Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน?

พรุ่งนี้ผู้เขียนจะไปร่วมชุมนุมที่หน้าห้างสยาม พารากอนกับเขาด้วย แม้ว่าจะเห็นใจคนที่ทำงาน และเรียนหนังสือแถวนั้น ก็เข้าใจกลุ่มพันธมิตรฯ เหมือนกันว่าจะต้องหาวิธีเพิ่มแรงกดดันต่อตัวนายกฯ โดยไม่ออกนอกหลักการ “อารยะขัดขืน” และหาพื้นที่ใหม่ๆ ในการเปิดเวที “แฉ” นายกฯ เพราะทีวีทุกช่อง ยกเว้น ASTV และ Nation Channel ยังไม่ยอมถ่ายทอดให้คนทางบ้านเห็นว่า บรรดานักวิชาการ อดีตรัฐมนตรี อดีตทูต นักการเมือง แพทย์ NGO ตัวแทนชาวบ้าน นักคิด กวี และอีกหลายสิบอาชีพที่ขึ้นเวทีปราศรัยนั้น เขาพูดอะไรกันบ้าง

ใครที่ไม่อยากไปร่วมชุมนุม พยายามหลีกเลี่ยงการใช้รถใช้ถนนไป 2-3 วันนะ เพราะท่าทางรถจะติดครึ่งค่อนเมืองทีเดียว การชุมนุมครั้งนี้มีแนวโน้มจะเป็นพฤติกรรม “อารยะขัดขืน” ขนานแท้ เพราะจะทำให้หลายๆ คนรู้สึกเดือดร้อน ถึงขนาดอาจมีการแจ้งจับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุมด้วย (ในข้อหาละเมิดกฎจราจร และก่อความไม่สงบละมัง) ใครที่อยากบ่นว่ารำคาญการชุมนุมเพราะทำให้รถติด ขอแนะนำให้อ่าน บทความของคุณ bact’ แล้วคุณอาจเปลี่ยนใจ (หรืออย่างน้อยก็เข้าใจผู้ชุมนุมมากขึ้น)

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มี “มือที่สาม” เข้ามาก่อความวุ่นวาย และหวังว่าสนธิและจำลอง แกนนำหลักสองคน จะไม่ “ฉวยโอกาส” นี้สร้างความวุ่นวายซะเอง ต้องช่วยกันจับตาดูให้ดีๆ

เนื่องจากตอนนี้เห็นหลายๆ คน (โดยเฉพาะคนที่บอกว่า “รำคาญ” พวกม็อบกู้ชาติมาก) มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประท้วงแบบ “อารยะขัดขืน” พอสมควร เลยพยายามหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และแปลบทความที่คิดว่าดีมากๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ รวบรวมมาให้อ่านกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

ก่อนอื่นขอย้ำตรงนี้ว่า ผู้ร่วมชุมนุมหลายคน รวมทั้งผู้เขียน จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ อย่างแน่นอน หลายคนด่วนสรุปเอาเองว่า ผู้ชุมนุมนี่คือพวกไม่อยากไปเลือกตั้งทั้งนั้น ขอบอกว่าไ่ม่จริงเลย ธง “Vote No Vote” ของ สนนท. ที่ปลิวไสวตลอดเวลาในที่ชุมนุม และคำปราศรัยเชิญชวนให้ทุกคนไปเลือกตั้ง ของผู้ปราศรัยหลายคน เป็นเครื่องยืนยันได้ดี คนเขาไปชุมนุมตอนนี้เพราะอยากเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกก่อนถึงวันเลือกตั้ง จะได้ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และเราจะได้ไม่ต้องทนเห็น “สภาโจ๊ก” คลอดออกมาจากมหกรรมโกงเลือกตั้ง เปิดช่องให้นายกฯ ลอยนวลไม่ต้องถูกตรวจสอบตลอดกาล ต้องมาปวดหัวแก้ปัญหากันทีหลัง แต่ถ้าหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ (ซึ่งตอนนี้มีแนวโน้มสูงมาก) เชื่อว่าผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่จะไปเลือกตั้ง กาช่องไม่เลือกใคร ไม่นอนหลับทับสิทธิอย่างแน่นอน (แล้วถ้าเกิด “สภาโจ๊ก” ขึ้นมาจริงๆ หลังจากนั้น โดยมีทักษิณเป็นนายกฯ อีกสมัย สงสัยต้องมาประท้วงกันต่อไป เฮ่อ)


อารยะขัดขืนคืออะไร?

“Those who profess to favor freedom, yet deprecate agitation, are men who want crops without plowing up the ground. They want rain without thunder and lightning. They want the ocean without the awful roar of its many waters. This struggle may be a moral one; or it may be a physical one; or it may be both moral and physical; but it must be a struggle. Power concedes nothing without a demand. It never did and it never will.”
Frederick Douglass, African-American abolitionist

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”
เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวอเมริกันผิวดำ ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

พจนานุกรมฉบับมติชน ให้นิยามคำว่า “อารยะขัดขืน” ไว้ดังนี้:

แก้วสรร อติโพธิ อธิบายว่า อารยะขัดขืน ภาษาฝรั่งใช้คำว่า Civil Disobedience คำว่า “Civil” ในที่นี้ เขาไม่ได้หมายถึงอารยะอะไรที่ไหน แต่หมายถึง “พลเมือง” ว่า การกระทำใดอันเป็นการผิดกฎหมายผิดหน้าที่ของพลเมืองที่กระทำไป เพื่อมุ่งประท้วงหรือปฏิเสธการใช้อำนาจเกินขอบเขตของผู้ปกครอง เขาจึงเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นการแข็งข้อ ไม่ยอมรับหน้าที่ของพลเมืองที่กำหนดไว้ ถือเป็นความชอบธรรมที่ทำได้ในฐานะเป็นเสรีชน มิใช่เพียงราษฎรที่ไร้น้ำยา

