Creative Commons Thailand โอเพ่นออนไลน์ GlobalVoices Advocacy

เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร โดย Clayton M. Christensen

เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร?
แปลจาก How Will You Measure Your Life? โดย Clayton M. Christensen ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและ “นวัตกรรมก่อกวน” (disruptive innovation) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดย สฤณี อาชวานันทกุล

ดาวน์โหลดฉบับ PDF เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ได้จากที่นี่ [8 หน้า]

ก่อนที่ผมจะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง ปัญหาเขาควายของนักนวัตกรรม (The Innovator’s Dilemma) ผมได้รับโทรศัพท์จาก แอนดี โกรฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัทอินเทล เขาอ่านบทความชิ้นแรกๆ ของผมเกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อกวน (disruptive technology) และขอให้ผมไปคุยกับลูกน้องโดยตรงของเขา อธิบายว่าเรื่องนี้แปลว่าอะไรสำหรับอินเทล ผมบินไปซิลิคอนวัลเลย์ด้วยความตื่นเต้นตามนัด เพียงเพื่อที่จะเจอโกรฟบอกว่า “นี่แน่ะอาจารย์ ตอนนี้เรายุ่งมากเลย มีเวลาให้อาจารย์แค่ 10 นาที บอกเราหน่อยครับว่าโมเดลก่อกวนของอาจารย์หมายความว่าอะไรสำหรับอินเทล” ผมตอบว่าผมทำไม่ได้ แค่อธิบายโมเดลนี้อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลา 30 นาทีแล้ว คนต้องเข้าใจบริบทนี้ก่อนที่จะเข้าใจความเห็นอะไรก็ตามของผมเกี่ยวกับอินเทล หลังจากฟังผมพูดไป 10 นาที โกรฟก็แทรกว่า “โอเคครับ ผมเข้าใจโมเดลนี้แล้ว บอกเรามาก็พอว่ามันแปลว่าอะไรสำหรับอินเทล”

ผมยืนยันว่าผมต้องใช้เวลาอีก 10 นาทีในการอธิบายวิธีที่กระบวนการก่อกวนทำงานในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งแตกต่างจากอินเทลมาก ก่อนที่โกรฟกับลูกน้องจะเข้าใจว่าการก่อกวนทำงานอย่างไร ผมเล่าวิธีที่บริษัทนูคอร์ (Nucor) และโรงเหล็กขนาดจิ๋วโรงอื่นๆ เริ่มต้นด้วยการโจมตีตลาดที่อยู่ล่างสุด นั่นคือ เหล็กเส้น และค่อยๆ ไล่ไปตลาดบน ตัดราคาโรงเหล็กดั้งเดิม

พอผมเล่าเรื่องโรงเหล็กขนาดจิ๋วจบ โกรฟก็พูดขึ้นว่า “โอเค ผมเข้าใจละ เรื่องนี้หมายถึงอย่างนี้นะสำหรับอินเทล…” และอธิบายความคิดที่ต่อมากลายเป็นกลยุทธ์ของอินเทลในการเข้าตลาดล่างเพื่อออกชิพตัวใหม่ยี่ห้อเซเลรอน (Celeron)

ผมคิดถึงเรื่องนี้เป็นล้านครั้งได้หลังจากวันนั้น ถ้าผมยอมบอก แอนดี โกรฟ ว่าเขาควรจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับธุรกิจไมโครโปรเซสเซอร์ วันนั้นผมก็คงถูกฆ่าแน่ๆ แต่แทนที่จะบอกว่าเขาควรคิด อะไร ผมสอนเขาว่าควรคิด อย่างไร – เสร็จแล้วเขาก็ไปถึงสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์นั้นมีอิทธิพลต่อผมมาก เวลาที่ใครถามว่าผมคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร ผมแทบไม่เคยตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่ป้อนคำถามเข้าไปในโมเดลของผมดังๆ ผมจะอธิบายวิธีทำงานของกระบวนการในโมเดลในอุตสาหกรรมที่แตกต่างจากพวกเขามาก เสร็จแล้วบ่อยครั้งพวกเขาจะพูดว่า “โอเค เราเข้าใจแล้ว” เสร็จแล้วก็ตอบคำถามของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่ผมทำได้
Read the rest of this entry »

Popularity: 1% [?]

สวนโมกข์กรุงเทพฯ กับความซับซ้อนและย้อนแย้ง

เมื่อวานไปร่วมงานเปิดหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ) มา ดูรูปทั้งหมดที่ผู้เขียนถ่ายได้จาก Flickr set หน้านี้)

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงจากงานบางส่วนได้ที่นี่: พระไพศาล วิสาโล & ดร.ประเวศ วะสี [55MB], ศุ บุญเลี้ยง [26MB]

ดีใจที่เห็นคนหลายร้อยคนไปร่วมงานเปิด และดีใจที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สาธารณะในการจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง ตัวอาคารเองก็ออกแบบมาสวยมากและให้บรรยากาศคล้ายกับโรงมหรสพทางวิญญาณ ที่สวนโมกข์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะพื้นที่แห่งนี้หลังจากที่มีคนมาใช้แล้วจะสร้างบรรยากาศและแบบสวนโมกข์ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะ “สวนโมกข์” กับ “กรุงเทพฯ” มี “บุคลิกลักษณะ” ที่แตกต่างกันพอสมควรและกระทั่งตรงข้ามกันในหลายเรื่อง ดังนั้นในแง่หนึ่ง “สวนโมกข์กรุงเทพฯ” จึงย่อมให้บรรยากาศที่ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (แต่ก็น่าจะบริหารจัดการไปในทางที่ดีได้ถ้าตั้งใจจริง)

