Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

เลิกพูดกันสักทีว่า “นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ”

แม้ว่าเหตุผลที่หลายฝ่ายยังสนับสนุนรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะมีมากมายหลากหลาย หนึ่งใน “ข้ออ้าง” ที่ฝ่ายสนับสนุนชอบยกขึ้นมาโต้ฝ่ายต่อต้านที่เรียกร้องให้รัฐบาลนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการกับคอร์รัปชั่นและการละเมิดกฎหมายต่างๆ ในรัฐบาล ทั้งเรื่องที่มี “ใบเสร็จ” ค่อนข้างชัดเจน (CTX, กล้ายาง, ลำไย, ฯลฯ) และเรื่องที่หน่วยงานรัฐไม่กล้าเอาผิด (กรณีภาษี Ample Rich และการตั้งนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติในดีลขายชินคอร์ป) คือเหตุผลทำนอง “ขึ้นชื่อว่านักการเมืองก็โกงกันทุกคนนั่นแหละ ให้มันโกงมั่งไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ”

ถ้าคนพูดเป็นวัยรุ่นหน่อย เหตุผลนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นคำพูดทำนอง “นักการเมืองโกงกินกันมาทุกยุคทุกสมัย บ้านเมืองก็ยังอยู่มาได้ ตอนนี้จะมาสู้กันทำไมวะ แสดงว่าขัดผลประโยชน์กันแน่ๆ รักชาติจริงก็ต้องสามัคคีกันไว้สิ วัยรุ่นเซ็ง”

ฯลฯ

ตรรกะนี้สำหรับผู้เขียน คิดว่า “ฟังไม่ขึ้น” ในตัวมันเองด้วยเหตุผลหลายประการ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ “ความรับผิด” (accountability) โดยเฉพาะความรับผิดทางกฎหมาย ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับ “ความดี” ที่ผู้กระทำผิดสะสมมาก่อนเกิดเหตุ

ขโมยควรถูกศาลตัดสินลงโทษถ้าหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าขโมย ไม่ว่าเขาจะทำความดีมามากแค่ไหน

หนึ่งในประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์อเมริกา บิล คลินตัน เกือบถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง (impeachment) “เพียงเพราะ” พูดโกหกในศาลเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงฝึกงานในทำเนียบขาว

ระบบที่ดี กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ สังคมพลเมืองที่ใช้ปัญญานำหน้าต้องสามารถแยกแยะระหว่าง “คน” กับ “ระบบ” ระหว่าง “ความจริง/สาระ” กับ “ความน่าเชื่อถือของผู้พูด” และระหว่าง “ความผิดในปัจจุบัน” กับ “ความดีในอดีต”

คนไทยเราชินชากับการโกงกินแบบลอยนวล เสียจนคนจำนวนมากอย่างน่าใจหายคิดว่ามันเป็น “เรื่องธรรมดา” ในบ้านเมืองที่ทุกคน “ต้องยอมรับ” เพราะ “ใครๆ ก็ทำกัน”

แม้กระทั่งกรณีทุจริตที่มีหลักฐานแน่นหนา ปรากฏเป็นข้อมูลสาธารณะหลายข้อ กลับ “เงียบหายเข้ากลีบเมฆ” โดยรัฐบาลนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ว่าจะเป็น CTX (ซึ่งผู้ให้สินบนสัญชาติอเมริกัน คือบริษัท GE Invision ยอมเสียค่าปรับเป็นเงิน 800,000 เหรียญสหรัฐให้กับกระทรวงยุติธรรมของอเมริกาไปแล้ว ในข้อหาละเมิดกฎหมายว่าด้วยพฤติกรรมการทุจริตในต่างประเทศ (Foreign Corruption Practices Act หรือ FCPA) แต่ผู้รับสินบนสัญชาติไทยกลับไม่ถูกรัฐบาลไทยเอาผิด?!?) กรณีเงิน “ค่าซื้อถังก๊าซ” ที่ส่อว่าเป็นการไซฟ่อน มูลค่า 3,000 ล้านบาทของบมจ. ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น (PICNIC) หุ้นที่มีนักการเมืองและญาติๆ ถือหุ้นมากมาย พอ ก.ล.ต. ส่งเรื่องไปถึง DSI สำนวนฟ้องกลับมีแต่ เรื่องตกแต่งบัญชี 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นทุจริตเหมือนกัน แต่ “จิ๊บจ๊อย” กว่าเรื่องไซฟ่อนเงิน 3,000 ล้านบาทมาก และไม่พัวพันนักการเมือง

ฯลฯ อีกมากมาย

ถ้าเรามีกฎหมายแต่ไม่ใช้กฎหมายนั้นลงโทษคนผิด เราจะมีกฎหมายไว้ทำไม?