คำนี้เพิ่งจะปรากฏในวาทกรรมการเมืองไทย ใช้กล่าวอ้างอธิบายเมื่อจะแข็งข้อต่อสู้กับระบอบทักษิณ ด้วยวิธีการต่างๆ มาจากฐานคิดเสรีนิยมที่เชื่อมั่นว่า “รัฐ” นั้นไม่ใช่พ่อของราษฎร คนนั้นเกิดมาเป็นเสรีชน รัฐบาลเป็นเครื่องมือเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยเสรีเท่านั้น เมื่อผู้ครองอำนาจใช้อำนาจล้ำเส้นล้ำกรอบของรัฐเมื่อใด เสรีชนก็มีสิทธิโดยชอบที่จะประท้วง และปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม ตามหน้าที่ของพลเมืองอีกต่อไป ยึดถนนประท้วงก็ได้ ไม่เสียภาษีก็ได้ หยุดงานสาธารณะก็ได้ ฉีกหมายเรียกเกณฑ์ทหารก็ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนผิดกฎหมายผิดหน้าที่พลเมืองทั้งสิ้น แต่เมื่อผู้ครองอำนาจใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐแล้ว เราก็มีสิทธิไม่ยอมรับหน้าที่ของพลเมืองที่กำหนดไว้ตามกฎหมายอีกต่อไป

แก้วสรรเห็นว่าน่าจะแปลเป็นไทยว่า การแข็งข้อไม่ยอมเป็นพลเมือง

ในการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมอารยะขัดขืนนั้น ผู้ประท้วงอาจเลือกกระทำผิดกฎหมายบางข้อ เช่น ร่วมกันปิดกั้นถนนหรือสถานที่ใดๆ อย่างสันติ หรืออาจจะต้องเข้าไปยึดครองอาคารอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่จะกระทำการอารยะขัดขืนนั้นต่างรู้ดีว่าพวกเขาจะถูกจับกุมตัวไป หรืออาจจะถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายทุบตี ด้วยเหตุนี้ ผู้ประท้วงจึงมักจะได้รับการฝึกล่วงหน้าว่า จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรระหว่างที่ถูกจับกุม เพื่อที่จะไม่ให้ดูว่าเป็นการคุกคามและมุ่งหมายที่จะใช้กำลังตอบโต้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ


อารยะขัดขืนในประวัติศาสตร์โลก
สรุปจากนสพ. ผู้จัดการรายวัน วันที่ 17 มีนาคม 2549:

อารยะขัดขืนถูกใช้ในอินเดีย ระหว่างการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษ การต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา การต่อสู้เพื่อต่อต้านการยึดครองของนาซีในยุโรปและสแกนดิเนเวีย แต่ผู้ที่บุกเบิกทฤษฎีดังกล่าวในสมัยใหม่คือ นักเขียนชาวสหรัฐฯ ที่ชื่อ เฮนรี เดวิด โธโรว์ ซึ่งเป็นผู้แต่งบทความที่ชื่อ “Civil Disobedience” ในปี 1849 ซึ่งเดิมทีบทความนี้มีชื่อว่า “Resistance to Civil Government”

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังบทความของโธโรว์คือ เราไม่จำเป็นต้องใช้กำลังต่อสู้กับรัฐบาล แต่เราต้องไม่สนับสนุนรัฐบาล หรือให้รัฐบาลมาสนับสนุนเรา (ถ้าหากว่าเราไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล) บทความนี้มีอิทธิพลเป็นวงกว้างต่อผู้ที่นำแนวความคิดนี้ไปปฏิบัติ ซึ่งในบทความนี้โธโรว์ได้อธิบายถึงสาเหตุที่เขาไม่จ่ายภาษีว่า เป็นการกระทำเพื่อประท้วงต่อลัทธิทาส และต่อสงครามระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา

แนวคิดอารยะขัดขืนนั้นถูกใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการเคลื่อนไหวระดับชาติของประเทศต่างๆ ในแอฟริกาและเอเชีย ที่เคยตกเป็นอาณานิคมต่างชาติ ก่อนที่ประเทศเหล่านั้นจะได้รับอธิปไตยในภายหลัง ซึ่งผู้ที่นำแนวคิดนี้ไปใช้จนเป็นที่รู้จักกันดีคือ มหาตมะ คานธี ผู้พัฒนาแนวคิดอารยะขัดขืนไปเป็นเครื่องมือในการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษ

นอกจากคานธี ผู้ที่นำแนวคิดนี้ไปใช้จนโด่งดังอีกคนคือ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวสหรัฐฯ เชื้อสายแอฟริกัน ช่วงทศวรรษที่ 1960 นอกจากนั้น บรรดากลุ่มผู้ประท้วงทั่วโลกที่ต่อต้านการทำสงครามเวียดนาม การทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย และล่าสุดคือ การทำสงครามอิรัก ต่างยึดถือแนวคิดนี้เป็นหลักปฏิบัติ