ความรู้สึกนี้อธิบายด้วยคำพูดลำบาก ขอใช้ภาพบางภาพแทนคำพูดก็แล้วกัน

ขอเอาใจช่วยคณะทำงานอีกแรง :)

รูปหล่อสำริด อวโลกิเตศวร
รูปหล่อสำริดพระอวโลกิเตศวร สำนักงานใหญ่ ปตท. และร่มสีม่วงของธนาคารไทยพาณิชย์

มะพร้าวนาฬิเกร์?
มะพร้าวนาฬิเกร์ ที่กรุงเทพฯ ต้นยังเล็กอยู่ กลางสระของสวนรถไฟ มีคนพายเรือแคนูเช่าอยู่รายรอบ (ไม่อยู่ในรูป)

หนังสือในร้านหนังสือหอจดหมายเหตุ
หนังสือบางส่วนที่วางขายในร้าน “หนังสือและสื่อธรรมะ” ของสวนโมกข์กรุงเทพฯ : ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น, เดอะ ท็อป ซีเคร็ต, และ เดอะ ท็อป ซีเคร็ต II โดย ทพ. สม สุจีรา ทั้ง 3 เล่ม วางติดกับ ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ และ แผ่นดิบดับ โดย เขมานันทะ และ คันฉ่องส่องพุทธธรรม โดย ส.ศิวรักษ์

Popularity: 1% [?]

โลกของจุดปลาย: สิ่งที่อินเทอร์เน็ตเป็น และวิธีเลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นอย่างอื่น

วันนี้พักผ่อนด้วยการแปลบทความคลาสสิกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เพราะการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปิดเว็บ โครงการ Cyber Scout ฯลฯ ในปัจจุบันเผยให้เห็นความเข้าใจผิดที่ยังแพร่หลายในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้ทู่ซี้ใช้วิธีที่ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายที่อยากบรรลุ ยังไม่ต้องพูดกันในระดับหลักการว่า “ควรทำ” หรือไม่อย่างไร (ถ้ามีเวลาจะค่อยๆ เรียบเรียงประเด็นนี้ แต่โดยสรุปคือ - การอธิบายให้รัฐเข้าใจว่าสิ่งที่พยายามทำอยู่นั้นเปลืองเงินเปล่าๆ น่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลกว่าการพยายามเปลี่ยนทัศนคติหรือความคิด ซึ่งยากมาก)

ดาวน์โหลดเวอร์ชั่น PDF เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ ได้ที่นี่ (12 หน้า)

โลกของจุดปลาย
สิ่งที่อินเทอร์เน็ตเป็น และวิธีเลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นอย่างอื่น

แปลจาก “World of Ends: What the Internet Is and How to Stop Mistaking It for Something Else” โดย Doc Searls and David Weinberger, 10 มีนาคม 2003 แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล, 31 กรกฏาคม 2553

โลกนี้มีความผิดพลาด มีหลายสิ่งที่คนทำพลาด

เราเรียนรู้จากความผิดพลาดบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ความคิดที่ว่าการขายของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงบนเว็บคือเส้นทางเศรษฐีที่เยี่ยมยอด เราจะไม่คิดอย่างนั้นอีกแล้ว

แต่ความผิดพลาดอย่างอื่นเราทำซ้ำซาก ยกตัวอย่างเช่น การคิดว่า –

…เว็บเหมือนกับโทรทัศน์ คือเป็นวิธีสะกดลูกตาให้อยู่นิ่งๆ ระหว่างที่นักโฆษณาพ่นสารใส่หน้าคนดู

…เน็ตคือสิ่งที่บริษัทโทรคมนาคมและเคเบิลควรคัดกรอง ควบคุม และ “ปรับปรุง” ด้วยวิธีต่างๆ นานา

…เป็นเรื่องแย่ที่ผู้ใช้สื่อสารข้ามระบบสื่อสารทันควันต่างชนิดบนเน็ต

…เน็ตประสบปัญหาจากการที่ไม่มีกฏเกณฑ์ควบคุม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่รู้สึกว่าถูกมันคุกคาม

เราหลายคนเกิดอาการผิดพลาดซ้ำซากเวลาพูดถึงเน็ต โดยเฉพาะนิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชน เคเบิลทีวี อุตสาหกรรมดนตรี อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมโทรศัพท์ หกสาขานี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น
Read the rest of this entry »

Popularity: 1% [?]

หนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์ชายขอบ - กอปร เมื่อยอารมณ์ และประเทศของเราฯ

ได้เวลาคั่นโฆษณาเล็กน้อย ด้วยหนังสือกลอน 3 เล่ม 3 แนว ใหม่เอี่ยมจากสำนักพิมพ์ชายขอบค่ะ น่าจะวางแผงภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ถ้าใครสนใจ กรุณาไปที่ร้านหนังสือใกล้บ้านและถามหา เพราะไม่อย่างนั้นร้านหนังสืออาจไม่สั่งมาวาง เพราะคิดว่ากวีนิพนธ์สั่งมาก็ขายยาก จะสั่งมาทำไม :P

(คลิ้กที่รูปเพื่อขยาย)

1. เมื่อยอารมณ์ โดย ‘ศิษย์สะดือ’ - ใครที่เป็นแฟนเฉลียง ศุ บุญเลี้ยง ประภาส ชลศรานนท์ ฯลฯ ต้องไม่พลาดเล่มนี้ เมื่อ ‘เด็กแนว’ รุ่นเดอะ เจอเด็กแนวรุ่นล่า บทกลอนแสบๆ คันๆ จากนิตยสาร ไปยาลใหญ่ ในอดีต นำมารวมเล่มใหม่พร้อม ภาพประกอบทั้งเล่มโดย ชิงชิง กฤชเทียมเมฆ คำนิยมโดย ‘นิ้วกลม’

