พิราบน้อย / small pigeon

ล้าสมัยเท่าสมัยที่ล้าหลัง
ยิ่งเซซังโทรมทรุดลอยหลุดร่วง
กล้าตอบโจทย์กลายตอบโจทก์ประโยชน์กลวง
ไฟกี่ดวงก็มอดไหม้ให้อาดูรฯ

—–

For one man, burn whole building,
chase and burn that man in hate.
Burn one pigeon as offering.
One sole wish: to topple the state.

Cruelly scheme, agenda hidden,
His name used as killing tool.
Who loves Him: for real, or to fool?
- asks Tob Jote Thailand hence.

We light fire to spark insight.
Ignorance blows it off and slander,
crush, push, shove with all might.
Or is this Thailand’s answer?

Dead while alive, yet still hunted, chased.
Shameful Thailand has no brave ones.
If you don’t stand up to fight ignorance,
from now on don’t ever raise your head.

Sitting still, I hear news anchor say
that last night a small pigeon
was shot at every which way,
in the midst of Thailand’s conflict, fallen.

- Pinyo Trisuriyadhamma
translated by Sarinee Achavanuntakul

—-

เผาตึกทั้งตึกไล่คน
เผาคนหนึ่งคนไล่ล่า
เผาพิราบเพื่อเซ่นบูชา
ปรารถนาหนึ่งเดียวล้มรัฐ

อำมหิตคิดการซ่อนเร้น
ใช้พระนามเป็นเครื่องมือสังหาร
ใครรักเจ้า ใครรักจริง หรืออิงนาม
คือคำถามจากตอบโจทย์ประเทศไทย

เราจุดไฟเพื่อให้เกิดปัญญา
อวิชชาดับไฟแล้วป้ายสี
เหยียบให้ดิ้นกดให้จมธรณี
หรือนี่คือคำตอบประเทศไทย

ตายทั้งเป็นแล้วยังไล่ไม่ให้อยู่
น่าอดสูแผ่นดินไทยไร้ผู้กล้า
ถ้าไม่ลุกขึ้นสู้อวิชชา
ต่อไปนี้จงก้มหน้าอย่าได้เงย

นั่งเฉยๆ ฟังข่าวเขาเล่าว่า
เมื่อคืนที่ผ่านมาไร้ปีกหาง
พิราบน้อยถูกยิงทุกทิศทาง
ตกตรงกลางความขัดแย้งประเทศไทย

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

รู้ทันตลาดทุน 2 & คำนำผู้เขียน

แวะมาโฆษณาหนังสือใหม่เล่มที่สามและเล่มสุดท้ายที่จะออกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 41 ณ ศูนย์สิริกิติ์ค่ะ :) รู้ทันตลาดทุน 2 จัดพิมพ์โดย สนพ.กรุงเทพธุรกิจ BizBook หาซื้อได้ในงานจากบูท สนพ.เนชั่น M19 โซน C1

สำหรับคิวแจกลายเซ็น ติดตามได้จากเพจบนเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ @Fringer ค่ะ ใครอยากรู้ว่าตั้งใจจะซื้อหนังสืออะไรบ้างในงาน ดูได้จากอัลบั้ม “หนังสือที่อยากซื้อ บนเฟซบุ๊ก จะอัพเดทไปเรื่อยๆ จนกว่างานจะเริ่ม

คำนำผู้เขียน

ในคำนำ รู้ทันตลาดทุน เล่มแรก ผู้เขียนเคยบ่นว่า “น่าเสียดายที่การพูดคุยถกเถียงเกี่ยวกับตลาดทุนในบ้านเรายังค่อนข้าง “วนอยู่ในอ่าง” มานานนับทศวรรษแล้ว”

บัดนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่เพียงแต่วนอยู่ในอ่าง แต่ยังสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็น “วังวน” ที่จมดิ่งลงเรื่อยๆ
Read the rest of this entry »

10 เรื่องไม่ควรทำเวลาทำแผนธุรกิจเพื่อสังคม

(ดาวน์โหลด PDF ของบทความนี้ได้จาก scribd)

หลังจากที่ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม Global Social Venture Competition (GSVC) รอบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อกันมาสี่ปี รวมถึงการประกวดอื่นที่คล้ายกัน แผนธุรกิจเพื่อสังคมผ่านตาไปนับร้อยฉบับ ได้รับความรู้มากมายจากการร่วมวงถกเถียงและบางครั้งก็ทุ่มเถียงกับเพื่อนกรรมการ ซึ่งหลายคนเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคมหรือนักลงทุนเพื่อสังคมระดับโลก ผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะรวบรวมข้อค้นพบ ข้อคิด และข้อสังเกตต่างๆ ตลอดระยะเวลาสี่ปีมาประมวลเป็นรายการ “10 เรื่องไม่ควรทำ” เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครก็ตามที่สนใจจะทำธุรกิจเพื่อสังคมบ้างไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ ผู้เขียนก็คิดว่าข้อสังเกตบางข้ออาจเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังเขียนแผนธุรกิจกระแสหลักด้วย

1. ทำแผนโดยที่ยังไม่มีพันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน

“ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business) หมายถึงธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ ฉะนั้นการกำหนดพันธกิจเพื่อสังคม (social mission) ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นก้าวแรกที่จำเป็นก่อนการลงมือทำแผน เพราะถ้าพันธกิจไม่ชัด แผนก็ไม่ชัด และถ้าแผนไม่ชัด ก็ยากที่จะหานักลงทุนหรือการสนับสนุนจากคนนอก
Read the rest of this entry »

เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์: พลังแห่งการเคลื่อนไหวในระบอบ

กำลังทำบล็อกโฉมใหม่ซึ่งจะทำให้ “หาของ” ง่ายกว่าเดิม อดใจรออีกนิดค่ะ :)

ระหว่างนี้เอางานเก่าอีกชิ้นมาเก็บในบล็อก – เรื่องราวของ “ผู้หญิงกลิ้งโลก” คนโปรดคนหนึ่งที่เคยเขียนถึงในคอลัมน์ make a difference แต่ไม่ได้อยู่ในหนังสือ ผู้หญิงกลิ้งโลก เล่ม 2 เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่

เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์: พลังแห่งการเคลื่อนไหวในระบอบ

“การเมืองไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือชีวิตประจำวันของเรา การเมืองคือการมีความเห็น คนทุกคนล้วนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงโลก”
- เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์

ผู้หญิงบางคนเปลี่ยนโลกด้วยการพิสูจน์ให้เห็นว่า นักเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากนอกระบบเสมอไป แต่สามารถเข้าไปอยู่ในระบบได้โดยไม่ถูก “กลืน” จนกลายเป็นฟันเฟืองของระบบที่ตัวเองเคยต่อต้าน

ในทางตรงกันข้าม นักเคลื่อนไหวที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้เข้าไปทำงานในสภา สามารถผลักดันวาระของประชาชน ให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์จุดยืนและฝีมือ

และฝีมือของกวีเก่งๆ เพียงคนเดียว บางครั้งก็เพียงพอต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง

เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์

เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์ (Birgitta Jónsdóttir, เว็บไซต์ส่วนตัว) เกิดในกรุงเรย์ส์จาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ชื่นชอบหนังสือ ดนตรี ศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นจึงไม่มีใครแปลกใจที่เธอตัดสินใจเดินทางสายนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เพียงแต่ผลงานของเบอร์จิตตาโดดเด่นกว่ากวีวัยเดียวกันอีกหลายคน เข้าตา อัลเมนา โบคาเฟลาโจ สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ตกลงตีพิมพ์บทกวีเล่มแรกในชีวิตของเธอ ปี 1989

แจ้งเกิดในบรรณภพด้วยวัย 22 ปี

ในฐานะคนรุ่น “กลางเก่ากลางใหม่” ที่ใช้ชีวิตระหว่างรอยต่อของยุคอนาล็อก กับยุคดิจิตอลแต่กำเนิด (digital natives) เบอร์จิตตาเป็นศิลปินคนแรกๆ ในไอซ์แลนด์ที่ทดลองและสร้างสรรค์ศิลปะแบบมัลติมีเดีย โดยผสมผสานตัวอักษร ดนตรี และจิตรกรรมเข้าด้วยกัน เมื่อคนไอซ์แลนด์มีอินเทอร์เน็ตใช้ เธอก็ใช้มันเป็นพื้นที่แสดงงานและเป็นส่วนหนึ่งของงาน สะสมความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1996 บริษัทแอปเปิลจ้างเธอทำแกลอรีศิลปะออนไลน์แห่งแรกของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของงานนี้นอกจากจะอยู่ที่งานศิลปะที่เลือกมาแสดง ยังเป็นครั้งแรกในไอซ์แลนด์ที่มีการถ่ายทอดในเวลาจริง (live broadcast) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
Read the rest of this entry »

เงินไม่ใช่พระเจ้า & คำนำผู้แปล

แวะมาโฆษณาหนังสือเล่มใหม่อีกเล่มค่ะ เล่มนี้เป็นหนังสือแปล ชื่อ เงินไม่ใช่พระเจ้า แปลจาก What Money Can’t Buy โดยอาจารย์ Michael Sandel (ผู้เขียน Justice: What’s the Right Thing to Do?)

เล่มนี้น่าจะวางแผงภายในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2556 เพราะเข้าโรงพิมพ์แล้ว :) วางเมื่อไหร่ติดตามได้จากเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของเจ้าของบล็อก หรือ เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์ Openworlds ค่ะ

(คลิ้กที่ปกเพื่อขยาย)

เงินไม่ใช่พระเจ้า

คำนำผู้แปล

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และนักต่อต้านลัทธิบูชาตลาดคนแรกๆ ที่มีอิทธิพลระดับโลก เคยกล่าววาทะน่าคิดเอาไว้ว่า

“ทุนนิยมคือความเชื่ออันน่าพิศวงว่าคนที่ชั่วช้าที่สุดจะทำสิ่งที่ชั่วช้าที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกคน”

บางคนฟังแล้วหัวเราะเยาะว่าเคนส์ช่างไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่ใช่ทุนนิยมหรอกหรือที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาล ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจนหลายร้อยคนทั่วโลก แรงจูงใจทางการเงินของผู้ประกอบการที่ต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอดกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์อำนวยความสะดวกจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างต่อเนื่อง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่ระบบทุนนิยมถูกตั้งคำถามเท่ากับหลังเกิดวิกฤตหลายด้านอย่างพร้อมเพรียงกันภายในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21