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้แนวทางอารยะขัดขืน ในระบอบประชาธิปไตย
แปลและเรียบเรียงบางส่วนจาก Civil Disobedience โดย Peter Suber

ข้อโต้แย้ง: อารยะขัดขืน ไม่มีทางที่จะมีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยสามารถแก้ไขกฎหมายอันมิชอบ ที่รัฐสภาชุดก่อนหน้านั้นตราขึ้น ช่องทางแก้ไขที่ถูกกฎหมายแบบนี้ ทำให้อารยะขัดขืนเป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น

คำตอบ: โธโรว์ ผู้มีชื่อเสียงคนแรกที่ใช้วิธีอารยะขัดขืน (โดยการปฏิเสธที่จะเสียภาษี) ในระบอบประชาธิปไตย ชี้ให้เห็นว่า บางครั้งรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางออก แต่เป็นตัวปัญหา นอกจากนั้น เขามองว่าช่องทางต่อต้่านตามกฎหมายอาจใช้เวลานานเกินไป เพราะเขาเกิดมาใช้ชีวิต ไม่ใช้ล็อบบี้นักการเมือง ความเป็นปัจเจกชนอิสระของโธโรว์ให้คำตอบเขาอีกหนึ่งข้อ: ปัจเจกชนทุกคนมีอธิปไตย โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตย รัฐมีอำนาจเพราะปัจเจกชนทั้งมวลมอบอำนาจนั้นให้ ดังนั้น ปัจเจกชนอาจเลือกยืนอยู่นอกกรอบของกฎหมาย

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ซึ่งใช้วิธีอารยะขัดขืนในการต่อต้านนโยบายเหยียดผิวของรัฐบาลอเมริกา ที่มาโดยระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แนะให้เราศึกษาวิเคราะห์ช่องทางเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกกฎหมาย อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น หากช่องทางเหล่านั้น “เปิด” เฉพาะในทฤษฎี แต่ “ปิด” หรือถูกครอบงำโดยมิชอบ ในทางปฏิบัติ นั่นแปลว่าระบบนั้นๆ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอที่จะทำให้อารยะขัดขืนเป็นเรื่องไม่จำเป็น นักต่อต้านคนอื่นๆ อีกหลายคน ชี้ให้เห็นว่า ถ้าวิธีการตรวจสอบของศาล เป็นลักษณะของระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกันที่ถูกออกแบบมาให้ประชาชนไม่ต้องใช้อารยะขัดขืนจริงแล้วละก็ วิธีการทำงานของศาลจริงๆ ทำให้เป้าหมายนั้นไม่มีทางบรรลุได้ เพราะก่อนที่ใครจะยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณากฎหมายที่ไม่ชอบธรรม บ่อยครั้งคนๆ นั้นต้องถูกจับในข้อหาละเมิดกฎหมายฉบับนั้นก่อน นอกจากนั้น ภายใต้หลักการของสนธิสัญญานูเร็มเบิร์ก (Nuremberg Principles) ประชาชนต้องละเมิดกฎหมาย หรือคำสั่งของรัฐบาล ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นับเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมือง โดยเฉพาะในประเทศประชาธิปไตย

ข้อโต้แย้ง: แม้ว่าบางครั้งอารยะขัดขืนอาจเป็นวิธีการที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย ก่อนอื่นแอ็คติวิสต์ต้องพยายามคัดค้านโดยใช้ช่องทางกฎหมายให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยใช้อารยะขัดขืนเป็นทางออกสุดท้าย

คำตอบ: ช่องทางของกฎหมายนั้นไม่มีวันใช้จน “หมด” ไปได้ นักต่อต้านสามารถเขียนจดหมายร้องเรียนถึงผู้แทนราษฎรของตน หรือหนังสือพิมพ์ได้ทุกเมื่อ หรือมิฉะนั้นก็รอลงคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งรอบใหม่ แต่คิง จูเนียร์ประกาศว่า “การเลื่อนวันมอบความยุติธรรม คือการปฏิเสธที่จะมอบความยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied) คิง จูเนียร์ ชี้ให้เห็นว่า พอถึงจุดหนึ่ง ความใจเย็นในการต่อสู้กับความอยุติธรรม จะช่วยทำให้ความอยุติธรรมนั้นๆ คงอยู่เรื่อยไป ส่วน เอ. เจ. มัสต์ เสนอว่า การใช้ช่องทางของกฎหมายในการต่อสู้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการร่วมมือกับกลไกเลวๆ และพรางตาเสียงต่อต้านว่าเป็นเสียงสนับสนุน ผลที่เกิดขึ้นคือ นักต่อต้านจะถูกครอบงำโดยระบบ และทำให้คนอื่นเกิดความท้อแท้ เพราะพวกเขาจะประเมินตัวเลขเพื่อนร่วมอุดมการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง

ข้อโต้แย้ง: เราทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เพราะเป็นสัญญาประชาคมที่ผูกมัดเราและคนอื่นๆ ในสังคม การที่เราอาศัยอยู่ในรัฐและได้รับสิทธิประโยชน์จากการเป็นพลเมือง แปลว่าเรายอมรับในกฎหมายต่างๆ โดยปริยายแล้ว (tacit consent)