……

ใช่ คอร์รัปชั่นไม่เคยทำให้ประเทศถึงขนาด “ล่มจม” แต่มันก็ฉุดรั้งความเจริญของประเทศไม่ให้ไปไกลเท่าที่ควร ไม่ให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจทำประโยชน์ให้กับคนหมู่มากของประเทศเท่าที่ควร

และที่สำคัญ ทำให้ “ระบอบอุปถัมภ์” หรือ “ระบอบเส้นสาย” ในเมืองไทยฝังรากลึกลงเรื่อยๆ ไม่เอื้อต่อระบบ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” (meritocracy) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

ต้องขีดเส้นใต้คำสองคำนี้เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมักไม่คิดถึง หรือคิดถึงแต่มองไม่เห็นความสำคัญ

ระหว่างกรณีที่นักการเมืองคนหนึ่งรับเงินใต้โต๊ะจากโครงการสร้างทางด่วนไป 10,000 ล้านบาท กับกรณีที่รัฐบาลเก็บเงิน 10,000 ล้านบาทเดียวกันจากผู้รับเหมา แล้วนำเงินนั้นมาใช้ในโครงการช่วยเหลือคนจน อะไร “เป็นธรรม” กว่ากัน?

ตัวเลข GDP ในทั้งสองกรณีเท่ากัน ดังนั้นข้ออ้างเรื่อง “อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ” จึงไม่ใช่ประเด็น

ถ้ารัฐบาลสามารถกระจายความเจริญของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงได้มากกว่านี้ ด้วยการกำราบนักการเมืองที่โกงกิน เราจะไม่อยากได้หรือ?

เราไม่อยากเห็นคนจนลืมตาอ้าปากได้หรือ?

นักการเมืองไทยอาจโกงกันทุกยุคทุกสมัย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนไทยควร “ทำใจ” นั่งทำตาปริบๆ มองพวกเขาโกงกินกันไปเรื่อยๆ

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ค่านิยม วัฒนธรรม และความเชื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดิม

สังคมจะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อคนในสังคมเลิกพูดคำเดียวเท่านั้น:

“ช่างหัวมัน”

แต่เราจะเลิกพูดคำนี้ได้จริง ก็ต่อเมื่อเรามองเห็น “ต้นทุน” ของคอร์รัปชั่น ต้นทุนที่ทุกคนในสังคมกำลังแบกไว้ร่วมกัน ทั้งๆ ที่มองไม่เห็น

……

“ต้นทุน” ของคอร์รัปชั่นมีอะไรบ้าง?

หลักฐาน ข้อมูล และงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มากมายชี้ว่า การโกงกินหรือคอร์รัปชั่นนั้นเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน โดยประเทศที่มีคอร์รัปชั่นสูง จะมีรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per capita) ต่ำกว่าประเทศที่มีคอร์รัปชั่นต่ำ

เมื่อนำสถิติจาก Transparency International มาพล็อตจะเห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างรายได้ต่อหัว กับดัชนีความเชื่อมั่นในภาครัฐ (ตัวเลขสูงแปลว่าคอร์รัปชั่นต่ำ):

รายได้ต่อหัว  vs. ระดับคอร์รัปชั่น

นอกจากนี้ คอร์รัปชั่นผนวกกับ “ระบอบอุปถัมภ์” ด้านเศรษฐกิจ (crony capitalism) ยังเป็นกลไกหลักที่ “บิดเบือน” การกระจายรายได้ของประเทศ ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มนักธุรกิจผู้มีเส้นสายไม่กี่ราย

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มากมายระบุว่า คอร์รัปชั่นส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ 6 ทางหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. ลดระดับการลงทุนของภาคเอกชนและบั่นทอนอัตราการเจริญเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจ

คอร์รัปชั่นเป็น “ต้นทุนของการพัฒนา” ที่สูงกว่าภาษีที่รัฐบาลเก็บ เพราะมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งด้านอัตราที่เรียกเก็บ และความไม่แน่นอน (สำหรับคนจ่าย) ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเงินใต้โต๊ะไปจะทำตามคำสัญญาหรือไม่ นอกจากนั้นคอร์รัปชั่นยังลดแรงจูงใจของภาคเอกชนในการลงทุน เพราะต้องเสียเงิน “ต่างหาก” ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่คดโกง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจตามปกติ

2. บิดเบือนแรงจูงใจของพลเมืองที่มีความรู้ความสามารถ

เนื่องจากรายได้จากการคอร์รัปชั่นมีมูลค่าสูง และได้มาง่ายดายกว่างานสุจริตที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงสามารถโน้มน้าวให้พลเมืองที่มีคุณภาพ มีการศึกษาของประเทศส่วนหนึ่งใช้ความเก่งของตนในการหากินแบบ “มักง่าย” อย่างนี้ นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่หมกมุ่นกับการคอร์รัปชั่นก็จะหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาช่องทางคอร์รัปชั่นใหม่ๆ แทนที่จะทำงานรับใช้ชาติ

3. บิดเบือนค่าใช้จ่ายภาครัฐ และลดคุณภาพของบริการสาธารณะ

รายได้จากการคอร์รัปชั่นเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่คดโกง เลือกที่จะจัดสรรทรัพยากรของประเทศตามโอกาสของตัวเองในการคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ตามความต้องการของประชาชน งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ Paul Mauro (2541) ชี้ชัดว่า รัฐบาลของประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงใช้เงินสร้างโครงการขนาดใหญ่ (megaprojects) และโครงการทางทหาร มากกว่าเงินลงทุนด้านการศึกษาและบริการสาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้ ยิ่งคอร์รัปชั่นยิ่งสูง คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะก็ยิ่งตกต่ำลง เพราะเงินที่ควรใช้ไปกับการบำรุงรักษาหรือก่อสร้างในระดับคุณภาพดีต้องหายไปในกระเป๋าเจ้าหน้าที่รัฐแทน

4. ลดประสิทธิผลของเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ

ในประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง รัฐบาลมักใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างชาติไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่สิ้นเปลือง และคอร์รัปชั่นได้ง่าย

5. เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการเงิน

คอร์รัปชั่นบิดเบือนการไหลเข้าออกของทุน และคอร์รัปชั่นในสถาบันการเงินภาครัฐ (เช่น การบังคับให้ธนาคารของรัฐให้เงินกู้ที่ไม่สมเหตุผล ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด) อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน และเศรษฐกิจทั้งระบบ

6. เพิ่มแรงจูงใจให้พลเมืองหลบเลี่ยงภาษี และรัฐขาดดุลงบประมาณ

คอร์รัปชั่นอาจทำให้พลเมืองบางรายหลบเลี่ยงภาษี เพราะถือว่าได้ “เสียภาษี” ไปแล้วเมื่อถูกเจ้าหน้าที่รัฐขูดรีด ดังนั้นในระยะยาว รายได้ภาษีที่ลดลง (จากการหลบเลี่ยงนี้) บวกกับค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น (จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่คอร์รัปชั่นได้ง่าย) อาจส่งผลให้รัฐต้องขาดดุลงบประมาณ ส่งผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และลดความคล่องตัวของรัฐในการบริหารงบประมาณ

“นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ”

มารณรงค์ให้คนรอบข้างเราเลิกพูดประโยคนี้กันเถอะ

เพราะถึงเวลาที่เราต้องทบทวนความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจดี” กันใหม่แล้ว.

Popularity: 6% [?]

Print This Post

13 Responses to “เลิกพูดกันสักทีว่า “นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ””

  1. om Says:

    อ่านแล้วก็เข้าใจดีนะครับ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่านอกจากเลิกพูด แล้วจะทำอะไรได้อีก

  2. VP Says:

    เขียนได้ถูกใจมากครับ… และได้สะท้อนจริงๆ ของสังคมไทยในปัจจุบันว่าทุกๆคนหลับหูหลับตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้…

    ดูตัวอย่างจากเว็บบอร์ดในราชดำเนิน… ผมเข้าไปดูและเสนอความคิดเห็นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