ความรุนแรงและลักษณะของวิกฤตการเงิน วิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ล้วนชี้นิ้วไปยังภาคธุรกิจว่าเป็นตัวการสำคัญ ส่งผลให้คนทั่วไปเริ่มตั้งคำถามว่า ตลาดมีประสิทธิภาพและจัดการตัวเองได้จริงหรือ ตลอดจนเริ่มมองเห็นปัญหาที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ และกรณีที่เอกชนบางรายได้ประโยชน์ แต่สังคมส่วนรวมเสียประโยชน์หรือต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น

ที่มองไม่เห็นส่วนหนึ่งเพราะตลาดไม่ให้ “ราคา” กับ “คุณค่า” ที่คนในสังคมยึดถือร่วมกัน ตลาดไม่สามารถจัดการกับอะไรก็ตามที่แปลงเป็นมูลค่าทางการเงินไม่ได้
Read the rest of this entry »

ผู้หญิงกลิ้งโลก เล่ม 2 & คำนำผู้เขียน

แวะมาโฆษณาหนังสือใหม่ค่ะ – ผู้หญิงกลิ้งโลก เล่ม 2 เพิ่มเติมและเรียบเรียงเนื้อหาจาก 16 ตอนสุดท้ายของคอลัมน์ make a difference ในนิตยสาร Women & Home

ผู้หญิงกลิ้งโลก เล่ม 2

เล่มนี้ราคา 150 บาท หาซื้อได้จากร้านซีเอ็ด ร้านหนังสือทั่วไป หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้จากเว็บซีเอ็ดโดยตรง

พร้อมกันนี้โปรดติดตามความคืบหน้าของโครงการ “ผู้หญิงกลิ้งโลก” ปีที่สอง ได้จากเพจ Let’s roll the world บนเฟซบุ๊ก ไม่นานเกินรอค่ะ :)

คำนำผู้เขียน

ท้ายคำนำ “ผู้หญิงกลิ้งโลก” เล่มแรก ผู้เขียนทิ้งท้ายเอาไว้ว่า –

หมดสมัยแล้วที่จะถามว่า ผู้หญิงทำอะไรได้

คำถามเดียวที่ยังอยู่คือ มีอะไรที่เธอยังไม่ได้ทำ

“ผู้หญิงกลิ้งโลก” ตอนต่อเล่มนี้ถ่ายทอดความคิด ชีวิต และผลงานของผู้หญิงเก่งอีก 16 คน ผู้กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่งในหลากหลายสาขาทั่วโลก เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมอาชีพและร่วมสังคมจำนวนนับไม่ถ้วนเจริญรอยตาม ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ผู้เขียนไม่สงสัยว่า เรื่องราวของพวกเธอทั้งหลายจะพิสูจน์อย่างแจ่มชัดอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้หญิงกลิ้งโลกไปได้ไกลเพียงใด มีปัญหาใหญ่อะไรบ้างที่ต้องการคนกลิ้งโลก แต่ท่ามกลางความหลากหลายของผลงาน ความคิด และภูมิหลังของชีวิต ผู้เขียนคิดว่าจุดร่วมอย่างหนึ่งซึ่งสร้างสายใยร้อยพวกเธอทุกคน จนน่าจะเป็นกัลยาณมิตรกันได้ไม่ยากถ้าหากมีโอกาสร่วมงาน คือข้อเท็จจริงที่ว่า กว่าจะมาถึงวันนี้พวกเธอทุกคนล้วนประสบอุปสรรคและปัญหานานัปการ ต้องใช้ความอดทน อุตสาหะ และหัวรั้นขั้นเทพ ก่อนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงถึงขนาดที่นักเขียนคนหนึ่งจากโลกกำลังพัฒนาได้มาทำความรู้จักผ่านตัวอักษรและหน้าสื่อต่างๆ

ประสบการณ์ของพวกเธอทำให้ผู้เขียนนึกถึง เอลินอร์ รูสเวลท์ อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผู้บุกเบิกปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษชนคนสำคัญ และผู้หญิงกลิ้งโลกในดวงใจของผู้เขียนอีกคนหนึ่ง เธอเคยกล่าววาทะอมตะซึ่งนับว่าสรุปเรื่องราวของผู้หญิงกลิ้งโลกทุกคนได้อย่างรวบรัด –

“ไม่ยุติธรรมที่คุณจะเรียกร้องให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณไม่ทำเอง”

และ

“ผู้หญิงเหมือนกับถุงใบชา – เราไม่รู้จักความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตัวเองจนกว่าจะตกน้ำร้อน!”

ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณมนฑิรา จูฑะพุทธิ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Women & Home ผู้เปิดพื้นที่ให้กับคอลัมน์ “make a difference” รายเดือน ขอขอบคุณทีมงานสำนักพิมพ์สามสี ที่ได้ตรวจทานเนื้อหาและจัดวางรูปเล่มอย่างสวยงาม หากเนื้อหายังมีที่ผิดประการใด ย่อมเป็นความผิดของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการละเลียดหลากวิธีกลิ้งโลก และรื่นรมย์ไปกับเรื่องราวของ ‘ถุงใบชา’ หายากทั้ง 16 ใบ

