เศรษฐกิจพอเพียง(จะกลายเป็น) มุสาร่วมสมัย(ในที่สุดหรือไม่?)

ยุ่งมากๆ กับการตัดเกรดนักเรียน ซึ่งต้องเสร็จภายในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ขออัพเดทบล็อกแบบ “มักง่าย” อีกครั้ง ด้วยการแปะบทความที่ชอบมากๆ ของพี่ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บประชาไท หลังจากวันศุกร์นี้คงมีเวลามาเขียนตามปกติอีกครั้ง ประเดิมด้วยข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์เป็นอาจารย์(พิเศษ)มหาวิทยาลัยครั้งแรกในชีวิต :)

เหตุผลที่เพิ่มคำในวงเล็บเข้าไปในชื่อบทความ เป็นเพราะความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ “แรง” เท่ากับของพี่ชูวัส โดยเฉพาะถ้ามองเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะ “ชุดความคิด” ชุดหนึ่ง (ซึ่งจะพยายามเรียบเรียงเป็นประเด็นๆ ในโอกาสหน้า) แต่ผู้เขียนเห็นด้วยกับพี่ชูวัส ในแง่ของอันตรายจากการเอาชุดความคิดนี้ไปใช้แบบผิดที่ผิดทาง เพราะทุกคนควรตระหนักถึงอันตรายที่เศรษฐกิจพอเพียงจะถูกนำไปใช้ (หรือกำลังถูกใช้อยู่?) เป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” (propaganda tool) ของอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ในการเรียกร้องแบบน่าเกลียดและมือถือสากปากถือศีลให้คนที่จนกว่ารู้จัก “พอเพียง” ซะบ้าง ในขณะที่ตัวเองก็ดำเนินวิถีชีวิตที่ฟุ่มเืฟือย สิ้นเปลือง ทำลาย(สิ่งแวดล้อม) และแน่นอนว่า “ไม่พอเพียง” ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้สึกรู้สา

ยังไม่้นับมหาเศรษฐีบางคนที่ ‘อาจจะ’ ลงทุนคาดผ้าขาวม้าลงหนังสือพิมพ์เพื่อโอ้อวดว่าตัวเอง “พอเพียง” ขนาดไหน ในขณะที่บริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ‘อาจจะ’ กำลังวิ่งเต้นฝุ่นตลบเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาว่าพัวพันกรณีคอร์รัปชั่นที่ส่่วนหนึ่ง ‘อาจจะ’ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากต้องประสบกับความเดือดร้อน หรือถูกเบี้ยวซึ่งๆ หน้า (ใ่ส่ ‘อาจจะ’ ไว้ก่อน เพราะในประเทศที่ยังเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตแบบไร้เหตุผลและใช้กฎหมายหมิ่นประมาทที่เก่าแก่คร่ำครึและบั่นทอนแจงจูงใจในการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนไม่อาจให้ความมั่นใจกับท่านผู้อ่านได้่ว่า สิ่งที่เขียนอยู่นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่)

ในเนื้อหา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นชุดความคิดที่มี “พลัง” พอที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ๆ ที่ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นชุดความคิดที่มี “ข้อดี” มากมาย และสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืนด้วย แต่ข้อดีเหล่านั้นจะมองเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อชุดความคิดนี้ได้รับการนิยามอย่างชัดเจน ตีความ อภิปราย ถกเถียง และต่อยอด เพื่อ ‘แปลง’ สถานภาพจากชุดความคิดที่มีความคลุมเครือสูงและยังไม่สะท้อนความหลากหลายในฐานะ มุมมอง และวิถีชีีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในปัจจุบัน ให้กลายเป็น “กระบวนทัศน์” ที่มีความเป็นรูปธรรมพอที่จะใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ ดังเช่นแผนพัฒนาของภูฎาน