คำตอบ: โธโรว์และคานธีต่างตอบข้อนี้ว่า คนที่ไม่เห็นด้วยอย่างแรงต่อการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ควรยอมละทิ้งผลประโยชน์ที่ได้รับจากรัฐนั้นๆ ด้วยการเลือกดำรงชีวิตอย่างสันโดษและเรียบง่าย นักปรัชญาจอห์น ล็อค (John Locke) ผู้ให้นิยามของการยอมรับกฎหมายโดยปริยาย (tacit consent) กล่าวว่า เมื่อรัฐละเมิดสัญญาประชาคม พลเมืองก็มีสิทธิที่จะใช้วิธีอารยะขัดขืน หรือแม้แต่ปฏิวัติ ประเพณีของกฎหมายธรรมชาติ (natural law) ที่ออกัสตินและอาไควนาสสนับสนุน และคิง จูเนียร์ ใช้อ้างอิงนั้น ไม่นับกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมว่าเป็นกฎหมายด้วยซ้ำ แต่มองเป็นการบิดเบือนกฎหมาย ดังนั้นในแง่นี้ การยอมรับกฎหมายไม่ครอบคลุมกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม ด้วยเหตุนี้คนผิวดำ ผู้หญิง และชาวอินเดียนแดงในอเมริกาหลายคนจึงบอกว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นพลเมืองอเมริกาที่มีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกับคนอื่น พวกเขาก็ไม่มี “หน้าที่” ที่จะเคารพกฎหมายของอเมริกาเหมือนกัน


ทำไมคนไทยส่วนหนึ่ง จึงใช้อารยะขัดขืน

“ของจริง” ของการเมืองภาคประชาชน
โดย สุทธิชัย หยุ่น จากคอลัมน์กาแฟดำ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 มีนาคม 2549

ปรากฏการณ์เดินขบวนครั้งใหญ่วันนี้ เพื่อยืนยันคำเรียกร้องให้ ทักษิณ ชินวัตร ลาออกอีกครั้ง และขอพระราชทานนายกฯคนใหม่นั้น เป็นการเมืองภาคประชาชนที่อยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตย…ไม่ใช่เป็นการ “เล่นนอกกติกา” อย่างที่ทักษิณและพวกกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

เหตุเพราะประชาชนไม่รู้จะหาทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างไร เมื่อผู้นำที่มีอำนาจบารมี, เงินทอง และขันทีที่ทำหน้าที่เป็นศรีธนญชัยล้นหลามในการปกป้องตำแหน่งแห่งหนและผลประโยชน์ของตัวเอง

เป็นเพราะกลไกของสังคมที่จะตรวจสอบการโกงกินอย่างมโหฬารเกิดพิกลพิการ เพราะองค์กรอิสระตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่อาจจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ตามเจตนารมณ์ที่ควรจะเป็น

การเมืองภาคประชาชนคือกลไกที่เดินขนานไปกับการเมืองของรัฐสภา เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามานั้นจะทำหน้าที่ของตนตามที่รับปากรับคำกับประชาชนในระหว่างการหาเสียงหรือไม่

นักการเมืองมักจะอ้างเสมอว่า เมื่อประชาชนเลือกเขามาเป็นตัวแทนแล้ว ก็แปลว่าได้มอบอำนาจให้ทำอะไรก็ได้ในช่วง 4 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง แม้กระทั่งทักษิณยังหลงผิดคิดว่าเมื่อพรรคไทยรักไทยได้มา 19 ล้านเสียงในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว เขาก็สรุปเอาเองว่าเขาและพรรคของเขาจะทำอะไรก็ได้, ไม่มีใครมาตั้งคำถาม, ไม่มีใครมาตรวจสอบ และถ้าไม่พอใจเขาก็ให้รอการเลือกตั้งคราวหน้าแล้วสิ

นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง และนี่คือที่มาของความบิดเบี้ยวและบิดเบือนของคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ทักษิณอ้างเสมอ

เพราะทักษิณเข้าใจแต่เพียงประชาธิปไตยในความหมายของการใช้ทุกกลเม็ดทางการเมืองและการเงินเพื่อให้ประชาชนเข้าคูหาไปเลือกตัวเองและพรรคของตัวเอง

ทักษิณพยายามจะบิดเบือน แกล้งไม่ยอมเข้าใจว่าเหนือสิ่งอื่นใดในระบอบประชาธิปไตยนั้น คือการรักษาจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้ที่เสนอตัวเข้ามารับใช้ประชาชน

ทักษิณและพวกไม่เข้าใจว่าการเลือกตั้งที่สกปรก, การใช้กลเกมต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านเลือกตัวเองเข้ามานั่งอยู่ในสภาและในทำเนียบรัฐบาลนั้นขัดแย้งกับคำว่าประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

คนที่กุมกลไกการลงคะแนนเสียง, คนที่ใช้เงินใช้ทองเพื่อสร้างให้ทุกกลไกของการเลือกตั้งเป็นประโยชน์ต่อตน, และคนที่ใช้ภาษีประชาชนเพื่อเสริมสร้างฐานเสียงของตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น คือคนที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

เมื่อนักเลือกตั้งสามารถเข้ายึดครองอำนาจในสภาและในรัฐบาลได้แล้ว ประชาชนจะทำอย่างไร หากผู้ได้อำนาจนั้นมากระทำการตรงกันข้ามกับความชอบธรรม?

เมื่อนักเลือกตั้งใช้เสียงข้างมากที่ตัวเอง “ทำมาหาได้” เพื่อประโยชน์แห่งตนและพรรคพวก มีปัญหาการทับซ้อนผลประโยชน์อย่างกว้างขวาง สามารถซื้อหาสิทธิพิเศษทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย, ประชาชนจะทำอย่างไร?