สฤณี อาชวานันทกุล

สวัสดีปีงูเล็ก & สรุปสิ่งที่ได้ทำและไม่ได้ทำ ปี 2012

ลาทีปีงูใหญ่ ปีหน้าท่าทางจะเป็นปีที่วุ่นวายมากอีกปีหนึ่ง ตั้งแต่สถานการณ์โลกลงมาถึงไทยและเรื่องใกล้ตัว โลกเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนปรวนแปรอย่างแท้จริงแล้ว แต่ “การบริหารความเสี่ยง” เป็นเรื่องที่ดูจะยังห่างไกลจากสำนึกของสังคม อาจเป็นเพราะสมาชิกในสังคมหลายคนมัวแต่แบ่งขั้วเยาะเย้ยถากถางคนอื่น เฮฮากับดราม่าออนไลน์ วุ่นวายกับปัญหาเฉพาะหน้า หรือไม่ก็ปลงตกไปแล้วว่าคงไม่มีอะไรดีขึ้น

สิ้นปีก่อนรำพึงว่าผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ปีนี้ (2012) ผ่านไปเร็วกว่าปีที่แล้วอีก ส่วนหนึ่งเพราะงานเยอะกว่าปีก่อน แต่อีกส่วนคงเพราะอายุมากขึ้นถึงจุดที่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว :p

สถานการณ์เหมือนกับปีก่อนๆ คือ งานบางอย่างทำสำเร็จ บางอย่างก็ทำไม่สำเร็จ ปีหน้าจะต้องจัดเวลาให้ดีกว่านี้ (และต้องหัดปฏิเสธให้เก่งกว่าเดิม)

งานที่ได้ทำในปีนี้

  • จัดเตรียมต้นฉบับสำหรับหนังสือ 11 เล่ม ตีพิมพ์เป็นหนังสือไปแล้ว 5 เล่ม (เขียน 2 แปล 3) และอีบุ๊กอีก 2 เล่ม ที่เหลืออีก 4 เล่ม ยกยอดไปปีหน้า
  • เขียนคอลัมน์และบทความต่างๆ รวม 80 กว่าชิ้น
  • เขียนบทโทรทัศน์รายการ “สยามวาระ” 5 ตอน
  • เขียนรายงานเรื่องความเหลื่อมล้ำกับตลาดทุน (กำหนดตีพิมพ์ 2013)
  • วิจัยเรื่องความรู้เรื่องทางการเงิน (financial literacy) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง Financial Inclusion ในไทย (โครงการ ADB ให้ทุนโดยกระทรวงการคลัง) ในปี 2012 ทำวิจัยด้านอุปทาน (financial literacy providers) จบ กำลังจะเริ่มเฟสวิเคราะห์อุปสงค์ในปี 2013
  • หนึ่งในคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กสทช. สถิติการเข้าประชุม : ประมาณ 85% ของการประชุมทั้งหมด ได้พบประเด็นที่น่าสนใจมากมายโดยเฉพาะจากเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับสื่อ จะหาโอกาสถ่ายทอดในงานเขียนต่อไป
  • หนึ่งในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาโครงสร้างราคาก๊าซ ในคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร สถิติการเข้าประชุม : ประมาณ 75% ของการประชุมทั้งหมด งานนี้น่าสนใจเพราะสมาชิกอนุกรรมการทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ ตัวแทนจากภาคประชาชน ล้วนแต่อยากรู้ “ความจริง” เกี่ยวกับโครงสร้างราคาก๊าซในประเทศ – งานศึกษายังดำเนินต่อไป คาดว่าปี 2013 จะแล้วเสร็จและสามารถเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะได้

งานที่ต้องทำแต่ทำช้ากว่ากำหนด (แต่ปี 2013 ต้องเสร็จแน่ๆ ไม่งั้นคนทำเสร็จแน่ :p)

  • งานวิจัยเรื่องหุ้นการเมือง
  • รายงานเรื่องต้นทุนการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต
  • รายงานเกี่ยวกับความยั่งยืน
  • คู่มือประเมินผลตอบแทนทางสังคม

งานที่อยากทำแต่ยังทำไม่สำเร็จ

  • เขียนตำราเรื่อง “ธุรกิจกับสังคม”
  • จัดทำ Infographic บนเว็บไทยพับลิก้าให้เป็นระบบและสม่ำเสมอ
  • เริ่มพัฒนาหลักสูตรการเงินชุมชน
  • แปลงโฉมบล็อกนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามงานและสืบค้นงานของเจ้าของบล็อก

โอกาสนี้ขออวยพรปีใหม่แด่ผู้อ่านทุกท่านค่ะ ‘พบ’ กันใหม่ปีงูเล็ก :)

e-book ใหม่: “เหล่าบล็อกเกอร์เยือนเยอรมนี” + “โลกาภิวัตน์และการเมืองสมัยโบราณ”

แวะมาโฆษณา e-book (PDF format) ใหม่เอี่ยมสองเล่มค่ะ เนื้อหาปรับปรุง เพิ่มเติม เรียบเรียง และเพิ่มภาพประกอบจากโพสท่องเที่ยวสองซีรีส์บนบล็อกนี้ คือ เหล่าบล็อกเกอร์เยือนเยอรมนี และ โลกาภิวัตน์และการเมืองสมัยโบราณ : ย่ำเยือนเรือนสมเด็จพระนารายณ์ ใครเคยอ่านแล้วสนใจอยากเก็บในรูป e-book ที่จัดเลย์เอ้าท์สวยงามพร้อมเนื้อหาเพิ่มเติม เชิญซื้อ+ดาวน์โหลดจาก application “Bookmoby” บนสมาร์ทโฟนได้ค่ะ ใครไม่เคยอ่านก็ลองอ่านต้นฉบับก่อนปรับปรุงได้จากลิงก์ข้างต้น :)

