[UPDATE 15/12] “ความยุติธรรม” โดย Michael Sandel + คำนำผู้แปล

หนังสือแปลเล่มใหม่ค่ะ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ จะออกในงานหนังสือ 5-16 ต.ค. นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ เอาไว้ใกล้งานจะมาโพสรายละเอียดอีกที :) หลังงานหนังสือสั่งซื้อออนไลน์ได้จาก เว็บสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊กส์ หรือ เว็บซีเอ็ด (คลิกที่รูปเพื่อดูขนาดเต็มทั้งปกหน้าและปกหลัง)

ความยุติธรรม

งานหนังสือ ต.ค. นี้น่าจะมีหนังสือใหม่แค่เล่มนี้เล่มเดียว แต่หลังจบงานหนังสือน่าจะมี 2 เล่มที่ออกทันสิ้นปีนี้ ต้องลุ้นกันเล็กน้อย :D

คำนำผู้แปล

ความขัดแย้งแบ่งสีในสังคมไทยปะทุขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 บานปลายสืบเนื่องนานหลายปีโดยยังไม่มีวี่แววว่าจะสร่างซา ประเทศไทยเดินดุจเรือไร้หางเสือผ่านรัฐประหาร รัฐบาลนอมินี รัฐบาลอำมาตย์ พลิกกลับมาเป็นรัฐบาลโคลนนิ่งกลางปี 2554 ความยุติธรรมในสังคมยังดูเป็นอุดมคติอันไกลโพ้น ขณะที่ความอยุติธรรมชัดแจ้ง ฝากรอยแผลทางกายและในใจคนอย่างท่วมท้นขึ้นเรื่อยๆ จนคำกล่าวที่ว่า “คุกไทยมีไว้ขังคนจน” ดูเป็นสัจธรรมอันยากสั่นคลอน

อย่างไรก็ดี คุณูปการประการหนึ่งของความอึมครึมและแตกแยกในสังคม คือ คำว่า “ความยุติธรรม” ถูกพูดถึงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในแทบทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้นำประเทศจนถึงคนเดินดิน แม่ค้าถกเรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” กับลูกค้าระหว่างตักข้าวแกงใส่จาน คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ใส่เสื้อสีที่ “ตื่นตัวทางการเมืองอย่างฉับพลัน” ในวาทะของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ถกเถียงเรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างหน้าดำคร่ำเครียด และบางทีก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือ

แต่ไม่ว่าเราจะถกเรื่องความยุติธรรมกันมากเพียงใด สิ่งที่ยังพบเห็นได้น้อยมากในทัศนะของผู้แปลคือ การถกเถียงที่รอบด้าน เคารพซึ่งกันและกัน และพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อันล้วนเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการเดินสู่ “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง

การถกเถียงเรื่องความยุติธรรม ตั้งแต่เรื่องระดับชาติจนถึงเรื่องในครอบครัว ยังดูจะมุ่งไปที่การชักโวหารเหตุผลจากแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายว่าทำไม “ฉันถูก แกผิด” และ “ความยุติธรรม” ก็มักถูกใช้ในความหมายว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ฉันหรือพวกของฉันได้ประโยชน์ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นได้รับผลกระทบอย่างไร กระทั่งไม่อยากฟังเพราะปักใจเชื่อไปแล้วว่าคนอื่นไม่ควรค่าแก่การรับฟัง เพราะเป็นสลิ่ม / เป็นควายที่ถูกซื้อ / เป็นชนชั้นกลางดัดจริต / เป็นพวกล้มเจ้า ฯลฯ

การเที่ยวแขวน “ป้าย” ง่ายๆ เหล่านี้ให้กับผู้คิดต่าง ทำให้คนจำนวนมากไม่ถกกันอย่างเปิดใจและตรงไปตรงมา หมกมุ่นกับการใช้วาทศิลป์สร้างวาทกรรมด้านเดียวมาสนับสนุนการต่อสู้ทางการเมือง อาทิ เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง ประชานิยม ทุนโลกาภิวัตน์ ฯลฯ ทั้งที่ในโลกแห่งความจริง สิ่งที่คำเหล่านี้อธิบายไม่ได้มีแต่ด้านบวกหรือด้านลบเพียงด้านเดียว และคำหลายคำที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นอาวุธทางความคิดนั้น แท้จริงสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างไม่เคอะเขินเพื่ออธิบายความจริง เช่น กลุ่มการเงินชุมชนหลายกลุ่มใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงช่วยเหลือชาวบ้านที่เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวได้สำเร็จ เสร็จแล้วก็นำเงินกู้ในนโยบาย “ประชานิยม” อย่างเช่นกองทุนเอสเอ็มแอล มาช่วยให้พวกเขาได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่