    … จนปัจจุบัน … ไม่สามารถที่จะทำใจได้แม้แต่จะเปิดเข้าไปดู… ส่วนใหญ่ของความคิดเห็นเป็นไปในทางนั้นจริงๆว่า “นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ” หรือที่ว่า “ต้องการนายกที่มาทำงานไม่ใช่มาสอนเรื่องจริยธรรม (ไม่ได้ต้องการมรรคนายก)” ไม่ว่าความคิดเห็นในเว็บบอร์ดอย่างราชดำเนินจะมาจากความบริสุทธิ์ใจจริง หรือ จาก วอร์รูมก็ตาม ผมก็คิดว่าสังคมไทยของเราตกต่ำมากในเรื่องนี้

    แต่ในทางกลับกันเราก็ควรจะต้องมองว่า ทางเลือกอื่นๆก็ควรที่จะสลัดภาพนักการเมืองที่โกงกินออกไปซะก่อนด้วย เพราะมิฉะนั้นความคิดที่ว่า “นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ” ก็จะไม่หมดไปเสียที

    ขอยกตัวอย่างว่าเมื่อเร็วๆนี้ผมได้มีโอกาสร่วมฟังวิสัยทัศน์ของนักการเมืองอีกฝั่งหนึ่งที่เสนอตัวเข้ามาเป็นนายก… มีคำถามที่น่าสนใจมากว่า “ถ้าท่านในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค มีสิทธิ์ที่จะเลือกตัวผู้สมัครในพรรคของท่านได้ …. ท่านอยากจะเลือกผู้สมัครแบบใดคือ

    1. เลว… แต่ได้รับเลือก

    หรือ

    2. ดี… แต่อาจไม่ได้รับเลือก”

    คำถามอาจจะดูว่าเป็นการบังคับให้ตอบทางใดทางหนึ่งมากไปหน่อย … แต่ท่านหัวหน้าพรรคผู้นั้นก็เลี่ยงที่จะตอบโดย บอกว่า

    “ถ้าผมเลือกได้จริงๆ อยากจะเลือกผู้ที่สมัครที่มีความเหมาะสมและมีโอกาสสูงในการรับเลือกตั้ง”

    ก็เป็นคำตอบที่ฟังดู… พอรับได้ … แต่อย่าลืมว่า หัวหน้าพรรคท่านนี้ก็ไม่ได้ตอบคำถาม… หรืออาจตอบมาแล้วทำให้ผมเอง เข้าใจว่า ท่านไม่ได้ตอบ เพราะความจริงในเรื่องนี้ อาจทำให้ทุกคนหดหู่ คือผมคิดว่าถ้าต้องบังคับให้ตอบจริงๆ ก็คงไม่พ้นข้อ 1. คือ เอาคนที่ได้รับเลือกไว้ก่อน

    ดังนั้นนอกจากจะต้องหยุดพูด… ผมขอเสริมว่า การเมืองภาคประชาชน ควรจะต้องทำงานให้เข้มแข็งมากกว่านี้ .. ให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ รากหญ้า ฯลฯ เพื่อที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถตัดสินใจได้จริงๆ ว่า เลือกคนดี และมีความสามารถ เข้าสภา
    ——-
    สุดท้ายนี้มีอีกประเด็นที่อยากจะขอฝากไว้…. ทำไม…. ผู้ที่มีสิทธิ์จะได้จัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายก จะต้องมาตัดสินกันที่ ภาคอิสาน…. มีวิธีอะไรไหมที่จะ จัดการกับเรื่องนี้… จริงอยู่ทุกอย่างต้องเป็นประชาธิปไตย แต่อย่าลืมว่าภาคอิสานที่กลายทาเป็นตัวตัดสินนั้น อาจจะไม่ได้สะท้อนถึงคนไทยทั้งหมด….

  3. ninnaya Says:

    อ่านแล้วนึกถึงคลิปวิดีโอคำถามจากโปรเจ็ค dropping knowledge ที่เพิ่งดูไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

    http://www.droppingknowledge.org/web.www.droppingknowledge.org/bin/dk?ph=media_player&mediaID=58

    ——-
    http://www.droppingknowledge.org

  4. bact' link service Says:

    สามประโยคและสองพฤติกรรมอันตรายที่กัดกร่อนสังคมไทยที่สุด ภาค 2 ? :P

    “ใครๆ เขาก็โกงกัน”

    —-
    สามประโยคและสองพฤติกรรมอันตรายที่กัดกร่อนสังคมไทยที่สุด (1)
    http://www.fringer.org/?p=81

    สามประโยคที่ว่าคือ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” “ช่าง(หัว)มัน” และ “คนดีไม่ควรเปลืองตัว”