หนา 84 หน้า พิมพ์สองสีทั้งเล่ม ราคา 100 บาท

เมื่อยอารมณ์

ตัวอย่างบางตอน –

เหงาจริง เหงาจัง…
นั่งนับดาวที่ฟากฟ้า
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า…
แปดสิบ…ร้อยสามสิบเอ็ด…
เจ็ดพันสองร้อยเก้าสิบเก้า…
หกหมื่น…หกหมื่นหนึ่ง…
…พอแล้ว
หาอย่างอื่นที่มีประโยชน์ทำดีกว่า

เฉวงชัย

2. ประเทศของเราและเรื่องเล่าหลายๆ เรื่อง โดย อภิชาติ จันทร์แดง - บทกวีกลมกล่อมและกระแทกใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เราควรรู้แต่อาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ ‘ประเทศของเรา’

หนา 168 หน้า ราคา 140 บาท

ประเทศของเราและเรื่องเล่าหลายๆ เรื่อง

ตัวอย่างบางตอน –

ใครว่าประเทศนี้สุขสงบ
อ้างเหตุผลแค่ไม่พบศพทหาร
เพียงเมืองหลวงเริงรื่นความชื่นบาน
บ้านเมืองสงบเงียบ เรียบร้อยดี?

3. กอปร โดย อุเทน มหามิตร - กวีที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน กลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานชิ้นใหม่ที่ “สังวาสระหว่างจินตนาการและกลุ่มคำอย่างเหมาะเจาะ” ด้วยแรงบันดาลใจจากจักรภพและควอนตัมฟิสิกส์

หนา 120 หน้า ภาพสีประกอบ 12 หน้า ราคา 100 บาท

กอปร

ตัวอย่างบางตอน –

เลาะเลียบขอบฟ้าเหตุการณ์
ตะพาบตัวที่รอดชีวิต
หดและยืดหัวสูดหายใจในภาวะจิตวูบตก
ตะเกือกเถลือกเกราะกระดองหุ้มตัว เพื่อปรับสมดุล
อุณหภูมิใต้ผิวหนัง
และใช้พังผืดเท้าคู่หน้าคลานครูดมุดสู่การเปลี่ยนแปลง
ชีวภาพดวงดาว

Popularity: 2% [?]

คำนำ “กลอนสดกรุงแดงเดือด” (working title) โดย พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล กรุณาเขียนคำนำให้กับ “กลอนสดกรุงแดงเดือด” - หนังสือรวมเล่มกลอนสดที่เจ้าของบล็อกนี้แต่งโต้ตอบกับคุณสุรวิชช์ วีรวรรณ (อ่านออนไลน์และดาวน์โหลด PDF ได้จากหน้านี้ค่ะ ไม่แน่ใจว่าฉบับหนังสือจะใช้ชื่อนี้หรือเปล่า เลยห้อยวงเล็บ “working title” ท้ายชื่อไปก่อน) ผู้เขียนขอนำมาเผยแพร่ในบล็อกนี้ก่อนหนังสือเสร็จ เพราะคำนำของพระไพศาลหลายตอนเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันและน่าจะช่วยเตือนสติทุกคนได้เป็นอย่างดีค่ะ

ตอนนี้หนังสืออยู่ระหว่างการใส่ภาพประกอบ เชิงอรรถ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ น่าจะเรียบร้อยภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ :)

คำนำ “กลอนสดกรุงแดงเดือด” (working title)

การชุมนุมกลางกรุงของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งกินเวลานานกว่า ๒ เดือนนั้น ได้ก่อผลสะเทือนอย่างมากในสังคมไทย นอกจากจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนเรือนหมื่นกับรัฐบาลจนนำไปสู่ความรุนแรงและสูญเสียอย่างมหาศาลแล้ว ยังก่อให้เกิดการปะทะทางความคิดอย่างรุนแรงจนกลายเป็นความแตกแยกในแทบทุกวงการ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยมากเท่าครั้งนี้ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าในอดีตนั้นคู่กรณีสามารถแยกเป็น “ขาว” และ “ดำ” ได้อย่างชัดเจน ผู้คนจึงมีความเห็นร่วมกันว่าควรสนับสนุนฝ่ายใดและต่อต้านฝ่ายใดไม่ว่ากรณี ๑๔ ตุลา หรือพฤษภา ๓๕ แต่กรณีคนเสื้อแดงกับรัฐบาล(และผู้ค้ำจุนของทั้งสองฝ่าย) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย)มองเห็นชัดว่า ใครเป็น “ขาว” ใครเป็น “ดำ” คนอีกกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีจำนวนมากเช่นกัน) กลับเห็นตรงกันข้าม

การมองเห็นอย่างตรงข้ามเป็นคนละขั้วนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในความเป็นจริงคู่ขัดแย้งนั้นต่างเป็น “เทา” ทั้งคู่ หรือมีทั้ง “ขาว” และ “ดำ” ปะปนกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่ายเห็นแต่สีขาวของฝ่ายตน และเห็นแต่สีดำของฝ่ายตรงข้าม ทั้งสองฝ่ายจึงกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างนำเอาข้อผิดพลาดของอีกฝ่ายมาโจมตี และแปลกใจระคนขุ่นเคืองใจที่เหตุใดผู้คนยังไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ในเมื่อพวกนั้นเป็น “มาร” มิใช่ “เทพ” (แม้ว่าในคติพุทธ มารก็คือเทพจำพวกหนึ่งนั่นเอง)