ทางหนึ่งของการแสดงออกเพื่อเป็นแรงถ่วงอำนาจ หรือ “การกดขี่ของเสียงข้างมากที่ไม่เป็นธรรม” ก็คือประชาชนต้องมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองนอกสภา ไม่ว่าจะด้วยการเดินขบวนอย่างสันติ หรือการใช้มาตรการ “อารยะขัดขืน” เพื่อแสดงให้ผู้มีอำนาจที่ไร้คุณธรรมได้เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านจะเป็นเสียงข้างน้อย, แต่ก็เป็นเสียงแห่งมโนธรรมของสังคมในยามที่ “ทุกอย่างถูกเงินและอำนาจซื้อไปหมดแล้ว”

การนัดชุมนุมเพื่อเดินขบวนครั้งใหญ่วันนี้จึงเป็นการแสดงออกโดยชอบธรรมของประชาชนผู้ไม่อาจจะตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกปกติได้…เป็นการยืนยันในสิทธิของการรวมตัวกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าทักษิณหมดความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำของประเทศ…จำเป็นต้องก้าวลงจากการปกครองประเทศเพื่อเปิดทางให้สังคมแก้ปัญหาที่สั่งสมจาก “ระบอบทักษิณ” ที่สร้างความเสียหายนานัปประการมาห้าปีเต็ม

ช้ากว่านี้…ทุกวันคือความสูญเสียของประเทศชาติ

Popularity: 8% [?]

Print This Post

29 Responses to “อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน?”

  1. bact' Says:

    Germany case krub :)
    http://bact.blogspot.com/2006/03/monday-demonstrations.html

  2. bact' Says:

    ‘accidentally’ found :P

    Civil Disobedience under Thai Crony Capitalism
    by Kosum Saichan
    http://dlc.dlib.indiana.edu/archive/00001112/

  3. vmlinix Says:

    fringer จะไปร่วมชุมนุมหรือครับ สุดยอดมาก
    ที่จริงก็เห็นด้วกับการที่ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน แต่ถ้าหมายถึงว่าการไม่อยากให้ใครเดือดร้อนคือการไม่ต้องทำอะไร เท่ากับเป็นการยอมรับระบอบและสิ่งที่มันเป็นปัญหาให้เป็นบรรทัดฐานของบ้านเมือง ซึ่งตรงนี้คนไทยน่าจะยอมไม่ได้มากกว่า …

  4. Fringer Says:

    Khun bact’: very interesting links ka, thank you - especially Khun Kosum’s paper which I already like after skimming the first few pages and saw the mention of both Green Party and Habermas (about whom I intend to write in a future khon chai kob article) :)

    คุณ vmlinix: ตอนนี้ยัง “เตะฝุ่น” อยู่ค่ะ เลยมีเวลาไปร่วมชุมนุมค่อนข้างบ่อย เพื่อนๆ บางคนแซวว่ากลายเป็นม็อบขาประจำไปแล้ว :P

  5. amyggie Says:

    อารยะขัดขืนของแท้ น่าจะไม่มีการทำความเดือดร้อนต่อผู้อื่นนะครับ อาจจะขัดขืนโดยอยู่เฉยๆ ที่บ้าน(ideal but impractical) หรือจะออกมาชุมนุมก็อยู่ในที่ในทางที่จัดไว้ให้อย่างสนามหลวง หรือจะย้ายไปที่อื่นก็น่าจะเป็นในที่โล่ง การไปล้อมทำเนียบ เดินตามถนนแล้วทำให้ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเสียหายไม่น่าจะเป็นวิถีทางที่ดี :-)

  6. vmlinix Says:

    ผมชอบไอเดียคุณ amyggie จังเลยครับ ทุกคนกลับไปอารยะขัดขืนโดยอยู่เฉยๆ ที่บ้าน นั่งจิบเบียร์ไปด้วยด่าทักษิณไปด้วย ดูสิว่ามันจะเป็นยังไง อาจจะล้มทฤษฎีอารยะขัดขืนที่ fringer นำมาเสนอก็ได้ น่าสนใจ :P

  7. Zzzzzz Says:

    อารยะขัดขืนอาจจะแพ้ เพราะตอนนี้ทักษินกำลังเล่นบทสุมาอี้ ปิดประตูเมืองไม่ยอมเข้าปะทะ ขงเบ้งจอมเจ้าเล่ห์ด่ายังไงก็หัวเราะรับ สุดท้ายขงเบ้งหมดเสบียงก็ต้องร่นทัพถอยกลับไปเอง

    ดร ธีรวัฒน์แนะนำถูกแล้ว ยิ่งจำลองดึงดันเท่าไหร่ ยิ่งสร้างภาพลบต่อ ในสายตาคนทั่วไป ตรงนี้นับว่าทักษินเล่นเกมส์การเมืองเก่งกว่าจำลองมาก…

  8. bact' Says:

    เราเดินขบวนย่อยในขบวนใหญ่ได้มะ ?

    โสนนนธี๊ … ออกไป!
    จามมมลออง … ออกไป!

  9. 2 Cents Says:

    Well, it will depends on how you look at it and how people try to use อารยะขัดขืน naka.

    I do agree that we should protest in the way that it’s not disturb people. However, everytime when there’s a big wedding, big ball games, big events, traffics always bad….and it’s not for good cause.