ความยุติธรรมจะบังเกิดได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจกัน

เราจะเข้าใจกันได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่ให้ความยุติธรรมแม้กับถ้อยคำ ล่ามโซ่ตีกรอบความหมายของมันอย่างคับแคบด้วยวาทกรรมที่ใช้ฟาดฟันทางการเมือง แบ่งโลกออกเป็นขาว-ดำ ทั้งที่โลกจริงหลากหลายกว่านั้น ซับซ้อนกว่านั้น และมีความหวังมากกว่านั้น

ในห้วงยามที่สังคมเป็นเช่นนี้ ผู้แปลคิดว่าหนังสือ “ความยุติธรรม” มาถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เขียนคืออาจารย์ ไมเคิล แซนเดล เป็นนักปรัชญาการเมืองร่วมสมัยที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในโลกวิชาการ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ อาจารย์เป็นปัญญาชนสาธารณะที่มีความสุขกับการใช้ปรัชญาทางการเมืองหลากสำนักตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเป็นแว่นขยาย ส่องประเด็นสาธารณะต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน การเกณฑ์ทหาร การโก่งราคาในภาวะฉุกเฉิน การอุ้มบุญ การุณยฆาต สิทธิส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ ฯลฯ

ผู้แปลโชคดีที่ได้เคยนั่งเรียนในวิชา “ความยุติธรรม” ของอาจารย์แซนเดล ซึ่งเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดติดต่อกันนานกว่าสองทศวรรษ วิชานี้มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนมากกว่าหนึ่งพันคนทุกเทอม มากจนต้องอาจารย์ต้องสอนในโรงละครแซนเดอร์ส อาคารที่จุคนได้มากที่สุดในมหาวิทยาลัย

สิ่งที่ทำให้ผู้แปลทึ่งที่สุดไม่ใช่ความรอบรู้ของอาจารย์แซนเดล หากแต่เป็นความเอื้ออาทร อ่อนโยน และเคารพอย่างจริงใจในความคิดเห็นของนักศึกษาทุกคน กระทั่งกับคนที่ดันทุรัง-ดื้อดึง-ด่าทอเพื่อนร่วมห้อง หรือพูดจาถากถางอาจารย์ชนิดที่เชื่อมั่นเกินขีดความสามารถของตัวเอง อาจารย์แซนเดลก็จะรับฟังอย่างตั้งใจ ใจเย็น และใจกว้าง ชี้ชวนให้ผู้คิดต่างเสนอความเห็นและถกเถียงกันในชั้นเรียน โดยสอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองให้น้อยที่สุด

อาจฟังเหลือเชื่อว่า ในชั้นเรียนซึ่งมีนักเรียนยัดทะนานนับพัน ล้นห้องจนบางคาบนักศึกษานับร้อยต้องนั่งพื้นตรงทางเดิน อาจารย์จะสามารถถามคำถามและดำเนินบทสนทนาระหว่างนักเรียนได้ (“เอ้า หนุ่มน้อยเสื้อหนาวสีขาวใส่แว่น ชั้นสามจากบนสุดคิดอย่างไรครับ”)

แต่อาจารย์แซนเดลทำได้ และอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดบทสนทนาและโต้วาทีในชั้นเรียน ระหว่างนักศึกษาด้วยกัน และระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา อย่างมีชีวิตชีวาลงในหนังสือที่อยู่ในมือของท่าน ราวกับยกวิชาทั้งวิชามาอยู่บนหน้ากระดาษ ทำให้ผู้อ่าน “ความยุติธรรม” นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความคิดและปรัชญาการเมืองในโลกตะวันตกแล้ว ยังจะได้ตระหนักว่า ความยุติธรรมนั้นถึงที่สุดแล้วเป็นเรื่องของการ “ให้คุณค่า” กับสิ่งต่างๆ และด้วยเหตุนี้ ทั้ง “เหตุผล” และ “ศีลธรรม” จึงจำเป็น ดังคำเตือนของอาจารย์ในหนังสือเล่มนี้ว่า –

“การขอให้พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยทิ้งความเชื่อทางศีลธรรมและศาสนาไว้เบื้องหลังเมื่อพวกเขาเดินเข้าสู่วงอภิปรายสาธารณะนั้น อาจดูเป็นวิธีสร้างหลักประกันว่าคนจะอดทนอดกลั้นและเคารพซึ่งกันและกัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม การตัดสินคำถามสำคัญๆ ในประเด็นสาธารณะขณะแสร้งทำตัวเป็นกลาง ทั้งที่เป็นกลางจริงๆ ไม่ได้นั้น คือสูตรสร้างปฏิกิริยาโต้กลับและความไม่พอใจ การเมืองกลวงเปล่าอันสิ้นไร้การโต้เถียงทางศีลธรรมอย่างหนักแน่นทำให้ชีวิตพลเมืองของเราแร้นแค้น นอกจากนี้มันยังเชื้อเชิญลัทธิคลั่งศีลธรรมอันคับแคบและไม่อดทนอดกลั้น นักรากฐานนิยมวิ่งเข้าสู่พื้นที่ซึ่งนักเสรีนิยมไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป”

ผู้แปลคิดว่าหนังสือเล่มนี้ฉายภาพอย่างแจ่มชัดว่า เหตุใด “การใช้เหตุผลทางศีลธรรม” จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่ควรทำ หากแต่เป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ผู้แปลหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในการส่งเสริม ขยับขยาย และยกระดับการถกเถียงประเด็นสาธารณะในสังคมไทยให้พ้นไปจากมุมมองอันคับแคบ ไม่ว่าจะเป็นแบบเข้าข้างตัวเอง แบบยึดติดกับตัวบทกฎหมาย หรือแบบ “ลัทธิคลั่งศีลธรรม” ก็ตามที

นอกจากนี้ ผู้แปลยังหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นคุณูปการของการ “ฟัง” อย่างเปิดใจและอ่อนโยน ดังที่อาจารย์แซนเดลทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา

เพราะการฟังอย่างตั้งใจนั้น นอกจากจะยากกว่าการพูดหลายเท่าตัวแล้ว ยังจำเป็นต่อการเอื้ออำนวยให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง หรืออย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความอยุติธรรมที่ตอกตรึงความรู้สึก “น้อยเนื้อต่ำใจทางการเมือง” ในวาทะของคุณโตมร ศุขปรีชา

ผู้แปลขอขอบคุณ ปกป้อง จันวิทย์ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พลอยแสง เอกญาติ แอลสิทธิ์ เวอร์การา กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล และ วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ผองเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส สำหรับกำลังใจและมิตรภาพที่มอบให้เสมอมา ขอขอบคุณ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์ บรรณาธิการเล่ม ที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องและขัดเกลาสำนวนภาษาของผู้แปลอย่างพิถีพิถัน

เหนือสิ่งอื่นใด ขอขอบคุณอาจารย์ ไมเคิล แซนเดล ผู้ฉายไฟให้เห็นความสำคัญของปรัชญาในชีวิตจริง ความสนุกสนานของการถกประเด็นสาธารณะ และความงดงามของการครุ่นคิดถึง “ชีวิตที่ดี” อย่างยากจะลืมเลือน

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
28 สิงหาคม 2554

13 Responses to “[UPDATE 15/12] “ความยุติธรรม” โดย Michael Sandel + คำนำผู้แปล”

  1. Sceptic Says:

    An essay on justice in Thailand without mentioning lese majeste is like an essay on Bill Clinton without mentioning Monica Lewinsky.

  2. Fringer Says:

    @Sceptic: True. Good thing, then, that this is just translator’s preface. If it were an essay on Justice in Thailand, it may risk running as long as a few chapters in the book, and no publisher would suffer translators like this ;)

    (P.S. My earlier work “ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา” is more or less a long essay about (in)justice in Thailand, with a section on lese majeste. You can download it here if interested ka — http://www.fringer.org/wp-content/writings/Inequality.zip)

  3. ฮาร์วาร์ดไม่ได้สอน Says:

    อุตส่าห์แปลเรื่อง “ความยุติธรรม” เป้นเรื่องเป็นราว แต่กับเชียร์คตส. ที่มาจากการแต่งตั้ังจากรัฐปะหารแถมเป็นคู่กรณีมาเล่นงานทักษิณ ทั้งที่หลัก Due process เป็นเรื่องพื้น่ฐานทางกฎหมายและความยุติธรรมแท้ ๆ หรือน่าสงสัยว่าวิชานี้ ฮาร์วาร์ดไม่ได้สอน

  4. ฮาร์วาร์ดไม่ได้สอน Says:

    ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีพาดพิงถึงผู้แปล เลยขอนำมาเผยแพร่ซ้ำ
    ……………..

    ขอเรื่อง สมคิด นิดนะ พอดี มีข้อหนึ่งที่เขาเขียน เดิมผมเตรียมจะพูดในงานนิติราษฎร์ แต่ไม่มีเวลา นี่เสียดายไม่ได้พูดไป จะได้ไม่ต้องมาเขียน

    “ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ค่อยถูกต้อง แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่”

    ความจริง การเรียบเรียงคำของสมคิดนี้ไม่รัดกุมเลย (เสียทีที่เป็นศาสคราจารย์กฎหมาย) ตอนแรกที่ใช้คำว่า “ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด” นั้น คลุมเครือเกินไป ไม่สอบสวนโดยละเอียด ความจริง ไมใช่ปัญหากระบวนการทางกฎหมาย (due process of law) เสียทีเดียว แต่เป็นเรือ่งการไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ (incompetence) ของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ ซึ่งถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ศาลจะบอกว่าเป็นไรหรือไม่เป็นไร และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการดีเบตนิติราษฎร์เท่าไร

    ถ้าให้ดีสมคิดควรเรียบเรียงคำใหม่ ยกตัวอย่างซึ่งจะเกี่ยวกับกรณีทีกำลังดีเบตนิติราษฎร์อยู่ และเป็นปัญหาสำคัญมากๆ (ทีเดิมผมคิดจะพูด) ในลักษณะนี้ คือ สมมุติว่า

    - คนร้ายทำความผิดจริง
    [ในตัวอย่างนี้ ผมจะข้ามประเด็นเรื่อง presumed innocent ไปเลย คือ ให้สมมุติกันเลยว่าคนที่โดนดำเนินคดีนี้ ผิดแน่ๆ ใครๆก็เห็น ใครๆก็รู้ เช่น นาย ก ข่มขืน แล้วฆ่าเด็กหญิงคนหนึ่ง ทุกคนรู้ แบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่า ทำจริงๆ]

    - ในระหว่างการสอบสวน พนักงานตำรวจได้ทำหรือใช้วิธีการทีไม่ค่อยชอบมาพากลทางกฎหมาย (คือไม่ใช่แค่ “ไม่ละเอียด” เท่านั้น)

    - คดีขึ้นศาล และศาลตัดสินว่าผิด

    คำถามคือในกรณีแบบนี้ (ซึ่งนี่คือสิ่งที่สมคิดตั้งเป็นคำถามสมมุติข้างต้น) เราควรถือว่า “คำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่” (ขอย้ำว่า ให้สมมุติตกลงร่วมกันเลยว่า หมอนั่นที่ถูกตัดสิน “ทำผิดจริง” (คำของสมคิด) แน่ๆ)

    คำตอบที่ถูกต้อง และควรจะเป็น ต่อคำถามของสมคิดว่า “คำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่” คือ “ไม่” NO ตัวใหญ่ๆเลย (ในการตั้งคำถามของสมคิดเห็นได้ชัดว่า เขาต้องการจะบอกว่า “ให้ใช้ได้สิ”)

    นี่เป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมาก หรืออาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจ คือประเด็นเรื่องความสำคัญของ “วิธีการ” ในการดำเนินการเอาผิดคน

    ในประเทศอารยะ ที่มีระบบบกฎหมายเข้มงวดนั้น ควรถือว่า “วิธีการ” สำคัญมากๆ สำคัญยิ่งกว่าตัวคำติดสินเสียอีก

    ทำไม?

    ก็เพราะว่า ถ้าเรายอมรับ “วิธีการ” หรือ “กระบวนการ” ที่ไม่ชอบมาพากล ที่ผิดหลักการแล้ว ต่อให้ในเฉพาะกรณีที่พูดถึง คนที่ถูกตัดสิน “ทำผิดจริง”

    ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่คนอื่นๆที่บริสุทธิ์ ที่อาจจะต้องมาผ่าน “กระบวนการ” แบบนี้สักวันหนึ่ง ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิของคนที่ “ทำผิดจริง” นั้นด้วย (คนทำผิดจริง ก็มีสิทธิบางอย่างที่ละเมิดไม่ได้ เช่นเดียวกับคนทั่วไป – นี่เป็นประเด็นที่ “สังคมไทย” ไม่เข้าใจเช่นกัน การละเมิดสิทธิของ “คนทำผิดจริง” ก็จะเป็นผลเสียต่อบรรทัดฐาน ที่จะต้องใช้ปฏิบัติต่อคนที่ไม่ทำผิดด้วย)

    อย่างที่ผมบอกว่า นี่เป็นประเด็นสำคัญ ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ เรียกว่า เป็น “วัฒนธรรม” ทางกฎหมายหรือทางสังคมอย่างหนึ่งก็ได้

    ทีน่าเศร้าคือ ประเด็นนี้ แม้แต่คนที่ “มีการศึกษา” จบเมืองนอกเมืองนา ก็ไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมให้ความสำคัญ

    ใครที่ได้อ่านที่ผม “ดีเบต” หรือ “ด่า” สฤณี ทีสนับสนคำตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ คงเห็นว่า นี่คือประเด็นที่กำลังกล่าวถึงนี้แหละ เป็นประเด็นเดียวกับที่สมคิดยกขึ้นมาเป็นคำถามข้างต้นนั่นแหละ http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=42364

    ที่ สฤณี ไม่เข้าใจเรื่องประเด็น “วิธีการ” หรือ “กระบวน” เอาผิดคน เป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่แล้ว (คนจบเมืองนอกเมืองนามา)

    แต่ยิ่งกว่าน่าเศร้า (น่ากลัว น่าห่วงด้วย) คือ คนระดับศาสตราจารย์ทางกฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดในเมืองไทย (นิติ มธ) ก็ยังไม่เข้าใจ ยังอุตส่าห์ ตั้งเป็นคำถามและตอบในลักษณะเดียวกันด้วย

    ให้ผมเล่ากรณีสำคัญทางประวัติศาสตร์มากๆในสหรัฐ ที่รู้จักกันในนาม “สิทธิ มิแรนด้า” (Miranda right)

    ใครที่ชอบดูหนังฮอลิวู้ด เกี่ยวกับตำรวจหรือศาล (cop show, legal drama) จะต้องเคยเห็นว่า ในระหว่างการจับผู้ต้องหานั้น คำรวจจะต้อง “อ่าน” คือบอกคนถูกจับ ทำนองนี้

    “คุณมีสิทธิที่จะเงียบ อะไรที่คุณพูดขึ้นมาต่อจากนี้ สามารถใช้เล่นงานคุณในศาลได้ คุณมีสิทธิที่จะมีทนาย ถ้าคุณไม่สามารถหาทนายได้ เราจะจัดหาทนายให้…”

    เรื่องนี้มีความเป็นมา ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นทักษิณ และข้อเสนอนิติราษฎร์ ระหว่างอ่าน ผมขอแนะนำให้ผู้อ่าน ลองนึกในใจ เรื่องคดีทักษิณ (ที่ดินรัชดา, ยึดทรัพย์) และข้อเสนอนิติราษฎร์ (โมฆะคำตัดสิน แต่ให้ฟ้องใหม่ได้) แล้วก็คำถามสมมุติของสมคิดข้างต้น ตามไปด้วย

    ในทศวรรษ 1960 นายโกเมซ มิแรนด้า ได้ทำการลักพาตัวหญิงสาวอายุ 18 ปีคนหนึ่ง แล้วข่มขืนเธอ (นีคือ “ทำผิดจริง” ตามคำสมคิด และเป็นการผิดที่แรงมากๆด้วย)

    ในระหว่างการสอบสวน 2 ชั่วโมงของตำรวจ มิแรนด้า ไม่ได้รับการบอกเรื่อง “สิทธิในการเงียบ” และ “สิทธิในการมีทนาย”

    หลังจาก 2 ชั่วโมงของการสอบสวนของตำรวจผ่านไป มิแรนด้า ได้ลงนามในคำรับสารภาพ ว่าลักพาและข่มขืนจริง

    ในเอกสารคำรับสารภาพที่ มิแรนด้า ลงนามไปนั้น ความจริง มีตัวอักษรพิมพ์กำกับอยู่ด้วยว่า “ข้าพเจ้าขอสาบานว่า ข้าพเจ้าลงนามเอกสารสารภาพนี้ ด้วยความสมัคร โดยไม่ได้ถูกข่มขู่ หรือบังคับ … และด้วยความตระหนักเต็มที่ถึงสิทธิทางกฎหมายของข้าพเจ้า…”

    ปรากฏว่า เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่ศาลที่อริโซน่า ทนายความของนายมิแรนด้า (เป็นทนายที่ศาลตั้งให้) ได้ยื่นต่อศาลว่า คำสารภาพที่ลงนามไปนั้น ใช้ไม่ได้ เพราะระหว่างการสอบสวน ตำรวจไม่เคยบอก มิแรนด้า ว่า เขามีสิทธิจะเงียบ และมีสิทธิจะมีทนายความปรึกษาด้วยระหว่างการให้การกับตำรวจ

    ศาลชั้นต้นอริโซน่า ไม่ยอมรับข้ออ้างนี้ (โปรดนึกถึงตัวอย่างของสมคิดในใจ) แล้วตัดสินว่า มิแรนด้า ผิดจริง จากหลักฐานคำให้การรับสารภาพที่ลงนามนี้ ให้จำคุก 20-30 ปี (รวมแล้วหลายๆสิบปี เพราะหลายกระทง ศาลให้นับต่อกัน สมมุติ กระทงหนึ่ง 20 อีกระทงหนึ่ง 30 ก็คือต้องติดคุก 50 ปี)

    ฝ่ายจำเลย ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงของอริโซน่า ศาลสูงอริโซน่ายืนตามศาลชั้นต้น

    (นึกถึงตัวอย่างสมคิด นี่เป็นสิ่งที่เขาสนับสนุน มองในแง่คนไทยทั่วไป ก็คงรู้สึกว่า การตัดสินเช่นนี้ เป็นเรื่อง “ดีแล้ว” เพราะ มิแรนด้า “ทำผิดจริงๆ” มิหนำซ้ำ ยังลงนามในเอกสารคำรับสารภาพด้วยซ้ำ)

    แต่ปรากฏว่า เรื่องนี้ จำเลยได้ยื่นให้ ศาลสูงสุดของสหรัฐ (Supreme Court) พิจารณา ….

    ในการตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ ศาลสูงสุดของสหรัฐ ได้ลงมติ ยกเลิกคำตัดสินของศาลอริโซน่า (โมฆะคำตัดสินนั้น) เพราะถือว่า ตำรวจได้ทำผิด ไม่บอกให้มิแรนด้า รู้อย่างชัดเจนก่อนว่า เขามีสิทธิจะเงียบ และมีสิทธิจะมีทนายอยู่ด้วย ระหว่างให้การ เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ (ข้อแก้ไขที่ 5 และ 6)

    ผลคือ คำตัดสินจำคุกหลายสิบปีของมิแรนด้า ถูกยกเลิกไป

    มิแรนด้า ถูกดำเนินคดีใหม่ ขึ้นศาลใหม่ และฝ่ายอัยการ ต้องใช้หลักฐานอื่น ไม่สามารถใช้หลักฐานเอกสารคำสารภาพของมิแรนด้า แต่ในที่สุด มิแรนด้า ก็ถูกตัดสินว่าผิดจริง (โทษตามเดิม แต่ในที่สุด ได้รับการปล่อยตัวก่อน หลังจากนั้นไม่นาน ไปมีเรื่องกับคนอื่น แล้วถูกแทงตาย)

    นี่คือ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากๆ ที่เป็น “เบื้องหลัง” ของสิ่งที่เรามาได้เห็นกันในหนังฮอลิวู้ด ที่ตำรวจต้องอ่าน “สิทธิ มิแรนด้า” ให้คนที่ถูกจับก่อนเสมอ และต้องถามเจ้าตัวก่อนว่า “เข้าใจที่บอกนี้ไหม” และถ้าคนถูกจับ เรียกร้องขอมีทนาย จะต้องหาทนายให้ ทำการสอบสวนต่อไม่ได้ ฯลฯ (ผมเล่าแบบคร่าวๆ จริงๆมีรายละเอียดน่าสนใจกว่านี้)

    ………………………..

    ประเด็นที่อยากจะย้ำคือ วิธีการ หรือ “กระบวน” ที่ถูกต้อง (due process) เป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำคัญยิ่งกว่า เรื่องที่ว่า “คนทำผิดจริง” (คำของสมคิด และนึกถึงตัวอย่างที่เขายกมา) สำคัญกว่าตัว “เนื้อหา” ของคดี หรือคำตัดสินด้วยซ้ำ

    เพราะเรื่อง due process นี่เป็นเรือ่งที่จะต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต่อไปอีกในอนาคต รวมทั้งคนทีบริสุทธิ์ ทีจะต้องมีโอกาสเจอด้วย

    นี่เป็นเรื่องของ “บรรทัดฐาน” ของสังคมโดยรวมว่า เราต้องการสังคมแบบไหน

    แบบที่ไม่คำนึงถึง “วิธีการ” หรือ “กระบวนการ” อะไร ขอแต่ให้ ในเมื่อ “หมอนั่นผิดจริง” ก็ไม่ต้องสนใจว่า ในการนำเขามาขึ้นศาล และมีคำตัดสินนั้น มี วิธีการ ที่ “หละหลวม” หรือ ไม่ชอบมาพากลอย่างไร

    หรือ เราต้องการสังคมที่เคารพในสิทธิของทุกคน แม้แต่คนที่เรามั่นใจเต็มที่ว่า “ผิดจริง” (ขอให้นึกถึงกรณี มิแรนด้า ว่า เขาทำผิดร้ายแรงขนาดไหน) สังคมที่สร้าง บรรทัดฐาน หรือ กระบวนการทีถูกต้อง ในการได้มาซึ่งคำตัดสิน เพราะกระบวนการที่ถูกต้องนั้น จะใช้บังคับกับคนอื่นๆทุกคนด้วย

    (ในการเล่าเรื่องนี้ ผม “ผ่าน” ประเด็นเรื่อง presumed innocent ไป จริงๆ แล้ว การยืนยันเรื่องทีต้องเคารพและเข้มงวดกับวิธีการที่ถูกต้อง หรือ due process นั้น เป็นอะไรที่เกี่ยวข้องด้วย

    ตอนที่ผมวิพากษ์สฤณี นั้น ผมยกตัวอย่างทำนองนี้ด้วยซ้ำว่า ต่อให้ ผู้ต้องหา “รับสารภาพ” ในระหว่างการสอบสวน ถ้าการรับสารภาพนั้น กระทำภายใต้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คำสารภาพนั้น อาจจะไม่จริงก็ได้ เช่น คนอาจจะ รับสารภาพ เพราะโดนแรงกดดันของการสอบสวน หรือไม่ ก็อาจจะ “โทษตัวเอง” อยาก “ลงโทษตัวเอง” (คล้ายคนอยากฆ่าตัวตาย) หรือ ด้วยเหตุอื่นอีกสารพัด ซึ่งเป็นไปได้

    นั่นคือ เป็นไปได้ว่า คนที่ innocent อาจจะ “รับสารภาพ” ก็ได้ ภายใต้เหตุผลบางอย่าง ดังนั้น การมี due process หรือ กระบวนการ วิธีการที่ถูกต้อง จึงเป็นการป้องกัน ไม่ให้คนที่ไม่ได้ผิด ต้องรับผิด – แม้จะจากการ “ยอมรับ” ของตัวเองด้วยซ้ำ)

  5. Fringer Says:

    เฮ่อ อ.สมศักดิ์ไม่เคยเข้าใจประเด็นที่เถียงค่ะ ที่อาจารย์อ้างว่าเป็นความเห็นของตัวเองก็ไม่ใช่ แต่ขี้เกียจเถียงแล้ว สั้นๆ ก็แล้วกันว่า คดียึดทรัพย์นั้นไม่ว่าะจะพิจารณาใหม่กี่ครั้ง ความผิดก็จะปรากฏอยู่วันยังคํ่า เห็นต่างกันได้แค่ว่าศาลควรลงโทษ “อย่างไร” เท่านั้นเอง :)

  6. Fringer Says:

    อีกนิด ที่อาจารย์ยกตัวอย่างคดีมิรันดานั้นก็คนละเรื่องกันเลย เพราะทักษิณไม่เคยถูกลิดรอนสิทธิในฐานะผู้ต้องหา จ้างทนายมาดีเฟนด์ตลอดกระบวนการ และทนายก็ได้พูดมากกว่าฝั่งโจทก์ด้วยซํ้าไป

    ป.ล. เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฏร์นะคะ ยกเว้นคิดว่าควรไม่นับห้าปีหลังรัฐประหารเป็นอายุความ เพราทําให้การปราบคอรัปชั่นเสียประโยชน์

    ป.ป.ล. อาจารย์แซนเดลบอกว่า ทั้ง substantive justice และ procedural justice ต่างสําคัญทั้งคู่

    ป.ป.ป.ล. ขออนุญาตไม่ตอบประเด็นนี้แล้วนะคะ เบื่อแล้วจริงๆ เพราะพูดไปหลายครั้งแล้วว่าคิดอย่างไร :)

  7. Tee Says:

    เล็คเชอร์โปรดเลยครับ

  8. CorpWatch Says:

    @Fringer

    due process ที่ว่านั่นคงไม่ใช่เรื่องเดียวกับ Miranda’s right แต่หมายถึงกระบวนการแต่งตั้งตุลาการขึ้นมาตัดสินรึเปล่า

  9. Fringer Says:

    @CorpWatch due process มันมีหลายขั้นน่ะค่ะ ตั้งแต่ขั้นตอนแต่งตั้งตุลาการ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่า “ผิดหลัก” เพราะมาจากรัฐประหาร แต่ขั้นตอนอื่นๆ อย่างเช่นการให้จำเลยใช้ทนาย เสนอพยาน ซักค้าน ฯลฯ ก็ไม่เห็นเคสนี้จะผิดหลักตรงไหน การอ้าง miranda right นี่เลยไม่ตรงประเด็น เพราะเคสนี้ไม่ได้ละเมิดสิทธิ miranda แต่อย่างใด (แต่คนก็ชอบยกมาเปรียบเทียบกันจังเลย) :)

  10. Niwat Says:

    ขอทราบที่ติดต่อ เพือ่สั่งซื้อหนังสือ “ความยุติธรรม”

  11. เบิร์ด ผู้กอง Says:

    ความยุติธรรมนั้น หายาก เพราะ ไทยยังไม่มีหลักการให้ยึดถือ

    ต่างจากอยุติธรรม เกิดในความคิดตลอดเวลา จึงแสดงออกด้วยการต่อต้าน ไม่รู้จบ

  12. หนังสือ ?ความยุติธรรม? โดย Michael Sandel | Rachanont Says:

    [...] การถกเถียงเรื่องความยุติธรรม ตั้งแต่เรื่องระดับชาติจนถึงเรื่องในครอบครัว ยังดูจะมุ่งไปที่การชักโวหารเหตุผลจากแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายว่าทำไม ?ฉันถูก แกผิด? และ ?ความยุติธรรม? ก็มักถูกใช้ในความหมายว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ฉันหรือพวกของฉันได้ประโยชน์ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นได้รับผลกระทบอย่างไร กระทั่งไม่อยากฟังเพราะปักใจเชื่อไปแล้วว่าคนอื่นไม่ควรค่าแก่การรับฟัง เพราะเป็นสลิ่ม / เป็นควายที่ถูกซื้อ / เป็นชนชั้นกลางดัดจริต / เป็นพวกล้มเจ้า ฯลฯ อ่านต่อได้ที่บล็อกของผู้แปลครับ [...]

  13. Ronald Says:

    ขอขอบพระคุณผู้แปลที่จุดแสงสว่างทางปัญญาขึ้นมาอีกดวง ให้แก่สังคมไทย
    ขอเป็นผู้ให้กำลังใจในยามที่ทำดีแล้วบางครั้งมีมารผจญ

Leave a Reply