มุมมองเช่นนี้ทำให้ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้ผู้คนเลือกข้าง และต้องเลือกข้างเดียวกับตนเท่านั้น เพราะ “ถ้าไม่เป็นพวกเดียวกับฉัน ก็แสดงว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามฉัน” แต่ละฝ่ายไม่เพียงผลักคนที่มองต่างจากตนให้เป็นศัตรูเท่านั้น หากยังมีการตีตราปิดฉลากเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นตัวเลวร้ายมากขึ้น ผลก็คือใครที่สนับสนุนเสื้อแดงคือพวกทักษิณ ขบวนการล้มเจ้า ฯลฯ ส่วนใครที่สนับสนุนรัฐบาลคือพวกอำมาตย์ สองมาตรฐาน ฯลฯ นอกจากมองคนละมุมแล้ว ต่างฝ่ายยังอ้างหลักการคนละชุด ใช้วาทกรรมคนละแบบ ฝ่ายหนึ่งอ้างความถูกต้อง อีกฝ่ายชูธงความเป็นธรรม จึงสื่อสารให้เข้าใจกันไม่ได้เลย
Read the rest of this entry »

Popularity: 2% [?]

จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์ในฐานะสื่อพลเมือง

[เขียนบทความนี้ให้กับวารสารของสภาการหนังสือพิมพ์ ได้รับอนุญาตให้นำมาขึ้นบล็อกได้ด้วยค่ะ]

จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์ในฐานะสื่อพลเมือง

ปัจจุบันการเขียนบล็อก (ย่อมาจาก “เว็บล็อก” – weblog) ได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของนักท่องเน็ตนับร้อยล้านคนทั่วโลก (ตัวเลข ณ สิ้นปี 2009 ของเทคโนราติ (Technorati.com) บริษัทเก็บสถิติ อยู่ที่ 112 ล้านบล็อก) ผู้เชี่ยวชาญอินเทอร์เน็ตหลายคนบอกว่าบล็อก “ตกสมัย” ไปแล้วในยุคที่สื่อสังคมอย่างเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ครองใจคนทั่วโลก

แต่ในเมื่อบล็อกมีความเป็น “สาธารณะ” มากกว่าเฟซบุ๊คซึ่งจำกัดผู้อ่านเพียงกลุ่ม “เพื่อน” และยาวกว่าทวิตเตอร์ซึ่งจำกัดเนื้อที่เพียง 140 ตัวอักษรต่อครั้ง งานเขียนของบล็อกเกอร์จึงมีส่วนคล้ายกับงานของนักข่าวมืออาชีพ และด้วยเหตุนั้น หากคำว่า “จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์” จะมีความหมาย มันก็ควรมีส่วนคล้ายกับจรรยาบรรณของสื่ออาชีพ มากกว่าจรรยาบรรณของคนที่เล่นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่สื่ออาชีพ และคนอ่านบล็อกก็ไม่ได้คาดหวังให้เป็นอย่างนั้น (ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เข้ามาอ่านบล็อก และการเขียนบล็อกก็คงจะหมดสนุกและขาดเสน่ห์ถ้าบล็อกเกอร์พยายามทำตัวเป็นนักข่าวตลอดเวลา) จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์จึงไม่ควรจะเท่ากับจรรยาบรรณของสื่ออาชีพ ถึงแม้ว่าจะมีพื้นฐานเดียวกัน

ถ้าเปรียบกับพุทธศาสนา จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์อาจเปรียบเสมือนศีล 5 ข้อของฆราวาส ไม่ใช่ 227 ข้อที่เคร่งครัดกว่าของพระภิกษุในฐานะนักปฏิบัติธรรม “มืออาชีพ”

บล็อกเกอร์ส่วนใหญ่เขียนบล็อกเป็นงานอดิเรกด้วยแรงจูงใจที่แตกต่างกัน บางคนเขียนเพื่อระบายอารมณ์หลังจากที่ทนเก็บกดในที่ทำงานมาทั้งวัน บางคนเขียนบันทึกประสบการณ์ประจำวันให้เพื่อนอ่านเหมือนไดอารี่ส่วนตัว บางคนเขียนเพราะอยากแบ่งปันข้อมูลข่าวสารหรือสาระที่คิดว่าน่าสนใจ บางคนเขียนเพราะอยากโฆษณาสินค้าหรือบริการของบริษัทนายจ้าง และบางคนก็เขียนด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ อยากเขียน

ไม่ว่าบล็อกเกอร์แต่ละคนจะเขียนบล็อกเพราะอะไร ความที่อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ “สื่อสารส่วนตัว” และ “สื่อสารมวลชน” ในเวลาเดียวกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าอะไรที่เราเขียนบนอินเทอร์เน็ตมีสิทธิ์อยู่ไปชั่วนิรันดร์ (ถึงเราลบออกก็อาจช้ากว่าคนที่มาก๊อปปี้เนื้อหาไปส่งต่อแล้ว) ก็หมายความว่าบล็อกเกอร์ควรคำนึงถึงจรรยาบรรณบางข้อเวลาเขียน โดยเฉพาะถ้าเราอยากสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ในหมู่คนอ่าน
Read the rest of this entry »

Popularity: 2% [?]

Cleansing the City of Angels

[Two days ago I wrote a short piece below for an Op-Ed page of a U.S. newspaper, but unfortunately they couldn’t use it due to the paper lacking enough space for it still be news. So I decided to put it up on my blog.]