    สองพฤติกรรมอันตรายนั้นคือ นิสัยปากว่าตาขยิบ (double standard) และนิสัยมักง่าย
    —-

  5. gelgloog Says:

    โคตรเห็นด้วยเลยครับ

    คำพูดดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานทางสังคมเสียแล้ว ประเทศไทยเป็นอะไรที่สนุกมาก หลัก”ตรรกะ” ที่เป็น “ตรรกะ” จริงๆ เมื่อมาอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ล้วนถูกทำให้กลับตาลปัตรเสียสิ้น

    “ใครๆ ก็โกงกันทั้ง แล้วจะบ่นทำไม?”
    ….ก็เพราะโกงน่ะสิครับถึงบ่น แม้คนอย่างเราๆจะทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากการออกเสียงแล้ว ผมว่าการ “บ่น” เนี่ยแหละถือได้ว่าเป็นพลังสำคัญเหมือนกันนะ ดังนั้นบ่นไปเถิด มันไม่เป็นสิทธิ์ที่เราสามารถที่จะบ่นได้

    ยังมีอีกหลายเรื่องครับ โดยเฉพาะพวกที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องผิดกฏหมาย เช่นโต๊ะพนันบอล มักจะไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังผิดต่อสังคมโดยรวมด้วย มองเรื่องการพนันว่าเป็นสิ่งที่ธรรมดา ปากก็บอกว่านักการเมืองโกงบ้านโกงเมืองยิ่งกว่าที่มันทำอยู่อีก มันทำแค่นี้ไม่เห็นทำให้ใครเดือดร้อน

    จริงหรอวะ?? (ผมคิดในใจเฉยๆ เพราะก็ไม่อยากจะเถียงกับเพื่อน เดี๋ยวจะพาลเสียเพื่อนกับไปเปล่าๆปลี้ๆ)

    สิ่งที่สะท้อนก็คือว่า บ้านเราคิดกันแปลกๆครับ โกงก็ได้ พนันไม่เป็นไร

    นอกประเด็นมาเยอะเลย ถ้าสนใจผมว่าลองไปหางานของ อ.ผาสุก มาดูซิครับ ถ้าจำไม่ผิด (เพราะเคยดูผ่านๆ ลางๆ) อาจารย์ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของการคอรัปชั่นที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเอาไว้หลายแง่มุมเลยทีเดียว อีกทั้งลักษณะการรวมกลุ่มผลประโยชน์ของแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกันด้วย น่าสนใจทีเดียวครับ

    แต่ชื่อว่าตัว implication คงไม่ต่างจากที่คุณชายขอบเสนอมาซักเท่าใดนัก การคอรัปชั่นท้ายที่สุดแล้วก็คือยาพิษครับ บาปคงติดกบาลพวกแม่งไปจนวันตาย

  6. หนาม Says:

    อืม ชอบจัง ที่ Fringer แยกปัจจัยเป็นกรณี. ก่อนอื่นผมต้องบอกว่า ผมเห็นด้วยกับ Fringer นะครับ.
    ถ้า ผมเข้าใจไม่ผิด Gary S. Becker เคย เขียนเปเปอร์ เกี่ยวกับ อาชญากร ว่า การเพิ่มความน่าจะเป็นที่อาชกรจะโดนจับเนี้ย มันดีกว่า การเพิ่มโทษตามกฏหมาย. (อันนี้ ผมไม่ได้อ่านเอง ต้องขอบใจพี่ชายผม) ผมว่า คนเราจะโกง เนื่องจากผลประโยชน์ แต่ถ้า มันไม่คุ้ม มันก็ไม่น่าจะโกง ใช่ไหมครับ. แต่ มันก็อยู่ที่คนอีกแหละครับ เพราะคนเป็นผู้ปฏิบัติ.
    ผมคิดว่า ถ้าเรามีหน่วยงานอาชีพ ที่ค่อยดูแลผู้ใช้กฏ ก็ดีนะครับ. ถ้าว่า แล้ว หน่วยงานนั้น เขาโกงเองหละ. ประเทศชาติก็ล่มจมเหมือนเดิมซิครับ. แต่ เราก็ยัง หวังได้มากกว่า คณะกรรมการที่แต่งตั้ง เฉพาะกิจนะครับ เพราะ มันเป็นหน้าที่หลัก ถ้าเขาไม่ทำเลย เขาต้องรับผิดชอบแน่นอน.
    ถ้าเรารู้ว่า การโกงเนี้ย มันมีปัจจัยจากอะไรบ้าง. เราก็อาจจะ แก้ปัญหาได้ตรงจุดนะครับ เช่น โกงเพราะเห็นคนรอบข้างโกงแล้วไม่เป็นไร. ก็เชือดไก่ให้ลิงดู น่าจะแก้ได้. โชคดีที่ ถ้าผมโกง ผมจะเริ่ม จากอะไรที่เล็กน้อยก่อน ถ้าได้บทเรียน ผมก็จะไม่ทำอีก. ส่วนใหญ่ควรจะเป็นแบบนี้ ใช่ไหมครับ.
    ผมคิดว่า ในระยะยาว การศึกษา สามารถปลูกฝังค่านิยมที่ดีได้นะครับ. แต่ การศึกษาเป็นไงอันนี้ ก็อีกเรื่องหนึ่ง. ฮา
    ส่วนตัวผม ผมก็มีคำถามนะครับ ผมเห็นคนที่เขายอมแลกชีวิต เพื่อ อุดมการณ์ของตัว. แต่ พอเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรี เขาพัวพันเกี่ยวกับคดีโกง. ถ้าผมจำไปผิด เขาพูดว่า “ถ้าพวกคุณเป็นผมก็ต้องทำแบบนี้” ผมเพียงแต่ จะบอกว่า ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าถึงเวลาจิงๆ ผมจะโกงรึเปล่า. ถึงแม้ ผมจะบอก ว่าผมไม่เอาสังคมก็ได้. ฮา.