(คลิกที่ภาพปกเพื่อดูรายละเอียด e-book บนเว็บ Bookmoby)

เหล่าบล็อกเกอร์เยือนเยอรมนี ราคา 120 บาท ($3.99)

เหล่าบล็อกเกอร์เยือนเยอรมนี

โลกาภิวัตน์และการเมืองสมัยโบราณ : ย่ำเยือนเรือนสมเด็จพระนารายณ์ ราคา 90 บาท ($2.99)

โลกาภิวัตน์และการเมืองสมัยโบราณ: ย่ำเยือนเรือนสมเด็จพระนารายณ์

สไลด์ประกอบการบรรยาย “จากหอคอยงาช้างสู่ข้าวแกงข้างถนน”

เพิ่งกลับจากเชียงใหม่ ไปร่วมเป็นวิทยากรในเวิร์คช็อป “ค่ายนักเขียน ธปท.” สามวัน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับเพื่อนนักเขียน(ผู้มีชั่วโมงบินเยอะกว่าและเก่งกว่ามาก) อีกสามท่าน คือคุณโตมร ศุขปรีชา คุณนันทขว้าง สิรสุนทร และ อ.อนุสรณ์ ติปยานนท์ ได้รับความสนุกสนาน ความรู้ และแง่คิดมากมายจากเพื่อนวิทยากรและพนักงาน ธปท. ที่มาเข้าร่วมโครงการ และทำให้ระลึกได้ว่าต้องใช้ความพยายามไล่ “ผีนักวิชาการ” (หมายถึงในแง่ความละเอียดกับข้อมูล เจ้าระเบียบ และชอบใช้ศัพท์แสง) ที่ชอบเข้าสิงเวลาเขียนเรื่องยากๆ มากกว่าเดิม :D

แวะมาแบ่งปันสไลด์ที่ใช้ในการบรรยาย เผื่อใครสนใจค่ะ

ความ(ไม่)เท่าเทียม (The Spirit Level) + คิวแจกลายเซ็น

หนังสือเล่มที่สามและเล่มสุดท้ายที่จะออกในงานงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 17: 18-28 ต.ค. 2555 ณ ศูนย์สิริกิติ์ คือ ความ(ไม่)เท่าเทียม แปลจาก The Spirit Level โดย Richard Wilkinson และ Kate Pickett ค่ะ :) (อีกสองเล่มคือ สร้างโลกไร้จน และ โลก(ไม่)ลืม คน(ไม่)สำคัญ)

หาซื้อ ความ(ไม่)เท่าเทียม ได้จากบูทโอเพ่นบุ๊คส์ C02 โซน Plenary Hall และบูทสำนักพิมพ์พันธมิตร อาทิ ไต้ฝุ่น สตูดิโอ ฯลฯ หนังสือน่าจะไปถึงกลางๆ งาน คือประมาณวันที่ 22 หรือ 23 ต.ค. ค่ะ ถึงเมื่อไหร่ติดตามได้จากทวิตเตอร์ @Fringer

คิวแจกลายเซ็นในงานนี้คือวันเสาร์ที่ 20 ต.ค. 2555 เวลา 14-15.00 น. บูทสารคดี และ 15.00-16.00 บูทมติชน แต่จะไปเดินซื้อหนังสือวันที่ 19, 26 และ 28 ต.ค. ถ้าใครอยากให้เซ็นก็ฝากหนังสือไว้ที่บูท หรือให้เขาตามตัวได้นะคะ

แล้วพบกันในงานหนังสือ :D

คำนำผู้แปล

ปัจจุบันคงมีน้อยคนที่จะปฏิเสธว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยนั้น เป็น “ปัญหาใหญ่” ที่จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข ถ้าหากเศรษฐกิจและประชาธิปไตยจะเปลี่ยนวิถีออกจากวิถีแห่งความอยุติธรรม ภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ตลอดจนมหกรรมบริโภคนิยมอันฟุ้งเฟ้อและอันตราย เข้าสู่วิถีเศรษฐกิจและการเมืองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของพลเมืองประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผู้แปลคิดว่าหนังสือ ความ(ไม่)เท่าเทียม เล่มนี้มาถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างยิ่ง
Read the rest of this entry »

โลก(ไม่)ลืม คน(ไม่)สำคัญ + คน(ไม่)สำคัญ ฉบับ e-book

แนะนำหนังสือใหม่ของตัวเอง เล่มที่ 2 จาก 3 เล่มที่จะออกในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 18-28 ต.ค. 2555 ค่ะ (เล่มแรกคือ สร้างโลกไร้จน)

เล่มนี้รวม 20 ตอนสุดท้ายของคอลัมน์ “คน(ไม่)สำคัญ” ในนิตยสารสารคดี ชื่อหนังสือ โลก(ไม่)ลืม คน(ไม่)สำคัญ ซื้อได้ครั้งแรกจากบูท สนพ. สารคดี ในงานมหกรรมหนังสือค่ะ ราคาปก 230 บาท ลดเหลือ 179 บาทในงาน :)

สำหรับท่านใดที่อยากหาซื้อ คน(ไม่)สำคัญ หนังสือรวม 11 ตอนแรกของคอลัมน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊กส์เมื่อสี่ปีก่อน ตอนนี้ซื้อได้ในรูปแบบ e-book จาก Bookmoby บนเว็บและในแอพสมาร์ทโฟน ในราคา 120 บาทค่ะ