Cleansing the City of Angels

Cleaners outside Wat Patum

On a clear Sunday afternoon of 23 May 2010, four days after the anti-government rally of United Front for Democracy against Dictatorship (UDD, nicknamed “red-shirts” for the color they chose) was dramatically dispersed by the Thai Army, I went downtown to central Bangkok to witness the “Big Cleaning Day” event hosted by the Bangkok Metropolitan Administration.

At least 1,000 volunteers showed up to help clean the streets of grime, debris, and political graffiti left behind by the thousands of protesters who turned the typically busy Ratchaprasong (literally “royal intent”) intersection into a makeshift rebel camp. Municipal water trucks slowly moved down the streets, pumping water from hoses for volunteer cleaners who scrubbed and swept the streets with passion and solidarity. The smell of detergent in the air mixed uneasily with the lingering odor of charred wreckage of Central World, one of Thailand’s glitziest shopping malls. Hundreds of people came to take photos of and with this instant ‘tourist attraction,’ including foreigners and whole families.

I counted no less than 10 pick-up trucks that slowly drove through the crowd, people in the back freely handing out bottles of water, soda, and face masks to volunteers. A couple offered me a tray full of bags of guava slices, neatly bundled with chili and sugar dip the way we like to eat it. “Take one,” they insisted, and flashed me a smile. Right then, I felt so good that, had I turn around and gone home, I might feel reassured that this political crisis is a thing of the past, swept away like grime on the streets.

If only it were that simple.
Read the rest of this entry »

Popularity: 3% [?]

การพูดว่า “จงออกไปจากที่นี่” จะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้เราเลย

[ดาวน์โหลดเวอร์ชั่น PDF ของบทความแปลด้านล่างนี้ได้ที่นี่ค่ะ]

การพูดว่า “จงออกไปจากที่นี่” จะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้เราเลย
แปลจาก Saying ‘good riddance’ is no answer to our problems โดย สนิทสุดา เอกชัย, แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล

ถ้าคุณอยู่ในเครือข่ายของคนไทยบนเฟซบุ๊ค คุณก็คงจะได้เห็นคลิปวีดีโอที่มีการส่งต่อกันมากที่สุดในสัปดาห์นี้ – บทสุนทรพจน์อันกินใจของนักร้อง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่แสดงความรักอย่างหวงแหนและลึกล้ำของเขาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บทสุนทรพจน์ดังกล่าวกลายเป็นปรากฏการณ์ยอดนิยมในทันที กลายเป็นสิ่งที่ส่งต่อกันบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ซ้ำบนโทรทัศน์ และรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์ในประเทศแทบทุกฉบับ กว่าคุณพงษ์พัฒน์จะกล่าวคำรับรางวัลนาฏราช สาขานักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยมจบ ผู้ชมทั้งห้องก็เต็มไปด้วยน้ำตา ขณะที่ผู้ชมยืนขึ้นปรบมือให้กับคุณพงษ์พัฒน์ ในคืนเดียวกันนั้นเองกรุงเทพฯ ก็ถูกเผาในการจลาจลทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เราจำความได้

ในสุนทรพจน์ คุณพงษ์พัฒน์เปรียบเปรยว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนบ้าน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปรียบเสมือนพ่อผู้เจริญรอยตามบรรพบุรุษของท่าน เสียสละให้กับบ้านเมืองด้วยการทุ่มเททำงานเพื่อทุกคนในบ้านอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

“ถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินไปบอกกับคนคนนั้นว่า ‘ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ’”

“ผมรักในหลวงครับ” เขาประกาศท่ามกลางเสียงปรบมือดังกระหึ่ม “และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้รักในหลวงเหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน!” ฉันขอสารภาพว่า สิ่งที่เขาพูดนั้นทำให้ฉันน้ำตาคลอเหมือนกัน

ฉันมีคำสารภาพอีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้ว่าฉันจะคับแค้นใจเหมือนกับคุณพงษ์พัฒน์ที่ในหลวงทรงถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง รวมทั้งการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและถ้อยคำที่มีแต่ความเกลียดชัง ฉันก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหาแบบ “จงออกไปจากที่นี่” ของเขาซึ่งดูเหมือนว่าจะโดนใจผู้คนจำนวนมาก

วิธีแก้ปัญหาของคุณพงษ์พัฒน์คือความเชื่อที่ว่า ถ้าเราไม่ชอบอะไร วิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆ ก็คือกำจัดมันไปซะ ความคิดแบบนี้คือรากฐานของการเมืองที่ขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง การเมืองที่กำลังทำลายประเทศของเราอยู่ในขณะนี้
Read the rest of this entry »

Popularity: 4% [?]

[UPDATE 15/6] มองนานาทัศนะต่อวิกฤตการเมืองผ่านเฟซบุ๊ค Profile Pictures

[UPDATE 15/6: อัพเดทสไลด์ถึงสถานการณ์ 1 เดือนหลังการสลายการชุมนุม]

ไปนำเสนอสไลด์สั้นๆ ในวงคุยที่กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง “สื่อสารอย่างไรไม่พาสังคมวิกฤต” เกี่ยวกับ profile pictures ในเฟซบุ๊คที่เก็บรวบรวมมาเป็นเดือน กลับมาแล้วเพิ่มเติมเนื้อหาเล็กน้อย เอาขึ้น Slideshare & ลิ้งก์มาในบล็อกนี้เผื่อทุกท่านที่สนใจค่ะ —