    อันเก่าผมยังไม่ได้คอมเมนท์เลย ตั้งใจไว้ รู้สึกผิดเหมือนกัน. ติดหนี้ไว้ก่อนแล้วกันครับ ;)

  7. คนตกขอบ Says:

    ถึงคุณ คนชายขอบ
    ผมคิดว่าคุณคงไม่ไร้เดียงสาพอที่จะพูดว่า “มีแต่ “นักการเมือง(เท่านั้นที่)โกง”
    ตรรกกะที่ให้มามันไม่ง่ายไปหน่อยหรือครับ
    ถ้าอย่างนั้นก็เอา นักการเมืองออกจากสมการที่คุณตั้งไว้ “เมืองไทย (ก็จะได้)ใสสะอาด” เหมือนกับมูลนิธิอะไรอย่างหนึ่งที่คุณสุเมธตั้งนั่นแหละ

    ผมคิดว่าในฐานะนักวิชาการ (อิสระ) คุณต้องทำ/คิด/เขียน อะไรมากกว่าคนวิพากษ์วิจารณ์การเมืองตามร้านกาแฟนะครับ
    ข้อเรียกร้องของผมคือ
    “เลิกพูดกันสักทีว่า มีแต่ “นักการเมือง(เท่านั้นที่) โกง”
    คนตกขอบ
    ปล.ผมคิดว่าคุณคงได้อ่านหนังสือต้องห้ามภาษาอังกฤษเล่มล่าสุดแล้วนะครับ ก่อนเขียนงานชิ้นนี้

  8. Fringer Says:

    คุณ om & VP: คิดว่าถ้าคนที่เลิกพูดประโยคนี้มีมากพอ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนช่วยกัน “ตรวจสอบ” การทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง การเมืองภาคประชาชนก็จะเข้มแข็งขึ้นโดยปริยายค่ะ ตอนนี้ดูเหมือนเรายังไปไม่ถึง critical mass ตรงนั้น เพราะตราบใดที่เราใช้ประโยคนี้ก็เท่ากับว่า เราไม่สนใจจะติดตามข้อมูลข่าวคราวเรื่องคอร์รัปชั่น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นก่อนตลอดเวลา

    ที่คุณ VP ยกตัวอย่างนักการเมืองที่ “เลวแต่ได้รับเลือก” นั้นก็คงเป็นความจริงที่เรา้ต้องยอมรับระัดับหนึ่งนะคะ แต่คิดว่านั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบและเรียกร้องเรื่องคอร์รัปชั่น “หลังเลือกตั้ง” ใหญ่เลย คือนักการเมืองเลวๆ อาจได้รับเลือกเข้ามา แต่เข้ามาได้แลัวประชาชนก็ไม่ควรยอมให้มาโกง โดยเฉพาะการโกงระดับที่ต้องเรียกว่า “สวาปาม” เท่านั้น