(คลิกที่รูปเพื่อขยาย)

โลก(ไม่)ลืม คน(ไม่)สำคัญ

คำนำผู้เขียน

ในคำนำรวมเล่ม คน(ไม่)สำคัญ เล่มแรก (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์, 2551) ผู้เขียนบันทึกตอนหนึ่งว่า

“จริงอยู่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ในเมื่อทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ความจริงของคนดีจึงอาจถูกกดทับ บิดเบือน หรือลืมเลือนผ่านกาลเวลา”

เหตุที่สังขารและสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง โลกนี้จึงมีบุคคลสำคัญที่ไม่ได้รับความสำคัญตลอดมา และจะยังคงมีอยู่ตลอดไป

มีนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักธุรกิจ นักประดิษฐ์ นักกีฬา และนักอื่นๆ นับไม่ถ้วนที่สมควรได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ แต่กลับถูกโลกลืมเพราะเพี้ยนตอนแก่ ถูกมรสุมการเมืองหรือเศรษฐกิจเล่นงาน โชคร้ายที่เกิดก่อนกาล ถูกเหยียดผิว เหยียดเพศ หรือมาจากประเทศเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

คน(ไม่)สำคัญบางคนไม่ใช่คนที่โลกลืม แตโลกจดจำภาพของเขาผิดเพี้ยนไปจากความจริงเนื่องจากถูกเข้าใจผิด ไม่ว่าจะด้วยความปรารถนาดีหรือประสงค์ร้าย

การถ่ายทอดเรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญ จึงมักจะเป็นการมองเรื่องเดิมจากมุมใหม่ หรือประกอบสร้างความเข้าใจใหม่จากข้อมูลหลายแหล่ง ฉะนั้นจึงน่าตื่นเต้นและรื่นรมย์เสมอสำหรับผู้เขียน

หวังว่าจะผู้อ่านจะรู้สึกไม่ต่างกัน

ผู้เขียนขอขอบคุณพี่จอบ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี ที่ได้กรุณาเปิดพื้นที่ในนิตยสารให้ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญ ขอบคุณกองบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ที่ได้ตรวจทานบทความทุกตอนอย่างละเอียด และสำนักพิมพ์ สารคดี ที่ให้เกียรติรวมเล่มคน(ไม่)สำคัญ ภาคต่อเล่มนี้อย่างปราณีตและงดงาม

ไม่ว่าจะแตกต่างหลากหลายกันมากเพียงใด ผู้เขียนหวังว่าเรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญในหนังสือเล่มนี้จะช่วยตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า ความสำคัญไม่เคยอยู่ที่คน หากแต่อยู่ที่ผลของงาน

ดังวาทะของ มหาตมะ คานธี –

“แทบทุกอย่างที่เธอทำจะดูเหมือนไม่สำคัญ แต่สำคัญที่เธอทำ”

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | www.fringer.org
24 สิงหาคม 2555

[แปล] การจัดการกับ “ไลค์ปลอม” ของเฟซบุ๊ก

[ช่วงนี้สังเกตเห็นจำนวน "ไลค์" บนหลายเพจบนเฟซบุ๊กลดลงฮวบฮาบ ไปอ่านบล็อกเฟซบุ๊กพบว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2555 ได้เริ่มใช้ระบบใหม่กำจัด "ไลค์ปลอม" โดยเฉพาะไลค์ที่ได้มาโดยไม่ซื่อ เลยแปลมาให้อ่านโดยทั่วกันค่ะ วิธีนี้คงทำให้อีกหน่อยดูออกง่ายขึ้นว่าแบรนด์ไหนจริง แบรนด์ไหนเก๊ ;) ]

การปรับปรุงระบบยืนยันความถูกต้องของเว็บเรา
แปลจาก Improvements To Our Site Integrity Systems
31 สิงหาคม 2012

“ไลค์” ที่ไม่ได้มาจากใครสักคนที่อยากเชื่อมต่อกับเพจนั้นจริงๆ ไม่แป็นประโยชน์กับใครเลย ตัวตนที่แท้จริง ทั้งของผู้ใช้และแบรนด์บนเฟซบุ๊ก สำคัญต่อพันธกิจของเฟซบุ๊กที่จะช่วยคนทั้งโลกแชร์ ทั้งยังสำคัญต่อความจำเป็นที่ผู้คนกับลูกค้าจะได้เชื่อมต่ออย่างแท้จริงกับเพจที่พวกเขาสนใจจริงๆ เมื่อเพจกับแฟนเชื่อมโยงกันบนเฟซบุ๊ก เราอยากสร้างหลักประกันว่าความเชื่อมโยงนี้เกิดกับคนจริงๆ ที่อยากรับข้อมูลข่าวสารจากเพจและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของแบรนด์นั้นๆ จริงๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงเพิ่มขีดความพยายามของระบบอัตโนมัติที่จะลบจำนวนไลค์จากเพจซึ่งอาจได้มาด้วยวิธีที่ละเมิดเงื่อนไขของเฟซบุ๊ก