สรุปประเด็นหลักที่นำเสนอในงาน -

  • ความหลากหลายของคนเสื้อแดง/เสื้อเหลือง/เสื้อสีอื่น/ไม่มีเสื้อ เป็นสิ่งที่สื่อควรนำเสนอให้คนเห็น มองข้ามแกนนำ/นักวิชาการ/ผู้มีอำนาจ เพราะความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความขัดแย้งทางความคิด ไม่มี “สี” ไหนถูกทุกเรื่อง 100% หรือผิด 100%, ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันและตั้งสติ เปิดใจรับฟังความคิดต่าง
  • ดังนั้น การทำงานของสื่อจึงควรเน้น “ประเด็น” มากกว่า “สีเสื้อ” ของคนพูด เพื่อสร้างเวทีการสนทนา (dialogue) แทนที่การทำข่าวแบบปิงปอง ช่วยสร้างบรรยากาศของการถกเถียงที่สร้างสรรค์ ในยุคที่เมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ที่สุดท้ายแล้วมติ (consensus) ของเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะออกมาในแนว “จุดร่วม” ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ (คือไม่มีฝ่าย “ชนะ” หรือฝ่าย “แพ้”)
  • สื่อกระแสหลักควรเน้นสิ่งที่ใช้ทักษะ/ทุน/ความสามารถที่คนธรรมดาทำไม่ได้ เช่น การทำข่าวเชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านและสมดุล ในยุคที่คนธรรมดาบนเน็ตเป็น “สื่อ” เองได้ในแง่ของการแสดงออกและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว
  • สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะองค์กรวิชาชีพ ควรเริ่มพิจารณาว่าควรขยายขอบเขต/บทบาทมาครอบคลุมสื่อใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การปิดเว็บไซต์ ฯลฯ
  • ไม่เป็นไรถ้าสื่อกระแสหลักจะ “เลือกข้าง” ตราบใดที่มีความเป็นมืออาชีพ และไม่ข้ามเส้นจาก advocacy (การรณรงค์) ไปสู่ propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) เพราะ propaganda กำลังทำให้สังคมวิกฤต ผู้คนแตกแยกกันมากขึ้น

Popularity: 4% [?]

[UPDATE 24/5] เมษาเลือดโหยไห้ใช่ความฝัน จะถอยกันคนละก้าวมิได้หรือ…

[UPDATE 24/5]: ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวมเล่มกลอนสดชุดนี้ พร้อมภาพประกอบ เชิงอรรถขยายความ ลำดับเหตุการณ์ และบทสรุปสุดท้ายหลังการสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. 2553 รอติดตามจาก สนพ. ชายขอบ ไม่นานเกินรอค่ะ ระหว่างนี้ดาวน์โหลดกลอนสดทั้งชุดได้ที่นี่ [PDF, 100 หน้า]

[UPDATE 22/4]: เพื่ออรรถรสในการอ่านและไม่ให้ขาดตอน จะอัพเดทโพสนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยกลอนท่อนล่าสุดที่แต่งตอบกันในช่องคอมเม้นท์ของหน้านี้ค่ะ เมื่ออัพเดทเสร็จก็จะไปลบโพสในคอมเม้นท์ เพื่อให้คอมเม้นท์เป็นช่องสำหรับการแสดงข้อคิดเห็นจริงๆ ของผู้ที่แวะมาอ่าน :)

20/4: วันนี้แต่งกลอนในทวิตเตอร์ ฟีดไปโพสที่เฟซบุ๊ค คุณสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์และนักเขียนชื่อดังให้เกียรติมาต่อกลอน ต่อกันไปมาจนชักจะจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เลยย้ายมาแปะในโพสนี้ เพื่อต่อกลอนกันต่อ :)

บทที่ผู้เขียนแต่งแสดงด้วยตัวปกติ บทที่คุณสุรวิชช์แต่งตอบแสดงด้วยตัวหนา

20 เม.ย. 53 17.26 น.

เมษาเลือดโหยไห้ใช่ความฝัน
จะถอยกันคนละก้าวมิได้หรือ
ท่านนายกฯ ก็ลาออกให้โลกลือ
แกนนำแดงก็เลิกดื้อเลิกป่วนกรุง

20 เม.ย. 53 17.58 น.

เหมือนวจีไพเราะเสนาะหู
คำพรั่งพรูคนละก้าวที่หมายมุ่ง
ฟังดูดีมีคุณธรรมย้ำจรุง
แต่ปรุงแต่งแผลงเร้นดูเช่นไร

เหมือนโจรขึ้นบ้านยามดึกดื่น
ก็ลุกตื่นเต้นเข่นขับไล่
โจรก็เรียกพวกมาตวาดไป
ให้เลิกราสาไถยไปคนละทาง

20 เม.ย. 53 18.01 น.

ม็อบมิได้มีแต่โจรนะพี่เอ๋ย
มีชาวบ้านคนคุ้นเคยถูกขัดขวาง
ผู้บริสุทธิ์สิ้นชีพตามรายทาง
รัฐจะอ้างว่าไม่เกี่ยวได้ฉันใด

20 เม.ย. 53 18.18 น.

มีมวลชนโดนลูกหลงโจรปล้นบ้าน
น่าสงสารแน่แท้ต้องแก้ไข
แต่ปล่อยให้โจรหลีกลี้แล้วหนีไกล
มาแจ้งให้เขารื้อบ้านพาลชอบกล

20 เม.ย. 53 18.47 น.

ไม่ควรปล่อยให้โจรนั้นลอยนวล
ต้องชักชวนให้มอบตัวทั่วทุกหน
แต่ถ้ารัฐไม่ยอมถอยไปด้วยคน
โจรไม่สนเป็นแน่แก้ยังไง

ถ้าทุกคนเห็นพ้องกัน “นั่นคือโจร”
ใครผาดโผนปราบโจรจริงย่อมยิ่งใหญ่
แต่หากโจรคือฮีโร่ในดวงใจ
ของคนไทยที่เดือดร้อน-ต้องผ่อนปรน
Read the rest of this entry »

Popularity: 6% [?]