    As K. amyggie and K. vmlinix said, we can all just กลับไปอารยะขัดขืนโดยอยู่เฉยๆ ที่บ้าน นั่งจิบเบียร์ไปด้วยด่าทักษิณไปด้วย, which many people already did. However, according to Taxin, those who are not say a word are those who support him. So, sometime, it’s neccessary for people to indicate clearly where their stands, or else they will be used by someone for thier support.

    K. Zzzzzz is also right that time is on Taxin side. But I don’t think he is เล่นเกมส์การเมืองเก่งกว่า anyone naka. At the end of the day, he has already created hatred in the country , he has devided the country into regions and groups, he already has difficulty staying in Bangkok, the Central, and the south. How can someone be a leader of a country when he cannot gain respect and bring them together? Once his policies are backfired (which we may already started to see), he will wish he should have step down long ago (and lets other take the blame for his policies).

    Just my 2 Cents

  10. จิตร์ทัศน์ Says:

    บทความ “อารยะขัดขืนในประวัติศาสตร์โลก” มีเนื้อหาเหมือนกับบทความในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษเลยนะครับ

    http://en.wikipedia.org/wiki/Civil_disobedience

    ไม่รู้เค้า reference ไว้หรือเปล่า (จริง ๆ คือไม่ต้องก็ได้ แต่เนื่องจากบทความทั้งหมดของวิกิพีเดียมีการเผยแพร่แบบเอกสารเสรี นั่นคือเอาไปใช้ได้แก้ไขได้ แต่งานที่ทำจากเอกสารแบบนี้ต้องเผยแพร่แบบเสรีได้เช่นเดียวกัน คือถ้า manager แปลมาแล้ว อาจจะเอาที่แปลมาแล้วไปใส่ใน wiki ไทยได้เลย โดยไม่มีปัญหาลิขสิทธิ์น่ะครับ)

    จริง ๆ ไม่ได้ตาม check แต่ว่ากำลังแปลจากภาษาอังกฤษใส่วิกิไทยพอดี แล้วแวะมาอ่านเจอน่ะครับ

  11. Zzzzzz Says:

    I agree with khun 2cent krub. In the end, the wicked will not survive (I even doubt that Tuksin can sleep at night now.) However, rushing his downfall might not be the best idea for PAD at the moment. It will only make more people questioning PAD’s agenda. I believe in Dr. Teerapat’s comment that we’ll have a big uproar after the election. So go back and have a beer for now might not be a bad idea krub.

  12. bact' Says:

    from 2 Cents comment in #9, I come up with this post:

    Traffic Jam is not affordable, it’s CHEAP !
    http://bact.blogspot.com/2006/03/traffic-jam-is-not-affordable-its.html

    :P

  13. bact' Says:

    … “รัฐ” นั้นไม่ใช่พ่อของราษฎร คนนั้นเกิดมาเป็นเสรีชน รัฐบาลเป็นเครื่องมือเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยเสรีเท่านั้น เมื่อผู้ครองอำนาจใช้อำนาจล้ำเส้นล้ำกรอบของรัฐเมื่อใด เสรีก็มีสิทธิโดยชอบที่จะประท้วง และปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม ตามหน้าที่ของพลเมืองอีกต่อไป …

    “เสรีก็มีสิทธิโดยชอบที่จะประท้วง” นี่ ตกคำว่า “ชน” หลังคำว่า “เสรี” รึเปล่าครับ ?

  14. Fringer Says:

    bact’: ต้องเป็น “เสรีชน” จริงๆ ด้วยค่ะ แก้แ้ล้ว ขอบคุณที่บอกค่ะ โพสต์ของคุณเรื่องรถติด ก็เยี่ยมมากเลยค่ะ edit บทความเพื่อลิ้งก์ไปให้แล้ว :)

  15. 2 Cents Says:

    K. Zzzzzz,

    I agree that if the election take place, it will only make things worse naka.

    I think the PAD is gamble on this move naka. If people tolerate the inconvenience, that may mean people are supporting them, and they may actually gain a lot more support. Plus, they may be able to blocked the election (I don’t think that will happen for someone like Taxin though). I actually don’t think the election should goes on naka, it’s just a waste of (financial) resource.

    If, however, people think it’s too far, then they may eventually lost this battle. The prize of this bet may worth the risk naka.

    K. bact, nice blog naka :-)

  16. crash Says:

    Arrrrgh, you need to renew the underdogs domain name!!

  17. Naphat Says:

    Khun 2 Cents: I think they PAD have given up on blocking the election - they will not focus on questioning the legitimacy of the outcome I think. The next rally seems to be planned to be at the Election Commision and Sondhi say they will present evidence of poll fraud.

  18. Fringer Says:

    Khun Naphat: Actually, I think the PAD *will* still try to ‘prove’ that the election’s outcome is illegitimate ka - presenting evidence of poll fraud to the EC is the key means of doing that (so they can say “see, we told you so” as well). Poll fraud in Thailand is a fun topic because there are all kinds of creative tricks used in the previous election which are extremely hard to catch. I’ll post something about it soon so we can all try to keep an eye out for irregularities in our own voting district (since PNet has unfortunately declined to help monitor this election).

    I’m very much looking forward to seeing what kind of ‘evidence’ the PAD can collect and what the EC will say about that, given that most poll fraud tricks are really elusive and the EC is clearly siding with the government right now. Hopefully, with more people keeping an eye out for irregularities this time around, more evidence of poll fraud will surface this time than in the previous election.

  19. Naphat Says:

    Khun fringer: Sorry krub - I meant to say to *will* as well. Forgive my extra word ‘not’. I agree with you on the PAD tactics.