ปัจจัยแห่งความสำเร็จข้อสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง คือความสำเร็จของภาคประชาสังคมในการร่วมนิยาม ตีความ อภิปราย ถกเถียง และต่อยอดชุดความคิดนี้ แต่การร่วมนิยามที่สะท้อนความหลากหลายของคนไทยจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อคนจำนวนมากพอมองเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็น “องค์ความรู้” ที่เป็นประโยชน์ เป็น “สมบัติร่วม” ของสมาชิกสังคมทุกคน ไม่ใช่ “สมบัติส่วนตัว” ที่ใครจะมาแอบอ้างผูกขาดกรรมสิทธิ์ หรืออำนาจการตีความไว้แต่เีพียงผู้เดียว

หากปราศจากกระบวนการ ‘แปลง’ เศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสังคม ให้เป็นกระบวนทัศน์สำหรับการพัฒนาประเทศที่รองรับและสะท้อนความหลากหลายของประชาชนไทย ตลอดจนส่งผลเป็นรูปธรรมได้ ท้ายที่สุด เศรษฐกิจพอเพียงอาจเป็นเพียง propaganda ราคาถูก – ถูกเท่ากับราคาิเสื้อเหลืองหนึ่งตัวหรือสายรัดข้อมือสีเหลืองหนึ่งเส้น – ที่ใช้สร้าง “ความชอบธรรม” จอมปลอมให้กับวิถีชีวิตอันไม่พอเพียงและเอาเปรียบสังคมของคนรวยบางคนเท่านั้นเอง

เพราะสังคมไทยจะเป็น “สังคมพอเพียง” ได้อย่างไร ตราบใดที่เรายังไม่บังคับใช้ “กลไกบังคับความพอเพียง” เช่น ภาษีมรดก ภาษีมลพิษ ภาษีที่ดิน(แบบเอาจริง) และภาษีกำไรจากการขายหุ้นรายการใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์(ที่ปัจจุบันผู้ซื้อผู้ขายไปตกลงกันนอกตลาด แล้วมา “เคาะขาย” กันในตลาดเพื่อเลี่ยงภาษี) และกลไกอื่นๆ อีกมากมาย ที่อารยประเทศทั้งหลายในโลกนี้ใช้กันมาแล้วเป็นสิบๆ ปี ในการ “บังคับ” ให้คนที่ “มีเกินพอ” รู้จัก “ความพอเพียง” ให้มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็รู้จักกอบโกยให้น้อยลง?

……

เศรษฐกิจพอเพียง มุสาร่วมสมัย
โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข (บรรณาธิการประชาไท)

บาปร่วมสมัย
(ปลายเดือนพฤศจิกายน)

เรากำลังร้องหา เห่อ โหม ประโคม ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ อย่างที่ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเป็นเช่นนี้มาก่อน

สื่อทุกสำนัก ผู้รู้ ปราชญ์ และผู้ใหญ่ ต่างก็อนุโมทนาสาธุ แล้ววาดฝันหนทางที่บ้านเมืองจะเดินไปอย่างหนึ่ง ทว่าคนข้างๆ ต่างวัย ผมต่างสี กลับเข้าใจหนทางที่บ้านที่เมืองจะเดินไปอีกอย่างหนึ่ง

วัยหนุ่มรุ่นสาวในเมืองฟ้าอมรกับเครื่องรางของขลังแบรนด์ดังจากหัวจรดเท้า อาจจะไม่มีคำถามมากนัก เขาอาจจะตอบเพียงว่า “ดี ผู้คนจะได้หายจน”

วัยรุ่นเมืองใต้บาดาล อาจจะมีคำถามมากกว่าเล็กน้อย “แล้วฉันจะมีมอ’ไซค์ขี่ไหม”

คนขับรถแดงที่เชียงใหม่ แสดงสีหน้าสับสน ก่อนจะถามกลับว่า “แล้วจะให้ฉันกลับไปทำสวนหรือไร”