คลุมพานเหลืองด้วยผ้าแดง…

บ่ายวันนี้ต่อกลอนเล่นๆ กับเบิร์ด (ณัฐเมธี สัยเวช) เพื่อนรุ่นน้องในอัลบั้มรูปของเบิร์ดบนเฟซบุ๊คที่ถ่ายอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลอกมาแปะบนบล็อกนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ค่ะ ปรับปรุงบทที่ตัวเองแต่งจากต้นฉบับเล็กน้อย ถ้าใครอยากต่อกลอนกันก็เชิญตามสะดวกข้างท้ายโพสนี้

สุขสันต์วันสงกรานต์สำหรับทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้ด้วยค่ะ ที่จริงบรรยากาศช่วงนี้อาจจะ “สุขสันต์” ยาก ครั้นจะอวยพรว่า “ตั้งสติสงกรานต์” ก็ดูจะหดหู่ไปหน่อย…

ตัวอักษรตัวเอนคือกลอนบทที่เบิร์ดแต่ง ตัวปกติคือบทที่เจ้าของบล็อกแต่งตอบนะคะ

คลุมพานเหลืองด้วยผ้าแดง
เครดิตภาพ: ณัฐเมธี สัยเวช

คลุมพานเหลืองด้วยผ้าแดง
ประกาศแจ้ง…ให้รับรู้
บ้านเมืองนี้ ใช่เพียงมึง แต่มีกู
ผู้คล้ายอยู่ เยี่ยงฝุ่นไคล ใต้ฝ่าตีน

ก่อนเคยเหลืองกลับแดงก็แจ้งอยู่
แต่ไม่รู้นับจากนี้เป็นสีไหน
ตาต่อตา-ฟันต่อฟันกันร่ำไป
ประชาธิปไตยที่ไหนมีเพียงสีเดียว?
Read the rest of this entry »

Popularity: 4% [?]

หนังสือจากงานหนังสือ ล็อตสุดท้าย(มั๊ง) + 10 เล่มที่อยากแนะนำ

เมื่อวานไปงานหนังสือมาเป็นรอบที่สาม ได้หนังสือมาอีกตามระเบียบ (ดูรูปหนังสือที่ได้จากสองรอบแรกได้ที่นี่) พรุ่งนี้ (วันสุดท้าย) จะไปงานอีกทีแต่ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไรแล้วยกเว้น Pluto เล่ม 8 จากบูธเนชั่น ถ้าไม่รู้สึกอยากได้จริงๆ และหนังสือเพิ่งมาถึงงานในวันสุดท้าย :P

ได้อะไรมาล่าสุดดูได้ตามรูปข้างล่างนี้เลยค่ะ เมื่อกี้ทวีตหนังสือ 10 เล่มที่อยากแนะนำ ในบรรดาหนังสือต่างๆ ที่ซื้อมา (ไม่ได้แปลว่าเล่มอื่นไม่ดีหรือไม่อยากแนะนำนะ :) ) ก็เลยลอกรายชื่อที่ทวีตมาแปะไว้ในนี้ด้วย

1. ความรัก ความรู้ ความตาย โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา สนพ. ศยาม ซื้อได้ที่บูธเคล็ดไทย (อ.ธเนศเขียนอะไรก็เก่ง)

2. ฟิสิกส์ 6 บท สุดง่าย แปลจาก Six Easy Pieces ของ Richard Feynman โดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ และ ศล สนพ.สารคดี (เจ๋งตั้งแต่ต้นฉบับยันคนแปล ;) )

3. ถอดรหัสจีโนมมนุษย์ แปลจาก Genome โดย ปณต ไกรโรจนานันท์ สนพ. สารคดี (หนังสือที่อ่านสนุกมากของ Matt Ridley + สำนวนแปลที่ยอดเยี่ยม)

4. ปรัชญากัมปนาท โดย พยงศักดิ์ เตียรณสกุล แปลจาก Diapsalmata ของ Soren Kierkegaard สนพ. หนึ่ง (ปรัชญาระดับขึ้นหิ้ง + สำนวนแปลพลิ้วมาก)

5. แมวผี โดย แดนอรัญ แสงทอง สนพ. หนึ่ง (แค่เห็นเหน่อสุพรรณเป็นตัวหนังสือ กับกรุหนังไทยคลาสสิกที่เอามาโยงก็ทึ่งแล้ว อ่านสนุกมาก)

6. คู่มือท่องกาแล็กซีฉบับนักโบก โดย แทนไท ประเสริฐกุล แปลจาก Hitchhiker’s Guide to the Galaxy สนพ. เพิร์ล (กวนทั้งคนเขียนคนแปล คนแปลก็แปลดีมาก แถมอธิบายมุกเดิมในภาษาอังกฤษในเชิงอรรถละเอียดยิบตลอดทั้งเล่ม)

7. ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด โดย รุ่งมณี เมฆโสภณ สนพ. บ้านพระอาทิตย์ (เบื้องลึกพฤษภาทมิฬ ผลงานนักข่าวเจาะขั้นเทพ แถมซีดีข่าวที่เคยออกบีบีซีด้วย)

8. แช่มช้า โดย อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง แปลจาก La lenteur โดย Milan Kundera สนพ. Gamme Magic (หนังสือดีที่ต้องละเลียดอ่าน สำนวนแปลเยี่ยมมาก)

9. การปฏิวัติสยาม 2475 โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ สนพ. ฟ้าเดียวกัน (ทีสิสปริญญาเอกโทระดับขึ้นหิ้งของ อ.นครินทร์ เวอร์ชั่นปกแข็งน่าซื้อเก็บมาก)

10. ทรอย ชิน ศิลปินป่วนกรุง (3 เล่ม) โดย พลพงศ์ จันทร์อัมพร แปลจาก The Resident Tourist สนพ. ฟรีฟอร์ม (ได้รู้จักการ์ตูนดีอีกหนึ่งเรื่อง ขอขอบคุณ สนพ. ฟรีฟอร์ม)

Book5

Popularity: 4% [?]