    I skimmed through the paper by Khun Kosum as well and found the recommendation interesting - the social movement move forward by “establishing its own political party” along the lines of the German Green Party. Would the PAD move along these lines in the next poll after ‘political reform’(?) is completed? I would not like everyone’s energy to be channelled against something (e.g. anti-Thaksin) then later on fade out when it comes to the harder task of being ‘for’ something.

  20. bact' Says:

    Naphat:

    เกี่ยวกับเรื่องพรรคกรีนของเยอรมนี
    ผมว่ามันก็เป็นไปได้นะครับ สำหรับการจัดตั้ง
    แต่เรื่องที่จะได้รับเลือกเข้ามานั้น ผมว่าคงลำบากหน่อย
    เพราะถ้าดูในประเทศเยอรมนีเอง กลุ่มคนที่เลือกก็จะเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลาง คนที่อยู่ในเขตเมือง และ “ชนกลุ่มน้อย” ต่าง ๆ อย่างกลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรี/เกย์ ฯลฯ
    ซึ่งประเทศเรานี่ อัตราส่วนคนที่อยู่ในเขตเมือง/นอกเขตเมือง ก็ต่ำ ชนชั้นกลางก็ไม่มาก (คนในเมืองนั้น ก็เป็นมีคนจนเมืองด้วย)

    แต่เห็นด้วยว่า เรา ‘ติ’ เก่งกว่า ‘ก่อ’ จริง ๆ ผมว่าผมเองก็เป็น

    ตรงจุดนี้ต้องยอมรับว่าทักษิณนั้น ‘ก่อ’ อะไรใหม่ ๆ ในเมืองไทยเยอะมาก (ถึงแม้จะเก่าที่อื่น แต่ก็ถือว่าใหม่ในเมืองไทย)
    ก็เป็นธรรมดาที่จะมีจุดให้ ‘ติ’ เยอะตามไปด้วย + ผลประโยชน์ทับซ้อน + ความก้าวร้าวไม่ฟังใครอะไร ๆ เข้าไปด้วยแล้ว มันก็เลยเป็นอย่างทุกวันนี้ :(
    จริง ๆ ผมชอบหลายอย่างในรัฐบาลที่ผ่านมานะ อย่าง TCDC หรือการกำหนดยุทธศาสตร์ 5 คลัสเตอร์หลักอะไรนี่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อนจริง ๆ
    … แต่ตอนนี้ขอให้แกพักก่อนเถอะ :P

  21. Zzzzzz Says:

    I doubt that Chamlong and Sondhi have enough credibility to lead a successful new party krub. The protestors only join them for their anti-Tuksin sentiment. Even though there might not be a new party, but at least a lot more people will pay more attentions to politic krub. It’s a ‘huge’ step for our Democracy.

    I think the next government just need to prove to the poors that Thailand doesn’t need Tuksin. It will be a very difficult task krub, since Tuksin has superficially done such a wonderful jobs for them.

  22. Fringer Says:

    Khun Zzzzzz: Err, I don’t think either Sondhi or Chamlong will want to set up any new political party ka, even if some people might urge them too. The other 3 core PAD leaders, especially Khun Pipob (Tongchai), might try to do something like that since I gather from reading his thoughts in the past that he’s been exploring that idea for decades. The only thing really that unites the 5 core PAD leaders is the overall purpose of ousting Thaksin; they are very different in almost every other respect.

    It would be nice to have a new party that truly represents (and can bargain for) the poor’s interest, but I think that’s really hard given the heavily concentrated power structure (and power-compliant culture) in Thailand. Mahachon party tried to be a viable alternative party, but didn’t succeed either (although admittedly they never focused on creating a distinctive platform). So I think it’s more effective medium-term to encourage and improve NGO’s management and participation the political process (NGOs have been shut out almost completely by Thaksin’s government, and their opinion quickly dismissed and derided; this is why NGO leaders were readily willing to help form the PAD months ago).

  23. Ford AntiTrust’s Blog » Blog Archive » No Free Lunch Says:

    […] คนชายชอบ : อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน? […]

  24. Manop Says:

    Totally no offense. I’m a big fan of your articles(blog). Talk is cheap.

    น่าจะรีบจบๆไปนะครับผมว่า การประท้วง หรืออารยะขัดขืนขัดแข้งขัดขาขัดหูขัดตา

    คนทำมาค้าขายไม่ได้ –> คนประท้วง ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่คนร่วมอุดมการณ์
    รถติดหนักกว่าเดิม –> คนประท้วง ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่คนร่วมอุดมการณ์
    .
    .
    .
    … –> คนประท้วง ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่คนร่วมอุดมการณ์

    ——————–
    คนทำมาค้าขายไม่ได้ –> ทักษิณ ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่ญาติพี่น้อง
    รถติดหนักกว่าเดิม –> ทักษิณ ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่ญาติพี่น้อง
    .
    .
    .
    … –> ทักษิณ ก็บอกว่า สงสารแต่ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่ใช่ญาติพี่น้อง

    อ่านเจอ (พี่)ดร.ธรณ์ บอกไว้ว่า “ความดีไม่ต้องตีความ จริยธรรมไม่ต้องเรียกร้อง”

    ท้ายสุดอยากฝากบอก ในฐานะที่ไม่รู้จัก bact’ อยากบอก bact’ ว่าเป็นคนเก่ง ความรู้รอบ พูดเก่งวิจารณ์ได้เฉียบคมและเฉียบขาด แต่ขาดอยู่อย่างเดียวคือ “ทำ”

  25. Fringer Says:

    Khun Manop: No offense taken ka :) There is a very diverse range of opinions among people who dislike Thaksin about which “method” is most appropriate. I support the protest but not petitioning the king; many of my friends frown on protests and want to petition the king, while others disagree with both methods and prefer something else.