โดยเฉลี่ย ระบบอัตโนมัติจะลบไลค์ไม่ถึง 1% จากเพจใดเพจหนึ่ง ถ้าหากเพจนั้นและเพจที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้งานของเราตลอดมา ระบบอัตโนมัติที่เราปรับปรุงใหม่นี้จะลบทิ้งไลค์ที่ได้มาจากมัลแวร์ (malware หมายถึงโปรแกรมไวรัสที่หลอกว่าเป็นโปรแกรมจริง) แอคเค้าน์ท์ผู้ใช้ที่ถูกเจาะ ผู้ใช้ที่ถูกหลอก หรือการซื้อไลค์ทีละมากๆ ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กมีระบบป้องกันอันตรายแต่ละข้อที่ว่านี้ แต่เราได้ปรับปรุงระบบใหม่ให้ชี้เป้าและจัดการกับไลค์ที่ไม่ชอบมาพากลโดยเฉพาะ

เราอยากพูดให้ชัดว่า เฟซบุ๊กไม่เคยอนุญาตให้ซื้อหรือขาย “ไลค์” บนเฟซบุ๊ก เนื่องจากเราอยากให้คนเชื่อมต่อกับเพจและแบรนด์ที่พวกเขาเลือกจะเชื่อมต่อเท่านั้น พ้นไปจากความจำเป็นที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่แท้จริงบนเฟซบุ๊ก บุคคลที่สามที่เร่ขายไลค์ยังมักจะพยายามใช้มัลแวร์หรือการหลอกลวงรูปแบบอื่นมาสร้างไลค์ปลอม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ทุกคนและต่ออินเทอร์เน็ตโดยรวม

การปรับปรุงคุณภาพของระบบยืนยันความถูกต้องของเว็บเราครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ใช้และแบรนด์ ผู้ใช้จะยังเชื่อมต่อกับเพจและหน้าโปรไฟล์ที่อยากสมัครรับข้อมูลจริงๆ ได้ต่อไป และเพจต่างๆ ก็จะมีตัววัดจำนวนแฟนและภูมิลำเนาของแฟนๆ ที่ถูกต้องเที่ยงตรงกว่าเดิม การปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้เพจต่างๆ ผลิตข้อมูลที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจมากขึ้น และแบรนด์ต่างๆ ก็จะพบว่าคนมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของพวกเขาจริงๆ มากขึ้น

กรุณาระแวดระวังลิงก์ที่ไม่ชอบมาพากลอยู่เสมอ เพื่อปกป้องตัวคุณเองในอนาคต เข้าไปที่ลิงก์ www.facebook.com/hacked ถ้าหากคุณมีเหตุผลใดๆ ให้เชื่อว่าแอคเค้าน์ท์ของคุณอาจถูกเจาะ เราแนะนำให้เจ้าของเพจตรวจสอบธุรกิจใดก็ตามที่เสนอขายบริการการตลาดให้กับเฟซบุ๊กของคุณ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทเหล่านี้กำลังใช้แต่วิธีที่ถูกต้อง ไม่ละเมิดเงื่อนไขของเฟซบุ๊ก

เฟซบุ๊กถูกสร้างขึ้นมาบนหลักการของตัวตนที่แท้ เราอยากขยับขยายความแท้นี้ไปยังเพจต่างๆ เช่นกัน เราคาดว่าเรื่องนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสำหรับทุกคนที่ใช้เฟซบุ๊ก เราหวังว่าในอนาคตจะสามารถช่วยให้คนมากกว่าเดิมแชร์และเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ และแบรนด์ที่พวกเขาสนใจอย่างแท้จริง

บทบาทของนักลงทุนในการป้องปรามคอร์รัปชัน (2) : นโยบายออกเสียงแทน (proxy voting policy)

[เขียนคอลัมน์ รู้ทันตลาดทุน ให้กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจทุกจันทร์เว้นจันทร์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และบนเว็บกรุงเทพธุรกิจด้วย แต่ตอนนี้เมื่อเช้าจัดหน้าเละมาก จนอ่านไม่รู้เรื่อง (ตอนนี้หายแล้ว) ก็เลยเอามาแปะบนบล็อกนี้ค่ะ]

บทบาทของนักลงทุนในการป้องปรามคอร์รัปชัน (2): นโยบายออกเสียงแทน (proxy voting policy)
(คอลัมน์ รู้ทันตลาดทุน ตอนที่ 78)

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงเหตุผลและหลักการที่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน ควรมีส่วนในการป้องปรามคอร์รัปชัน โดยสรุปข้อเสนอแนะจาก International Corporate Governance Network (ICGN) เครือข่ายนักลงทุนสถาบันด้านธรรมาภิบาลชั้นแนวหน้าของโลก

“เครื่องมือ” สำคัญชิ้นหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันใช้ได้ง่ายๆ ในการต่อกรกับคอร์รัปชัน คือนโยบายการออกเสียงในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้น (proxy voting policy) เพราะไหนๆ กองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล ฯลฯ ก็มีหน้าที่ต้องไปประชุมผู้ถือหุ้นแทน (proxy) ผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริงของบริษัทอยู่แล้ว ถ้ากองทุนเหล่านี้จะกำหนดนโยบายการออกเสียงหุ้นที่ถือให้สะท้อนหลักธรรมาภิบาลที่ดี ประกาศนโยบายเหล่านั้นต่อสาธารณะและทำตามอย่างเคร่งครัด ก็จะเป็นก้าวที่สำคัญต่อการยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนและป้องปรามคอร์รัปชัน เพราะคอร์รัปชันเกิดได้แต่ในองค์กรที่ระบบธรรมาภิบาลบกพร่องอย่างรุนแรงเท่านั้น