    คุณ gelgloog: เคยอ่านงาน อ. ผาสุกเรื่องคอร์รัปชั่นมาบ้างค่ะ สนุกดี อยากให้คนอ่านงานแบบนี้เยอะๆ :) ตั้งใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนในแง่หลักการ คงได้ refer ถึง อ. ผาสุกค่ะ

    คุณหนาม: โห ไม่ต้องขยันคอมเม้นท์ืทุกโพสต์ก็ได้ค่ะ อ่านไ่ม่ทัน :D ปัญหาใครดูผู้ใช้กฎเนี่ย ยากจริงๆ นะคะ เพราะมันเป็นปัญหาโลกแตก แต่คิดว่าคนดู ก็คือประชาชนในประเทศแหละค่ะ ถ้าการเมืองภาคประชาชนเรา “เอาจริง” กับนักการเมืองคอร์รัปชั่น เราก็อาจส่งเีสียงดังพอที่ผู้ใช้กฎที่กำลังช่วยคนเลว จะต้องหันมาสำนึกในหน้าที่ตัวเองบ้างไม่มากก็น้อย

    คุณคนตกขอบ: เอ่อ ไม่ึคิดว่าตรรกะที่ออกมาืคือ มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่โกงนะคะ ไม่แน่ใจว่าคุณโยงว่าบทความนี้นำไปสู่บทสรุปนั้นได้อย่างไร ขออภัยถ้าเขียนไม่ชัดทำให้นึกไปแบบนั้น เพราะแน่นอน คนโกงในประเทศย่อมมีหลากหลายอาชีพกว่านักการเมือง แต่เรื่องนี้ตั้งใจจะเขียนเีกี่ยวกับนักการเมืองเท่านั้นค่ะ :) เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของคุณค่ะ ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าเราเลิกพูดว่า มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่โกง แล้วแปลว่าอะไร? ก็คงแปลว่าเราต้อง “จัดการ” กับคนโกงในทุกสาขาอาชีพใช่ไหมคะ ฉะนั้นสิ่งที่เขียนในบทความนี้ก็เหมือนเป็น subset ของข้อเรียกร้องคุณคนตกขอบ ไม่ได้ขัดอะไรกันเลย

    เอาไว้โอกาสหน้าจะพยายามเขียนเรื่องวิธีการโกงของ “คนอื่น” ที่ไม่ใช่นักการเมืองก็แล้วกัน แต่คงไม่ใช่คนที่คุณอยากให้พูดถึงนะคะ เอาไว้ไปคุยกันนอกรอบ (แต่อ่านหนังสือนั้นแล้วค่ะ) ;)

    ไม่อยากเป็นนักวิจารณ์ตามร้านกาแฟเท่านั้น แต่ไม่แน่ใจว่าทำอะไรได้บ้างด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด (แถมติดกาแฟเสียอีก) แต่กำลังพยายามเรียบเรียงเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย anti-corruption, class action, และ whistleblower law ในประเทศต่างๆ เทียบกับของบ้านเราอยู่่ค่ะ เสร็จแล้วคงส่งไปตีพิมพ์ อาจเป็นการติอย่าง “สร้างสรรค์” กว่าบทความนี้ (นิดหน่อย)

  9. คนตกขอบ Says:

    ที่เขียนตอบกลับคุณ “คนชายขอบ” เพราะเห็น “ศักยภาพ” ของคุณในการขุดคุ้ย/ตีแผ่ ประเด็นทางเศรษฐกิจครับ แต่ถ้าทำได้แค่นี้มันก็คือสิ่งที่สังคมรู้ ๆ กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ว่า “นักการเมืองโกง”

    เอาเข้าจริง ๆ ประเด็นที่ผมยกขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิชาการหลายคน เช่น สมศักดิ์ หรือ ธงชัย ก็เคยยกประเด็นนี้มาตั้งนานแล้วว่าด้านกลับของการ “ด่า(แต่)นักการเมือง” มันส่งผลกระทบอะไรบ้าง

    รูปธรรมง่าย ๆ เรื่องที่คุณน่าจะรู้ดีกว่าผมคือการขายหุ้นชินคอร์ป คุณบอกได้ไหมว่าสิ่งนี้ทำได้โดยทักษิณคนเดียว ไทยพาณิชย์ ไม่เกี่ยว หุ้นใหญ่ไทยพาณิชย์ไม่เกี่ยว