ส่วนพี่ชายผู้กำลังจะขยายร้านกาแฟด้วยการกู้หนี้ยืมสิน ตั้งใจกวนด้วยคำถามว่า “ฉันกำลังไม่รู้จักพอใช่ไหม”

การออม มัธยัสถ์ เป็นความงามชนิดหนึ่ง เพราะมันเผื่อแผ่ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้คนในโลกอนาคตได้ใช้ แต่การออมและมัธยัสถ์ต้องไม่ใช่กรงขังให้จมจ่อมงมงายอยู่ในความงามนั้น เพียงเพื่อให้ทรัพยากรที่เหลือเป็นอาหารอันโอชะให้กับคนที่มีมากกว่า

พจนานุกรมไทยบอกว่า ‘เพียง’ เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า เท่า, แค่, เสมอ, เหมือน, พอ

เราให้ความหมายของคำว่า เพียง จำกัดอยู่ที่ความว่า “แค่” แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะก้าวไปให้ถึงความหมายอีกอย่างที่แปลว่า ‘เท่า’

ลองคนเราถ้ามีไม่เท่ากัน แล้วผู้ที่มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ มันก็เท่ากับต้องการรักษาความไม่เท่ากันนั้นให้ดำรงอยู่ต่อไป

ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนให้ความมี ความรวย ความมั่งคั่ง การสะสม หรือความฟุ่มเฟือย นั้นดีกว่า มีค่ากว่า ขณะที่โลกที่เราอยู่ใบนี้ก็ทำให้การบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า เป็นส่วนที่ใครๆ ก็ใช้วัดชีวิตที่มีศักดิ์ศรี การที่ผู้มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ อีกแง่หนึ่งก็คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แน่ละการบริโภคอย่างไม่บันยะบันยังนั้น ก็คือการใช้ชีวิตแบบปล้นชิงทรัพยากรมาจากลูกหลานอนาคต แต่ความพยายามหยุดยั้งการบริโภคเอาไว้เฉพาะกลุ่มคนด้อย คนจน หรือคนที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสอยู่แล้ว โดยหลงลืมไปว่า ขณะที่คนไร้ คนจน บริโภคอยู่นั้น คนมีก็บริโภคอยู่เช่นกัน และด้วยอัตราเร่งที่มากเป็นทวีคูณ นี่ก็คือการแบ่งชนแบ่งชั้นชนิดหนึ่ง

ยิ่งในสมัยของการฟื้นฟูคุณธรรม การกร่นด่าประนามคนจนที่บริโภค สร้างหนี้เกินตัว บริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือนแบบหมุนเงินผลัดผ้าขาวม้า ไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักพอเพียง ราวกับเป็นความผิดบาป ที่แท้แล้วย่อมไม่มีผลอะไรอื่น นอกจากเพื่อจะบอกว่า คนกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิบริโภค มีแต่ฉันเท่านั้นที่ได้รับสิทธินั้น

เราเริ่มสมัยของการพัฒนา ด้วยการสร้างให้คนตระหนักว่า “ความจนเกิดเพราะคนไม่ขยัน” แต่เรายังจนต่อเนื่องมาอีก 40 ปีต่อจากนั้น

แล้วเรากำลังเริ่มสมัยแห่งการฟื้นฟูคุณธรรม ด้วยการสร้างให้คนตระหนักอีกอย่างว่า “เหตุแห่งความจนนั้นไซร้ ไม่ใช่อื่นใด นั่นเพราะคนไม่รู้จักพอ” ซึ่งน่าสงสัยว่า เราจะจนต่อเนื่องไปอีกกี่ปี

เศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องมีความหมายถึงความเท่าเทียม มิใช่กรงขังภายใต้ความรู้จักพอ

เป้าหมายของการรณรงค์เศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงควรอยู่ที่คนมี คนรวย ไม่ใช่แค่คนจน

และเศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากซึ่งโครงสร้างของการแบ่งปัน