หนังสือที่ได้จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 :)

ได้เวลาอวดหนังสืออีกแล้ว ปีนี้ไม่รู้สึกว่าประจานตัวเองเท่าไหร่ เพราะซื้อหนังสือน้อยมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ดูจากรูปได้เลยนะคะว่าได้อะไรมาบ้าง (คลิ้กที่รูปเพื่อขยาย) ขอขอบคุณมิตรสหายในวงการนักเขียน/บ.ก./สำนักพิมพ์ ที่ให้หนังสือดีมาหลายเล่ม :D

วันอาทิตย์ที่ 4 เม.ย. ผู้เขียนจะไปนั่งเล่นที่บูธระหว่างบรรทัดระหว่างเวลาประมาณ 14-16.00 น. และวันอังคารที่ 6 เม.ย. (วันสุดท้าย) จะไปงานเปิดตัวหนังสือดีชื่อ ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด ของคุณรุ่งมณี เมฆโสภณ ที่งานหนังสือ และเดินรอบสุดท้ายเพื่อเก็บตกและ ‘สอย’ หนังสือสองเล่มที่อยากได้แต่ยังไม่ออก คือ OCTOBER no.8 ที่บูธโอเพ่นบุ๊คส์ (เขาว่าจะเสร็จวันเสาร์ที่ 3 เม.ย.) และ Pluto เล่ม 8 ที่บูธเนชั่น (เขาว่าจะมาวันจันทร์ที่ 5 เม.ย.) ถ้าใครไปงานช่วงสองวันนี้ก็หวังว่าจะได้เจอกันค่ะ :)

Book1

Book2

Book3

Book4

Popularity: 4% [?]

บูธที่ขายหนังสือของสำนักพิมพ์ชายขอบในงานสัปดาห์หนังสือ

แวะมารายงานความคืบหน้าของสำนักพิมพ์ชายขอบ สำนักพิมพ์เล็กๆ ของตัวเองที่จะตีพิมพ์แต่บทกวีค่ะ :)

รายละเอียดหนังสือใหม่และเก่าทุกเล่มจะอยู่บนเว็บไซต์สำนักพิมพ์ ซึ่งน่าจะเปิดตัวได้ประมาณเดือนหน้า วันนี้มาแจ้งข่าวคราวเฉพาะหน้าก่อน ว่าจะหาซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์เราได้ที่บูธไหนบ้างในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ที่ศูนย์สิริกิติ์ ซึ่งจะสิ้นสุด 6 เมษายนนี้แล้ว

1. *หนังสือใหม่* เพียงเสียงนกบนดาวเคราะห์น้อย โดย แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า ราคาปก 80 บาท ขายในงาน 64 บาท ซื้อได้ที่บูธ สนพ. โอเพ่นบุ๊คส์ O09 โซน C1

เพียงเสียงนกบนดาวเคราะห์น้อย

2. โรคลากไส้ดินสอชั่วลัดนิ้วมือเดียว / ทะเล่อทะล่า 2-3 บรรทัด โดย อุเทน มหามิตร - ราคาปก 180 บาท ขายในงาน 144 บาท ซื้อได้ที่บูธ สนพ. โอเพ่นบุ๊คส์ O09 โซน C1

บทกวีไร้ฉันทลักษณ์แต่หนักอารมณ์และเหนือจินตนาการ สองเล่มในเล่มเดียว ผลงานของอุเทน มหามิตร กวีรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนใคร (และเราเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเหมือน) เจ้าของบทกวีเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์ปี 2550 “ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์”

โรคลากไส้ดินสอชั่วลัดนิ้วมือเดียว / ทะเล่อทะล่า 2-3 บรรทัด

3. มกรา ‘52 โดย ตุล อพาร์ทเม้นต์คุณป้า - ราคาปก 60 บาท ขายในงาน 50 บาท ซื้อได้ที่บูธ สนพ. ระหว่างบรรทัด W08 โซนเอเทรียม และบูธ สนพ. อนิแม็กชอป Y29 โซน D (อยู่ด้านนอก ไม่ใช่บูธชื่อเดียวกันที่อยู่ในตัวอาคาร)

มกรา '52

Popularity: 4% [?]

การเดินทางของ “คนชายขอบ” & ไฟล์เสียงจาก “คนหัวรั้น” ท่านอื่น

วันนี้ไปพูดในงาน Party of the Unreasonable People จัดโดย Thai Young Philanthropist Network มา ทำสไลด์แต่ไม่ได้ใช้เพราะไม่มีเครื่อง/สถานที่ฉาย ก็เลยเอามาแปะไว้ในนี้แทนค่ะ เผื่อใครจะสนใจ :)

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงที่พูดและของ “คนหัวรั้น” ท่านอื่นๆ ได้ที่นี่: เจ้าของบล็อก, โสภณ อัศวานุชิต, จุลยุทธ โล่โชตินันท์, และ ภูมิ ศิรประภาศิริ

Popularity: 4% [?]