    สิ่งที่ผมเรียกร้องคือเราต้องตอบคำถามมากกว่านั้น เช่น วัฒนธรรมอะไรที่รองรับการโกงนั้น ทำไมประชาชนถึงรับได้ (ผมคิดว่าประชาชนรู้เสียด้วยซ้ำว่าในบ้านนี้เมืองนี้อะไรก็ซื้อได้)
    ถ้าไม่คิดว่าประชาชนโง่อย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่าประชาชนมีเหตุผลพอที่จะเลือกแม้แต่การขายเสียงก็เป็นการคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้เหมือนกัน (ประเด็นนี้อ.อัมมารได้พูดไว้แล้ว)

    คนตกขอบ

    ปล. ถ้าคุณ “อ่านหนังสือนั้นแล้ว” เห็นประเด็น “คอร์รัปชั่นเชิงศีลธรรม” บ้างหรือเปล่าครับ

  10. Fringer Says:

    เห็นด้วยอย่างยิ่งทุกประการค่ะ แ่ต่ถกกันตรงนี้ไม่้สะดวก ยังหาวิธีเขียนเรื่องเกี่ยวกับ “โครงสร้าง” หรือ “วัฒนธรรมที่รองรับการโกง” ไม่เก่งเหมือน อ. ธงชัย หรือ อ. เกษียร น่ะ่ค่ะ (แหะๆ) แต่คิดว่าที่คุณคนตกขอบพูดว่า “สิ่งที่สังคมรู้ ๆ กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ว่า “นักการเมืองโกง” ” เนี่ย มันจริงแต่ปัญหาคือ “รู้แต่ไม่ทำอะไร ทั้งๆ ที่รู้” นะคะ จึงเป็นที่มาของบทความนี้ คือ ก่อนที่เราจะหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้นั้น อันดับแรกคือเราต้อง “รู้” ว่าการโกงนั้น “เป็นปัญหา” ของบ้านเมืองจริงๆ ซึ่งตรงนี้เรายังไปไม่ถึงเลยค่ะ ดูเหมือนใครๆ ก็ “รู้” ว่านักการเมืองโกง แต่ไม่ว่าอะไรเพราะ “ช่างมัน” หรือคิดว่าไม่เป็นปัญหา เมืองไทยก็อยู่มาได้ ฯลฯ

    ถ้าเรายอมรับข้อนี้ วัฒนธรรมอาจ “เปลี่ยน” ได้ ไม่รู้อะไรเกิดก่อนเกิดหลังนะคะ แ่ต่คิดว่าปัญหาระดับ “โครงสร้าง” หรือ “สถาบัน” นั้น ไม่จำเป็นต้องแก้ไขก่อนที่คนจะเห็นปัญหาการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองนะคะ เอ่อ พูดมาวกวนมากเลย หวังว่าคงอ่านเข้าใจนะคะ ยังไงก็ขอขอบคุณที่ให้ความเห็นค่ะ :)

    ไม่เคยคิดว่าประชาชน “โง่” เลยค่ะ คิดว่าเรา “ยอมรับ” อะไรที่มันแย่ๆ มากเกินไปเท่านั้น

  11. คนตกขอบ Says:

    จะรออ่านในที่สาธารณะครับ

  12. rathwjj Says:

    ประเด็นที่ว่า ผมค่อนข้างเห็นด้วยทีเดียว เพียงแต่ว่า การรับรู้ของประชาชนทั่วไป ค่อนข้างจำกัด และ ถูกบิดเบือนค่อนข้างสูง จาก

    1. ตัวสื่อเอง
    2. ฝ่ายรัฐบาล และผู้สนับสุน
    3. ฝ่ายคัดค้านและ ผู้คัดค้านรัฐบาล

    ปัญหาก็คือ เราไม่สามารถเชื่อได้เลยว่าอะไรที่เป็นข้อมูลที่แท้จริงที่ควรจะเชื่อ
    และ เราไม่สามารถ เชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะได้มาอย่างสุจริตหรือไม่

    แล้วมันก็วนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

  13. Marut Says:

    เข้ามาอ่านครั้งแรก รู้สึกชื่นชมคุณคนชายขอบมากครับ ที่ตอบคำถามอย่างใจเย็น ไม่หวั่นง่ายๆกับคอมเมนต์นกกาหลายๆคอมเมนต์ (หมายถึง Entry อื่นด้วยนะ) นะครับ :_)