ถ้าเราหยุดยั้งการบริโภคไม่ได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการบริโภค แน่ละ เราไม่ควรบริโภคจากบ่อน้ำของลูกหลานอนาคต แต่เราควรบริโภคทรัพยากรจากบ่อเพชรหลอยอันมั่งคั่งของคนมีที่เหลือเฟือพอจะแบ่งปัน

ไม่ยอมสร้างโครงสร้างแห่งการแบ่งปัน แต่ยังคงป่าวร้องประโคมโห่เศรษฐกิจพอเพียงต่อไป ก็เสมือนการมุสา อันเป็นความผิดบาปขั้นพื้นฐาน

เพื่อนอาวุโสไร้ฝักฝ่ายท่านหนึ่ง เอื้อนเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงพื้นๆ ในระหว่างการถกเถียงเรื่องของคนอื่นๆ ออกมาว่า “บาปที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือการที่มีคนรวยล้นฟ้า ท่ามกลางผู้คนที่จนยาก”

…..

ผู้อ่านที่รัก มาถึงตรงนี้ ท่านอาจมีทางเลือกไม่กี่ทาง คือเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจพอเพียงที่คนเราเท่าเทียมต่อไป หรือไม่ก็กร่นด่าข้อเขียนชิ้นนี้ว่า ซ้าย…ไร้เดียงสา…เถิด

15 Responses to “เศรษฐกิจพอเพียง(จะกลายเป็น) มุสาร่วมสมัย(ในที่สุดหรือไม่?)”

  1. Kratainoi Says:

    In relation to sufficiency economy, I think we should:

    1) Define what it really is. With thousand definitions like this ? it’s too ambiguous to be any development plan;

    2) Accept that the idea is contradicting with the notion of “equality, and perhaps “justice”;

    3) If it does not work because there is too much propraganda, then we should be brave enough to say “it does not work”.

  2. Fringer Says:

    I agree with 1). As for 2) and 3), I’m more optimistic than you are because I believe there is enough space to “fight to define” the concept to fit with the ideas of “social justice” (don’t believe in the “equality” myself; but that’s for another post), and it _could_ work if there is enough willingness to elaborate on this and like you said in 1), agree on what it actually MEANS in practice. I think the “idea” as it stands (which, if you ignore those 1 thousand useless “definitions” that people are using, at its most bare-bones ‘content’ level right now, is merely a loose collection of fragments from the king’s speeches) as it stands is flexible enough for us to extrapolate and elaborate in ways that are consistent with goals regarding social justice.

    The bottom line is: we should look at the “vagueness” of this concept now as GOOD thing, because it lets us shape its transformation phase (into concrete development goals and paradigm) into the way we want. But of course, that depends on enough people stripping this concept of its current “sacred/untouchable/heavenly mandate” status.

    If there is still too much propaganda at the ‘end’ of this definition/elaboration process to transform it from a vague concept to a development platform (I don’t know when that is, perhaps years from now), then I think that would be evidence of too many powerful people exploiting the idea and the failure of social elaboration, rather than evidence of the concept itself “not working.”

    Looking forward to further discuss this topic with you, next time I write about it ;)

  3. An Observer Says:

    อันที่จริงอยากคิด อยากเขียน ถึงเรื่องนี้มานานมาก แต่คิดไปคิดมาด้วยความรู้งูๆปลาๆอย่างผม คิดว่ารออ่านจากที่นี่น่าจะดีกว่า :-)

    มุมมองของผมที่มีต่อ “เศรษฐกิจพอเพียง” แม้จะหวังลึกๆว่ามันอาจเป็น “ชุดความคิด” ที่ break through แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักได้ แต่ด้วยความที่มันยังเป็นเพียง “ชุดความคิด” เลยดูจะยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญๆได้หลายอย่าง