นอกจากนี้ นโยบายการออกเสียงแทนยังสามารถเป็น “จุดขาย” ของกองทุน ดึงดูดนักลงทุนที่อยากมีส่วนยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ
Read the rest of this entry »

“สร้างโลกไร้จน” (Creating a World Without Poverty)

งานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 17 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 ต.ค. 2555 ทีศูนย์สิริกิติ์

งานหนังสือใกล้เปิดฉาก ก็ได้เวลาโฆษณาหนังสือใหม่ของตัวเองที่จะออกในงาน :) รอบนี้มีหนังสือใหม่ 3 เล่มที่จะออกทันงาน แบ่งเป็นเขียน 1 แปล 2 จะค่อยๆ ทยอยโพสภาพปกและคำนำผู้เขียน/ผู้แปลก่อนงานหนังสือจะเริ่มค่ะ ส่วนคิวไปอยู่ประจำบูทจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

เล่มแรกเป็นหนังสือแปล ชื่อ สร้างโลกไร้จน แปลจาก Creating a World Without Poverty โดย Muhammad Yunus นับเป็น “ภาคต่อ” ของ นายธนาคารเพื่อคนจน เมื่อสี่ปีก่อน เล่มนี้ราคาปก 240 บาท ในงานหนังสือซื้อได้จากบูท สนพ.มติชนค่ะ

(คลิกที่ปกเพื่อขยาย)

สร้างโลกไร้จน

คำนำผู้แปล

หลังจากที่ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับธนาคารกรามีนในปี 2006 แนวคิดและงานของ “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business) นับพันแห่งทั่วโลก ก็เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายมากกว่าในอดีตมาก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

อย่างไรก็ดี ในสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดค่อนข้างมากว่า ธุรกิจเพื่อสังคมคืออะไร แตกต่างจากธุรกิจกระแสหลักอย่างไร นักพัฒนาสังคมผู้มีชื่อเสียงบางท่านสับสนระหว่าง “กิจกรรม/โครงการเพื่อสังคม” กับ “ธุรกิจเพื่อสังคม” โดยเรียกบางกิจการว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม เพียงเพราะกิจการนั้นๆ เจียดกำไรส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้ในการช่วยสังคม ทั้งที่กระบวนการทำธุรกิจของกิจการนั้นเป็นอิสระและเอกเทศจากโครงการช่วยเหลือสังคมอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ทำกิจการร้านอาหารปกติ แล้วนำกำไรที่ได้ไปบริจาคในโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

นักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงบางท่านทึกทักเอาเองว่า กิจการที่ท่านดำเนินการมายาวนานนั้นควรนับเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ด้วย เพราะสร้างประโยชน์แก่สังคมบางประการอยู่แล้ว อาทิ ทำให้คนมีงานทำ
Read the rest of this entry »

แนะนำหนังสือ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร”

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ writer’s pick นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนสิงหาคม 2012

บุันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร

หนังสือทั้งหมดทั้งมวลในโลกแบ่งได้เป็นสองประเภทเท่านั้นในทัศนะของผู้เขียน คือหนังสือที่อ่านเร็วได้ กับหนังสือที่ต้องอ่านช้าๆ

ในประเภทหลัง มีเพียงหยิบมือเดียวที่ผู้เขียนอ่านซ้ำได้ไม่รู้เบื่อ และมีเล่มเดียวเท่านั้นที่อ่านหลายรอบเมื่อครั้งเป็นเพียงนักอ่าน ครั้นเป็นนักเขียนแล้วก็ตั้งใจว่าจะหยิบมาอ่านใหม่ทุกปี

“บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” โดย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ยากนิยามว่าเป็นหนังสือประเภทใด ใกล้เคียงที่สุดอาจเป็นบันทึกส่วนตัว ถ่ายทอดประสบการณ์การเขียนหนังสือ วัตรปฏิบัติของนักเขียน รวมไปถึงอุดมการณ์ ข้อคิด เหตุและผลแห่งการ “กระโจนลงสู่ชีวิตอันโดดเดี่ยว เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว” แถบเทือกเขาหลวง อำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช

เมื่อกลั่นจากปลายปากกาของ “นักเขียนหนุ่มผู้ไม่มีวันตาย” ผู้รักการอ่าน รักการเขียน รักเพื่อนมนุษย์ รักธรรมชาติรอบตัว และเป็นนายของภาษาอย่างหาตัวจับยาก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นมากกว่าบันทึก หากเป็นการย่อโลกผ่านสายตานักเขียนลงมาอยู่บนหน้ากระดาษ ทุกย่อหน้าชวนตื่นตะลึง อย่างความหมายของ ‘ขี้กลา’ ใต้ถุนบ้าน ซึ่งถูกเชื่อมร้อยถึงประวัติศาสตร์ผ่านถ้อยของพุทธทาสภิกขุ ‘ตัวละคร’ ในหนังสือเล่มนี้มิได้มีแต่เพื่อนบ้านและญาติมิตรของนักเขียนหนุ่มเท่านั้น หากรวมถึงนักเขียนเริงนามมากมายในโลกวรรณกรรมทั้งไทยและเทศ ท้ายบทมีสรุปประวัติย่อและหนังสือแนะนำสั้นๆ กำนัลแด่ผู้อ่าน

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เขียนอ่าน “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” ซ้ำทุกปี เพื่อซึมซับสิ่งที่ไม่มีวันตายจากนักเขียนหนุ่ม และครุ่นคิดถึงวิถีที่การงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความรัก