้องไป เพราะแม่บอกว่าเขาพวกเยอะ จนถึงเกือบ 5 ทุ่ม วงเหล้าก็เลิก
    พออีกวันแม่เดินไปตากผ้าที่ทำเป็นกิจวัตรทุกวัน แม่ค้าขายไก่ย่างมาพูดดังๆ ให้ได้ยินว่า หน้าหิ หน้าแตรด อยากตบคนโว้ย ส่วนอีกวันสามีของเขาก็มาขากถุยเสียงดังๆ ให้แม่ได้ยิน
    หลังจากนั้นบ้านนี้ก็เข้าพวกกับบ้านตรงข้ามที่เลี้ยงไก่ชน
    บ้านเลี้ยงไก่ชนซึ่งปกติก็เสียงดังอยู่แล้ว ก็ดังยิ่งขึ้นไปอีก (ตอนที่ตำรวจถามว่าบ้านผมอยู่ตรงไหน จะได้เข้าไปถูก ผมบอกไปว่าอยู่ตรงข้ามบ้านเลี้ยงไก่ชน เขาคงนึกว่าไปฟ้องให้ตำรวจมาจับตอนตีไก่)
    และเมื่อวานวันที่ 16 ธันวาคม ประมาณ 10 โมงเช้า - ช่วงบ่าย เสียงตะโกนด้วยสำเนียงท้องถิ่นระหว่างดูตีไก่ดังข้ามเข้ามาในบ้านที่ผมอาศัย “มรึงจะเอาไงกะกรู”, “เดี๋ยวจัดให้”, “ค ว ย” , “แม่ เญด” , “มีปัญหาหรือ”, “ไม่กลัวหรอกตำรวจ” หัวเราะเสียงดังๆ ฯลฯ
    แม่ของผมซึ่งอายุ 74 กลัวพวกเขา แม่จะพูดซ้ำๆว่า เขาพวกเยอะ แม่มักจะถอนหายใจ หรือไม่ก็นั่งกุมขมับ ส่วนผมไปอ่านหนังสือ พระแม่ยุคใหม่ อุดมศานต์ ที่พ่อแม่รับไว้ ไม่มีสมาธิ อ่านวนไปวนมา แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้แต่อ่านหนังสือ หรือไม่ก็ไปช่วยแม่ทำนู่นทำนี่ หัดเล่นดนตรีบ้าง แต่ไม่กล้าเล่นดัง (ผมเคยเล่นระนาด)
    ทุกวันช่วงหัวค่ำ ลูกๆของบ้านเลี้ยงไก่ก็จะมาเล่นที่หน้าบ้านส่งเสียงเอ็ด มีอยู่วันหนึ่ง เด็กหญิงลูกของเขาที่เรียนชั้นม.1 เล่นร้องเลียนเสียงชะนีดังว่า หัว หัว ส่วนลูกชายคนโตที่ตอนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ไปรับจ้างทำพลอย ก็ชอบตะโกนเสียงดัง หรือบิดมอเตอร์ไซด์บึ้นๆ
    ส่วนภรรยาของเขาเมื่อก่อนค้ายาม้า เคยถูกติดคุก และไปคลอดลูกสาวคนเล็กในคุก (พี่สาวผมบอกมา) แล้วพอออกจากคุกก็มาได้งานที่บ่อนการพนันที่เขมร (มีรถมารับถึงที่) แต่ปัจจุบันไม่ได้ไปทำแล้ว มาร้อยพวงมาลัยขาย บางทีก็เดินเข้ามาในบ้าน ถามซื้อมาลัยไหม แม่ที่กลัวก็ต้องซื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เขาให้ลูกสาวคนเล็กมาขาย ผมไม่มีรายได้อะไรและกำลังนั่งอ่านหนังสือเบาๆให้หลานฟัง และเห็นว่าแม่กำลังเข้าห้องน้ำ (ผมไม่ได้พูดภาษาถิ่นของอำเภอนี้ เพราะพ่อแม่ย้ายบ้านไปมา ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน) เลยบอกว่ายังไม่ซื้อนะ พอไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็คิดมากและไปถามหลานอายุ 4 ขวบว่า เขามาขายพวงมาลัยหรือ หลานที่ไร้เดียงสาก็ตอบว่า มาขาย แต่หนูไม่เห็นยาย คือแม่ผมเขานึกว่าผมไม่เดินไปบอกเขาว่ามีมาลัยมาขาย เพราะยังไงแม่ก็ต้องซื้อถ้าเขาเอามาขายถึงในบ้าน เพราะแม่กลัวและอยากช่วยซื้อ ปกติแม่ไม่ค่อยซื้อ หลังจากนั้นบ้านเลี้ยงไก่ก็ยิ่งทำเสียงดัง โดยเฉพาะพ่อของคนขายพวงมาลัย มีอยู่วันหนึ่งมาตีเหล็กเสียงดังๆคล้ายตีดาบให้ได้ยิน แม่ก็ไปแอบมองแวบนึง สีหน้ากลัว กังวล
    เกือบทุกวันจะได้ยินเสียงเชียร์ตีไก่ และเสียงคุยระหว่างตั้งวงเหล้าเวลาเย็นๆ-2ทุ่มกว่า บางวันก็มี สท. มาสมทบดูตีไก่
    เมื่อวันที่ 7 ธันวา แม่โทรไปบอกให้พ่อที่อายุ 78 มา (พ่อไปทำงานที่อื่น) แต่พ่อผมเป็นคนเกรงใจผู้คน เขาไม่กล้าขัดคอใคร และเป็นคนเงียบๆ ชอบฟังและชอบพูดตลกบ้าง บางทีก็ไปช่วยทำอะไรให้คนอื่นฟรี ไม่เอาเงิน เขาชอบช่วยทางวัด เพราะเขากลัวว่า เวลาเขาเสียแล้วจะมีคนมางานศพน้อย หรือกลัวว่าชาวบ้านจะไม่ยอมรับคบหาสมาคมด้วย แม่ก็เกิดที่อำเภอนี้ ทั้งสองเป็นลูกกำพร้าเหมือนกัน แม่ไม่มีญาติ ส่วนพ่อมีพี่สาว (ป้า) คนเดียว นอกนั้นเสียชีวิตไปแล้ว
    ทุกครั้งที่แม่กลัวและกลุ้มใจ แม่จะโมโหใส่หลาน ส่วนผมก็เครียด ได้แต่เงียบๆ เวลาจะพูดจะเล่นกับหลานก็ต้องเบาๆ แต่หลานชอบพูดเสียงดังถามนู่นนี่ และชอบอุลตร้าแมน ชอบเล่นฟันดาบปลอม ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร
    เกือบทุกวันจะมีเรือหางยาวเบิ้นเครื่องเสียงดังผ่านไปมาให้ได้ยิน
    บ้านตรงข้ามเยื้องไปทางขวา สามีมีอาชีพรับจ้างทำพลอยและเปิดโต๊ะสนุกเกอร์ด้วย ส่วนภรรยาอยู่บ้าน บ้านนี้ก็เปิดเพลงลูกทุ่งดังด้วย เปิดทุกวันช่วงเช้ากับช่วงเย็น
    ส่วนบ้านทางขวา บ้านนี้ก็รับจ้างทำพลอย ภรรยาเป็นแม่ค้า แต่ตอนนี้มีลูกสาวมาเลี้ยงลูกเล็กๆด้วย บ้านนี้ก็เปิดเพลงดัง เป็นเพลงวัยรุ่นตามสมัย โชคดีที่ลูกสาวเขามีลูกเล็กๆ เลยเปิดน้อยหน่อย
    เวลาดูโทรทัศน์แม่ก็เปิดเบาๆ แม่ชอบดูคุณสรยุทธ์ทุกตอนเช้า และชอบสนใจข่าวสารบ้านเมือง แต่ส่วนใหญ่จะชอบดูละคร แต่พักหลังแม่กลัวมากหลังจากที่แม่ค้าขายไก่ย่างมาพูดเสียงดังให้ได้ยิน
    ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยเขียนมาเล่าครับ
    หมดแรงกำลัง ก้าวเดินให้ถึงจุดหมาย จึงอยากลา…เพื่อหนีความสับสน..เพลงเก่าของเดอะเรน เมื่อวานวันเสาร์ไม่ได้ฟังรายการของคุณมาโนชเลย ไม่ได้ฟังมา 3 อาทิตย์แล้ว ไม่กล้าฟังเพราะรายการนี้เปิดเพลงฝรั่ง กลัวแถวนี้เขาจะได้ยิน ส่วนรายการข่าวช่วงเย็น คุณพัชระ คุณวิสุทธิ์ก็ไม่กล้าฟัง เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องหวย และเป็นวิทยุกรุงเทพฯ (ผมใช้คอมพิวเตอร์ 300 Mhz. ออนบอร์ด) เพลงเพื่อชีวิตในป่าก็ไม่กล้าเปิด…..ว่าจะออกจากบ้านแล้วเดินไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้จะไปไหน

  19. พิเภก Says:

    แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเซนเซอร์ตัวเองของสื่อ แต่็เรื่องพ่นสเปรย์นเห็นด้วยครับกับการไม่นำเสนอ บางเรื่องมองข้ามๆ ไปก็ดีครับ ให้วงในเค้าจัดการเอง หลายๆ เรื่องหนังสือพิมพ์ก็มีส่วนโหมกระพือให้มันเป็นเรื่องมากกว่าที่ควรจะเป็น

  20. rathwjj Says:

    Stroms, Devasting storms.

    -140 จุด ยอดเยี่ยมมากเลยครับ

    คราวนี้ไม่ต้องรอ หรอกครับ คลื่นใต้น้ำ

  21. Fringer Says:

    เป็นนักลงทุน ก็ควรฉวยโอกาสได้ทุกสถานการณ์ค่ะ หุ้นขึ้นก็ขาย หุ้นตกก็ซื้อ วันนี้นักลงทุนไทย “ตระหนกตกใจ” ขายตามฝรั่งเกินเหตุไปมากๆ ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่เปลี่ยนแปลง บริษัทจดทะเบียนก็ยังทำธุรกิจเหมือนเดิม (ยกเว้นหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง คงจะ “ห่วยลง” จริงๆ เพราะหลังจากนี้ไปฝรั่งคงไม่เข้ามาซื้อขายหุ้นเท่ากับเมื่อก่อน) เจ้าของบล็อกนี้ก็ไปช้อนซื้อหุ้นกับเขามาเหมือนกัน แม้ว่าจะเสียดายเงินที่ซื้อเร็วไปหน่อย ถ้ารอนานกว่านี้คงซื้อได้ราคาถูกกว่านี้อีก (เ่ฮ่อ (โขกหัวแรงๆ กับโต๊ะหนึ่งที))

    เศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่มีแต่ตลาดหุ้นค่ะ ไล่ “เงินร้อน” ออกไปซะบ้างก็ดี ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจของประเทศเราจะได้มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว วันนี้คนเล่นหุ้นเจ็บตัว แต่ผู้ส่งออกและภาค “เศรษฐกิจแท้จริง” (real sector) โดยรวมน่าจะดีใจ แต่ส่วนตัวก็คิดว่ามาตรการของธปท. “รุนแรงเกินไป” นะคะ แต่ไม่คิดว่าจะคงนโยบายนี้นาน เมื่อไหร่นักเก็งกำไรยอมขาดทุนค่าเงินกลับบ้านเก่า เมื่อนั้นธปท. คงประกาศยกเลิกมาตรการแรงๆ แบบนี้ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าผลได้ผลเสียจะคุ้มกันขนาดไหน ต้องดูไปซักพักก่อน

  22. rathwjj Says:

    ก็ เห็นด้วยครับ

    มาเลเซียก็เคยใช้ ยาแรงขนาดนี้
    เผลอๆ แรงกว่านี้ด้วยซ้ำ

    แต่อย่าลืมว่า มาเลเซีย กับไทย พื้นฐาน หลายๆ อย่างต่างกัน

    ก็คงต้องรอดูอย่างเดียวละครับ ว่าพรุ่งนี้จะขึ้นเท่าไหร่
    แล้วก็ดูว่า คนที่ตาย เป็นนักเก็ง กำไร จริงๆ ไม่ใช่นักลงทุน

  23. rathwjj Says:

    อ้ออีกเรื่องแก้ข่าวครับ ลบ แค่ (ย้ำคำว่า แค่ครับ) -108.41 จุด

  24. Fringer Says:

    นักลงทุนไทยจะตายหรือไม่ตาย ก็คงอยู่ที่ว่าใครตกใจขายขาดทุนไปน่ะค่ะ ตราบใดที่ยังขาดทุนบนกระดาษ ใจแข็งถืิอต่อไม่ขาย ก็ไม่เป็นไร แต่เพิ่งเห็นข่าวว่า ธปท. ออกมาแก้ไขมาตรการแล้ว บอกว่าไม่รวมตลาดหุ้น ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปก็คงจะค่อยๆ กลับสู่สภาวะปกติดังเิิดิม :) อืม… สงสัยต้องรอดูแล้วว่า จะมีใครในธปท. ต้อง “รับผิดชอบ” กับการใช้ยาแรงเกินไปแบบนี้หรือเปล่า

  25. VP Says:

    งานนี้เจ้ามือกินเรียบ ตามสไตล์ของท่าน… เป็น Basic อย่างไรตามผมไม่ได้เข้า แต่ออกก่อน เลยเสีย Opportunity cost ไปพอสมควร

    ผมคิดว่าสรุปได้ดังนี้

    1. ท่าน… ออกข่าว ร้าย
    2. ท่าน… ทุบ (Short sell)
    3. ท่าน… ออกข่าวดี

    ผล??? เป็นอย่างไร?

    วันนี้ ต้องพูดตรงๆเลยว่าเจ้ามือล้มโต๊ะจริงๆ เสียหายกันถ้วนหน้า ทั้งๆที่วิธีแก้ไขเรื่อง ดุลย์ค่าเงิน มีอีกตั้งเยอะ ดันไม่ทำ (คงกลัวจะเข้าตัว) ความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะมากกว่าการรัฐประหาร หลายเท่าตัว

    ผมอยากให้มีคนรับผิดชอบกับเรื่องนี้!!!

  26. tON Says:

    เจ็บมากเลยวันนี้

    แต่

    Ms. Fringer, please update your blog ASAP !!

    Ha-ha

  27. rathwjj Says:

    สงสัย ต้องตั้ง Definition คำว่า ปั่นหุ้นใหม่ เป็น อะไรก็ตามที่ รัฐบาลที่แล้วทำ ถือเป็น ปั่น

    แต่ รัฐบาลนี้ทำอะไร ไม่นับ เนื่องจากความใส สะอาดไร้มลทิน !!!!! (ซึ่งผมไม่ค่อยเชื่อ ซักเท่าไร ทั้งตัวตน คนตั้ง และคนรับรอง)

    สรุป แมงเม่าไทย จงตายต่อไป

    แมงเม่า พลีชีพ

  28. VP Says:

    สรุป เบื่อพ่อน้องปลื้ม

    แม่ไม่ปลื้ม จบ!!!….

  29. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น - iDayBlog Says:

    […] การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ เลือกเอาเรื่องราวที่คิดว่าปลอดภัยมานำเสนอ ส่วนตัวคิดว่าสื่อบางประเภทที่ปิดกั้นได้ยากๆ อย่างวิทยุท้องถิ่น ยังถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ/เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้มีอิทธิพลอื่นๆ ได้ และปัจจุบันอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์/Blog ซึ่งเป็นเวทีชุมชนออนไลน์ ยังถูกอำนาจมืดดังกล่าวปกคลุมไปด้วย จากหลายๆเหตุผลที่ไม่เปิดเผย หรือต้องการปิดบัง ซ่อนเร้น ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม โดยใช้ข้ออ้างเพียงเล็กน้อยว่าเว็บไซต์/Blog ดังกล่าวไม่เหมาะสม หรือเข้าเว็บไซต์/Blog นั้นไม่ได้เลย และทำทีแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็นว่ามันเกิดปัญหา ที่ตัวเว็บไซต์หรือเครื่องให้บริการเสียเอง เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้นึกถึงบทความหนึ่งที่คุณชายขอบเขียนไว้คือ “การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง” ซึ่งแปลจาก Self-censorship causing serious damage แถลงการณ์ของกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ลองไปอ่านดูครับ […]

  30. พีซ Says:

    อยากเป็นคลื่นใต้น้ำ ต้องทำอย่างไรบ้าง

  31. AHRC: การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ กำลังก่อให้เกิด ความเสียหายร้ายแรง « FACT - Freedom Against Censorship Thailand Says:

    […] December 14th, 2006 [In English: “THAILAND: Self-censorship causing serious damage”] […]