    หลายชุดคำอธิบายของเศรษฐกิจพอเพียง เอาเข้าจริงดูเหมือนจะถูกอธิบายไว้โดยเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสียมากแล้ว หลายอย่างก็เป็นสิ่งที่สอดรับกันทั้งนั้น ทั้งเรื่องของ Free Rider, Externality, Good Governance และอีกสารพัด ดูเหมือนหลายๆปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ชุดแนวคิด” ว่าโลภมากหรือพอเพียงหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “การนำไปปฏิบัติ” เสียมากกว่า

    นอกจากส่วนที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักพูดไว้แล้ว ยังมีแนวคิดที่เศรษฐกิจพอเพียงสวนทางกับกระแสหลัก แต่ก็ยังไม่มีคำตอบที่ลึกซึ้งเป็นรูปธรรม (หรืออาจมีแล้วแต่ผมคงเข้าไม่ถึง) เช่น เศรษฐกิจพอเพียงมี “ท่าที” อย่างไรกับแนวคิดการค้าเสรี และระบบการผลิตแบบเฉพาะทาง ในขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นการพึ่งตนเอง และการผลิตแบบหลากหลาย

    นอกจากนั้น ประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก (และอาจสำคัญที่สุด) แต่ถูกคำว่า “แนวคิดเศรษฐกิจ” มาบดบังไปก็คือ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ลอยอยู่โดดๆในความเป็น “แนวคิดเศรษฐกิจ” เพียงอย่างเดียวหากแต่อยู่ใน “บริบท” อื่นๆอีกมากมาย ทั้งบริบทด้านเศรษฐกิจ บริบททางสังคม บริบททางการเมืองและอำนาจ ไปจนถึงบริบททางวัฒนธรรมไทย

    ตราบใดที่คนในสังคมยังไม่ยอมที่จะมองแนวคิดนี้ในบริบทที่กว้างกว่าหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อว่ามันจะสามารถพัฒนาไปไหนได้ไกลแน่ๆ ก็ขนาดแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่พัฒนาสั่งสมความรู้กันมานับร้อยปี ยังไม่ได้ลอยอยู่โดดๆในตำราเลยนี่ครับ

    และด้วยบริบททางด้านต่างๆมากมายที่พัวพันกันยุ่งไปหมดรอบๆคำว่า “พอเพียง” นี่แหละครับ ที่ทำให้มันหยุดอยู่แค่เพียง “ชุดความคิด” ไม่ไปไหนไกลเสียที จะไปต่อก็ไม่ได้ จะตีตกไปก็ไม่ได้อีก เอาแค่บริบททางสังคมและการเมือง ก็ทำให้เราวิพากษ์วิจารณ์ชุดความคิดนี้ไม่ได้เต็มเสียงเสียแล้ว

    .
    .
    .

    ผมว่าที่เราต้องทำคือ จับเศรษฐกิจพอเพียงถอดเสื้อ (เหลือง) ออกก่อนเป็นอันดับแรก

  4. An Observer Says:

    ปล.
    สารภาพตามตรงว่าค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกัน ที่ได้รู้ว่าเจ้าของบล็อก – ในฐานะผู้ที่เชื่อว่าทุนนิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และเราสามารถสร้างระบบทุนนิยม “ที่ดี” ได้ – ค่อนข้างมี positive feeling กับ “ชุดความคิด” ที่ว่านี้

    รออ่านความคิดเห็นของพี่ในเรื่องนี้ด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน .. :)

  5. Fringer Says:

    ก็รู้งูๆ ปลาๆ เหมือนกันแหละ แถมงูปลาอาจจะตัวใหญ่กว่าด้วยซ้ำ แต่เป็นคนหน้าไม่บางน่ะ ถึงไม่รู้อะไรมาก อยากเขียนก็จะเขียน ผิดถูกยังไงค่อยว่ากันอีกที (เมื่อมีคนที่รู้ดีกว่ามาชี้แนะ :) )

    จริงๆ แล้ว พี่ไม่ได้มี positive feeling กับชุดความคิดนี้ as is – เท่ากับที่มี positive feeling เกี่ยวกับ ‘ความเป็นไปได้’ ว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ได้จริงในอนาคต เพราะว่าตอนนี้มันยังคลุมเครือพอที่เราจะสามารถช่วงชิงพื้นที่ในการตีความและต่อยอดได้ โดยที่ไม่ขัดกับตัว ‘เนื้อหาหลัก’ ของมันตอนนี้ (ซึ่งก็คือกระแสพระราชดำรัสต่างๆ) เข้าใจว่าสิ่งที่สรุจเขียนว่าเป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง หลายๆ เรื่องเป็นการตีความของสำนัก ‘ทางการ’ บางสำนักมากกว่า ที่พยายามจะ ‘ขยายความ’ แนวคิดนี้ในทางที่ไม่ขัดกับแนวทางพัฒนาของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (ซึ่งคำว่า ‘กระแสหลัก’ ก็อาจเถียงกันได้อีกเช่นกัน แต่หลายๆ ประเด็น เช่น ภาษีมรดก ก็ไม่ได้อยู่ ‘นอก’ กระแสหลักแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึง)

    เอาไว้รอคุยกันยาวกว่านี้ เมื่อไรที่เริ่มเขียนเรื่องนี้อย่างจริงจังดีกว่า แต่ก็ขอขอบคุณที่คอมเม้นท์มาอย่างยาว ทำให้ได้ไอเดียในการจับประเด็นครั้งต่อไปด้วย :)

    ปล. บทเกริ่นที่เขียนไปวันนี้ ก็เขียนในมุมมองของคนที่ ‘ถอดเสื้อเหลือง’ ออกจากเศรษฐกิจพอเพียงแล้วนะ ;)

  6. ThaiFriendForum Says:

    Check out E.F. Schumacher’s “Small is Beautiful: Economics as if People Mattered.” I believe the King at some point translated a chapter in this book called “Buddhist Economics.” Fringer and many people in this forum may have read it already…

  7. Kratainoi Says:

    Well, Khun Yui krub, don’t forget that “discourse” come together with “power”.

    If sufficiency economy is “discourse”, then, whose “power” does it reflect.

    In that sense, even we try as hard as we can, can we really contested the “inherent unequal power relation” embedded in such a notion. That’s why I think the idea, which have some good potential, is essentially reflecting “inequilty”.

    In some of its details ? you probably can contest. But do you really think you can twist the idea itself to really reflect “equality”? For me, there’s little or no hope.

    I think one good way see how sufficiency economy actually means is not to debate about in an abstract way, but to go out and ask the poor what they think of it. The poor, as the group that would probably be most effected by “sufficiency economy”, can really provide a valuable insight.

  8. Fringer Says:

    Khun ThaiFriendForum: Yes, I have read E.F. Schumacher’s book and like it a lot. However, I think Buddhist Economics as a concept is even more “holistic” and harder to transform into concrete development plan than sufficiency economy.

    Khun Kratainoi: I certainly agree that every discourse cannot be dissociated from power (or more precisely the current power structure). But I do contest that the idea – in fact any idea in the world that is as vague as sufficiency economy – can be ‘expanded’ (I feel “twisted” is a misnomer because I would say it currently has little substance to allow any twisting) to be compatible with the framework of progressive development economics. And even if our collective(?) effort to do this fails in the end, then at least it will stand as a testament that it IS possible to develop a progressive framework for sufficiency economy that contradicts nothing in the King’s speeches. This is what I’ll be trying to do in future articles anyway; whether or not this kind of effort will eventually be meaningful or not remains to be seen. I hope that over time, I will become more pessimistic on this issue while you become more optimistic – and thereby our thoughts may converge somewhere in the middle ;)

    Without any ‘alternative’ discourse of sufficiency economy framework as a development paradigm, everyone will simply feel that the mainstream interpretation (backed by “powerful” people) is the ONLY interpretation possible, which would be a shame na ka – and will make the mainstream notion much easier used as propaganda tool.

    What I believe, perhaps with no small amount of naivet?, is that while no discourse can be disentangled from power, any attempt to establish a rational alternative discourse with little power (which therefore means it might fizzle out in the end) is still better than having no alternative discourse at all.

  9. Poo Says:

    เวลานักธุรกิจหรือข้าราชการเอาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาพูด ก็จะพยายามโยงเข้าสู่เรื่องของชีวิตที่พอเพียงด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันสัมพันธ์กับกรอบคิดทางศีลธรรมหรือความดีที่ให้คุณค่ากับการเก็บกดความอยาก

    แต่ถึงอย่างไร “ความพอเพียง” ที่ทางรัฐ “บางสำนัก” พยายามพร่ำบอกนั้นก็ดูเหมือนจะไม่สามารถบอกได้ว่า อย่างไรคือความพอเพียง จนมีคนไปตีความต่างๆ นาๆ และออกมาในรูปของความพอเพียงที่อิงอยู่กับระบบชนชั้น รวมถึงทำให้ความแตกต่างทางชนชั้นเห็นชัดด้วย เคยอ่านเจอมีนักธุรกิจคนนึง พูดประมาณว่า พวกคุณ(คนจน) จะใช้นาฬิกาเลื่อนละแพงๆ ไม่ได้ เพราะมันไม่พอเพียง ไม่เหมาะกับฐานะ ส่วนผมใช้ได้เพราะเหมาะกับฐานะผม

    ปล ผมบ่นอยู่ใช่ไหมเนี่ย
    ปล 2 ตามอ่านความเห็นด้วยใจระทึก

  10. An Observer » Blog Archive » ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง Says:

    [...] บล็อกเกอร์ยอดนิยมแห่งยุคอย่าง "คนชายขอบ" เขี่ยบอลเปิดประเ็ด็นเรื่องเศรษฐกิจพอเีพียงไว้เมื่อวันก่อน [...]

  11. Tee Says:

    ผมนิยาม เศรษฐกิจพอเพียง (well…ผมเอามาคิดเลขเป็นงานอดิเรก) ไว้ว่า เศรษฐกิจที่ utility function ของประชาชน localize สุด ๆ (ไม่ convex ด้วย) เผื่อใครสนใจครับ

  12. ปป Says:

    อยากฟังความเห็นเรื่อง พรบ การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผ่าน สนช เมื่อวันที่ 9 อ่า

  13. ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข Says:

    พอผ่านอะไรมาเยอะๆ ในปีที่ผ่านมา ผมเองก็ชักงงและสั่นคลอนเอามากๆ นะครับว่า ระหว่าง “เศรษฐกิจพอเพียง” แบบบ้านเรา กับทุนนิยม อะไรมันสร้างความเท่าเทียมได้มากกว่ากัน เอาแค่ “โอกาส” ในการยกระดับชั้นทางเศรษฐกิจ อะไรจะยกระดับชีวิตได้มากกว่ากัน

    ชีวิตที่จำกัดโดยทุน กับชีวิตที่จำกัดโดยรสนิยม ชนชั้น ชาติตระกูล ชีวิตแบบไหนที่จะมี “โอกาส” มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเรานิยามความจน ว่าหมายถึงการไม่มีโอกาสด้วย

    แต่ให้ตายเถอะครับ ผมยังใฝ่ฝันถึงระบบที่ทำให้คนเราเท่ากันในด้านต่างๆ เช่น ผมมีเงินไม่เท่าทักษิณ แต่ผมก็รู้สึกว่าผม “เท่า” กับทักษิณ เพราะเงินอาจไม่มีค่ากับผมมากนัก หรือถ้ายามใด เงินมันมีค่าผมมาก ผมก็อาจน้อยเนื้อต่ำใจ ก็อาจจะต้องลุกมาหาเงิน แต่ผมต้องมีโอกาสลุก ผมต้องมั่นใจ และไม่ถูกกดอยู่ภายใต้การจำยอม ด้วยชาติพันธุ์ ชาติตระกูลหรือชนชั้น ขอบคุณครับ

  14. Fringer Says:

    เพิ่งเห็นว่าพี่ชูัวัสเข้ามาคอมเม้นท์ด้วย สวัสดีค่ะ :D

    ส่วนตัวนะคะ คิดว่า “ทุนนิยมเสรี” ที่ผนวกการค้นพบใหม่ๆ ในโลกเศรษฐศาสตร์และธุรกิจช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา (ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืน” ของธนาคารโลก, “ทุนนิยมธรรมชาติ” ของนักสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิดของอาจารย์อมาตยา เซน) เป็นระบบที่น่าจะดีที่สุดแล้ว หรืออย่างน้อยก็ดีกว่า “ทุนนิยมสามานย์” ในเมืองไทย ซึ่งยังเป็นอำนาจนิยม แบ่งชนชั้น ยอมให้นายทุนผูกขาด ฯลฯ อยู่มาก เพราะระบบทุนนิยมอย่างน้อยก็มีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับตัว เช่น ผนวกแนวคิดเรื่องสังคมเป็นธรรม ฯลฯ เข้าไปในระบบได้ แต่ปรัชญาลอยๆ ที่คลุมเครือและแถมยัง “ใส่เสื้อเหลือง” อย่างเศรษฐกิจพอเพียง (ซึ่งหมายความว่า “ความหมาย” ของมันจะถูกกำหนดและตีกรอบโดยชนชั้นนำโดยตลอด) นั้น ดูจะเป็นการยากมากๆ ที่จะเอามาใช้ทำประโยชน์อะไรได้จริงๆ ในสังคม (แม้ว่าจะมีแนวโน้มดีก็ตาม แต่ก็คิดว่าต้องมา “ถอดเสื้อเหลือง” กันเสียก่อน)

    คิดว่าชีวิตที่จำกัดโดยทุน เป็นชีวิตที่มีโอกาสดีกว่าแน่ๆ ค่ะ โดยเฉพาะถ้ามีสถาบันใหม่ๆ ที่รองรับความต้องการของคนจนได้จริงและไม่หลอกขายของ ทำให้เขาเข้าถึงทุนได้และรู้จักบริหารทุนนั้นๆ ให้ออกดอกออกผลได้ด้วย (เช่นธนาคารกรามีน)

  15. Atama Says:

    I feel it is a pity for most Thai people who still have doubts and ignorance of the benefits in applying Sufficiency Economy pracitc guidance in whatever they do. Actually SUfficiency Economy principles are guiding principles for worthwhile life as human. They provide guidance for all levels of practice, for individual as well as business, community, networks, government/ organizations. If we follow the practice, we will improve our way of thinking and acting both for ourselves and in relation to all other beings. If we train ourselves to think of others, to base our action on ethics and knowledge,to use sound reasons rather than greed/emotion and to be prudent in whatever we think and do, we already follow Sufficiency Economy. It is more important that we try to apply Sufficiency Economy Principles in whatever we do, we may not succeed 100% immediately. We may fail in som einstances. But as long as we keep improving and trying, we will be able to increasing become self-dependent and reduce all risks. What is important is not to give up altogether. Instead we must put the right effort in apply the Principles as much as we can. It is not to say if we fail to apply the SE Principles today, it is our failurte forever. Nor it is the failure of SE Principles. Actually, the SE Principles are the Truth even if we do not follow or if we fail to follow. But with the right kind of understanding, thinking and mindfulness, a person is bound to see the value of Sufficiency Economy.
    Anyone who fails to apply it, he or she should try again because it is the way to save ourselves and others.