    โดยส่วนตัวคิดว่าการประท้วงยังจบไม่ได้หรอกค่ะ ตราบใดที่ทักษิณยังไม่ลาออก เพราะถ้าเขายังเป็นนายกฯ แบบกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนี้ เราไม่มี “ช่องทาง” ทางกฎหมายอะไรเลยที่จะ “บังคับ” ให้นายกฯ ออกตอบข้อกังขาของสังคม (อย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่เลี่ยงประเด็นอย่างที่แล้วมา) ในประเด็นผิดกฎหมายร้ายแรงต่างๆ ซึ่งควรมีการฟ้องร้องขึ้นศาลตามมา (เช่น ซุกหุ้น ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญเลยนะคะ)ดังนั้นอยากให้มองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของ “อุดมการณ์” อะไรเลยนะคะ แต่เป็นเื่รื่องของ “ความยุติธรรม” และ “ความถูกต้อง” มากกว่า จริงๆ แล้ว ถ้าทักษิณเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะแสดงสปิริตลาออกตั้งนานแล้ว เพื่อ “เปิดช่อง” ให้มีการกล่าวหาอย่างเป็นทางการ (เช่น โดยพรรคฝ่ายค้าน ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ) แล้วตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านั้น ถ้าไม่ผิดจริง กลับมาเล่นการเมืองเมื่อไหร่ก็จะมีแ่ต่เสียงสนับสนุน ฉะนั้นยิ่งทักษิณทำตัว “หนี” เท่าไหร่ คนก็จะยิ่งเคลือบแคลงใจมากขึ้นเท่านั้น ว่าข้อกล่าวหาต่างๆ น่าจะมีมูลความจริงมากพอสมควรทีเดียว ไม่อย่างนั้นทักษิณคงไม่ยืนกรานขนาดนี้

    สำหรับเรื่องคนทำมาำค้าขายไม่ได้นั้น เป็นปัญหาระยะสั้นเท่านั้นค่ะ ซึ่งแก้ได้ง่ายมากด้วยการประกาศลาออกของทักษิณ ตอนนี้จริงๆ แล้วสภาพคล่องของรัฐอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะเอาเงินไปทุ่มซื้อ… เอ๊ย! หาเสียงค่อนข้างมาก นั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าความไม่เชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่อสถานการณ์การเมือง (ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวระยะสั้น) เยอะเลยค่ะ เงินกู้ต่างๆ ของรัฐ ถูกรัฐบาลนี้เลื่อนกำหนดการชำระออกไปอย่างแยบยล ชนิดที่เป็น “ระเบิดเวลา” ที่รอวันระเบิดเท่านั้น เชื่อว่านักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คน คงออกมาพูดเรื่องนี้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้

    เห็นด้วยกับคำพูดของดร. ธรณ์ มาก แต่อยากเสริมว่า “ความดีไม่ต้องตีความ จริยธรรมไม่ต้องเรียกร้อง แต่ความหน้าด้านไม่ยอมให้ตรวจสอบว่าไร้ความดีหรือจริยธรรมจริงหรือไม่ สมควรได้รับการต่อต้านจากผู้รักความยุติธรรมทุกคน”

  26. naan Says:

    นำไปศึกษาครับ
    ขอบคุณมากครับ

  27. halfduck Says:

    สวัสดีค่ะ หนูกำลังจะทำวิทยานิพนธ์ค่ะ และก็สนใจเรื่อง “อารยะขัดขืน” อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากขอความกรุณา ท่านผู้ที่สนใจและมีความรู้ในเรื่องนี้ รบกวนให้คำแนะนำ ที่เป็นประโยชน์ต่อความสำเร็จของหนูครั้งนี้ด้วยค่ะ อีเมลล์หนูนะคะ jack_hkdgiant@hotmail.com ขอบพระคุณอย่างูงค่ะ

  28. bact' Says:

    มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้จัดพิพม์หนังสือ

    “อารยะขัดขืน : บทความอันเป็นต้นแบบแนวคิดในการไม่เชื่อฟังรัฐ จาก เพลโต, เฮนรี เดวิด ธอโร ถึง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์”

    มี อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นผู้เขียนในส่วนแรก ซึ่งเป็นการอธิบาย/เปรียบเทียบแนวคิดของอารยะขัดขืน รวมทั้งที่มาของคำ

    ส่วนในส่วนที่สอง จะเป็นการรวบรวมบทความแปลสามชิ้น ที่เป็นต้นแบบของแนวคิดอารยะขัดขืน
    คือ “ไครโต” (เพลโต), “ต้านอำนาจรัฐ” (เฮนรี เดวิด ธอโร), และ “จดหมายจากคุกเบอร์มิงแฮม” (มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์)

    ถ้าเกิดสนใจเรื่องนี้ คิดว่าหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ทีเดียวครับ
    โดยในส่วนแรก ยังมีเชิงอรรถอย่างละเอียดด้วย อ้างอิงไปยังงานเขียนที่เกี่ยวข้องหลายชิ้น
    น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาครับ

  29. Fringer Says:

    ขอบคุณคุณ bact’ ค่ะ จะไปหาซื้อมาอ่าน :)